บริการข่าวไทยรัฐ

ปริศนา "เงื่อนไข" ไปป์บอมบ์ครบรอบ 3 ปี คสช. : ลบเหลี่ยมมั่นคง ระวังเหลี่ยมม็อบ

“หน้าตัวเมีย”

ด่าออกอากาศกันชัดๆจากปากของคนระดับ พล.ท.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ แม่ทัพภาคที่ 1

ปะทุอารมณ์เดือดดาลต่อพฤติกรรมของผู้ก่อเหตุวางระเบิดไปป์บอมบ์ที่ห้องจ่ายยานายทหารชั้นนายพล อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลพระมงกุฎฯ ทำให้มีผู้บาดเจ็บ 25 ราย

ล้อไปในโทนเดียวกับเสียงสาปแช่งในหมู่ผู้คนในสังคมทั่วไป

ทุกฝ่ายพากันรุมประณามพฤติการณ์โหด เลว ระยำ เลือกวางระเบิดในโรงพยาบาล สถานที่ปลอดความรุนแรง แม้แต่ในยามสงคราม หรือผู้ก่อการร้ายทั่วโลกก็จะงดเว้น

เพราะมันละเมิดสิทธิมนุษยชนตามหลักสากลอย่างแรง

แต่ไอ้ชั่วที่เมืองไทยไร้ซึ่งต่อมสำนึกด้านคุณธรรมแบบที่มนุษย์พึงมี ไม่ได้มองถึงบาปบุญคุณโทษ

เห็นชีวิตของประชาชนผู้บริสุทธิ์เป็นผักปลา

เพียงเพื่อสนองตัณหาทางอำนาจและผลประโยชน์ ไม่สนอะไรทั้งนั้น

และที่น่าเจ็บปวดกว่า โดยสถานการณ์เชื่อมโยงกันชัดๆจากเหตุระเบิดติดต่อกัน 3 ครั้ง ตั้งแต่หน้ากองสลากฯเก่า ถนนราชดำเนิน ต่อเนื่องกับเหตุตูมตามหน้าโรงละครแห่งชาติ ข้างสนามหลวง จนมาถึงเหตุระเบิดในโรงพยาบาลพระมงกุฎฯ

การตามล่าหาตัวคนจัญไร ยังจับมือใครดมไม่ได้

แต่ที่ยิ่งไม่น่าเชื่อ ทุกจุดต้องเกิดปัญหา “ซ้ำซาก” มุกเดียวกัน

ตามสภาพของกล้องวงจรปิด หลักฐานสำคัญในการคลำหาตัวผู้ก่อเหตุ การแสวงหาพยานหลักฐานเกิดเหตุขัดข้อง หรือเป็นแค่กล้อง “ดัมมี่” ใช้งานไม่ได้

แม้แต่ในโรงพยาบาลพระมงกุฎฯ ที่มีกล้องวงจรปิดอยู่ 13 ตัว แต่ใช้การจริงไม่ได้ถึง 9 ตัว

ทำให้ไม่สามารถเก็บพยานหลักฐานตัวบุคคลต้องสงสัยได้

เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ฝ่ายความมั่นคง ต้องใช้วิธี “คลำ” จากภาพที่ประชาชนใช้กล้องมือถือถ่ายรูปไว้ก่อนเกิดเหตุ วิเคราะห์ความน่าจะเป็นกันจากแฟ้มคดีเก่าๆ

เดาเอาจากพฤติกรรมในอดีต

เบื้องต้นเลย แทบไม่ต้องวิเคราะห์ให้ยาก จากเงื่อนเวลาในห้วงครบรอบ 3 ปีการยึดอำนาจของ คสช. และการเจาะจงสถานที่ควบคุมอย่างเข้มงวดเป็นพิเศษ ก่อการกันในโรงพยาบาลทหาร

เป้าหมายมันคือการ “ตบหน้า” กันจะจะ

กลุ่มก่อการร้ายมุ่งธงไปที่การดิสเครดิตรัฐบาลทหาร คสช.ภายใต้การนำของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่มีจุดแข็งในการคุมสถานการณ์ด้านความมั่นคง

ได้รับความไว้วางใจจากประชาชน ตามผลโพลมาตลอด 3 ปี

และโดยเฉพาะเน้นเป้าไปที่เบอร์หนึ่งด้านความมั่นคงของรัฐบาล คสช. อย่าง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม

แบบที่ “ลบเหลี่ยม” ด้วยระเบิด ประจานกันดังๆ

ในเครื่องหมายคำถาม กลุ่มไหนที่ได้ประโยชน์จากปรากฏการณ์นี้

แน่นอนกลุ่มแรกเลย ตามฟอร์มทุกครั้งที่เกิดเหตุป่วน หนีไม่พ้นถูกโยงกับการต่อสู้ของกลุ่มอำนาจเก่า

ฝีมือของเครือข่าย “ทักษิณ” และกลุ่มต้านอำนาจทหาร คสช.

ก็อย่างที่ “บิ๊กเจี๊ยบ” พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาทผู้บัญชาการทหารบก ไม่ปฏิเสธหนึ่งในกลุ่มต้องสงสัยมุ่งไปที่เครือข่าย “โกตี๋” นายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ แกนนำกลุ่มเสื้อแดงฮาร์ดคอร์ ที่หลบหนีคดีในประเทศเพื่อนบ้าน และแสดงท่าทีก้าวร้าว และปลุกระดมคนให้ใช้กำลังมาตลอด

แต่นั่นก็ต้องวิเคราะห์กันตามเงื่อนไขสถานการณ์ความจำเป็นในการก่อการ นั่นคือการ “ต่อรอง” โยงถึงสถานการณ์ทางคดีสำคัญของเครือข่ายคนใกล้ชิดที่อยู่ในช่วงใกล้ตัดสิน

“นายใหญ่” ต้องดิ้นสู้ภาวะจนตรอก

แต่ในเครื่องหมายคำถาม “ศักยภาพ” ถึงหรือ ในเมื่อทุกวันนี้ทหารตามบี้ ตามล็อกเครือข่าย “นายใหญ่” และกลุ่มคนเสื้อแดง จนหัวโจกของขบวนการต้องหนีหัวซุกหัวซุนไปอาศัยอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน

สถานการณ์กระดิกกันแทบไม่ออก

ที่สำคัญทำแล้วเพิ่มอำนาจต่อรองตรงไหน ในเมื่อยิ่งท้าทาย ยิ่งโดนทุบหนัก

มุมต่อมา มองกันในเชิง “สัญลักษณ์” ปรากฏการณ์ไปป์บอมบ์เขย่าความมั่นคง ทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของอำนาจรัฐ เป็นฝีมือของขบวนการโจรใต้

ที่ขยายวงจาก 3 จังหวัดชายแดนมาก่อการในกรุงเทพฯ

แบบที่ตำรวจมีการเปิดเผยภายหลังเกิดเหตุว่ามีจดหมายเตือนจากเครือข่ายขบวนการบีอาร์เอ็นเตรียมก่อการในโรงพยาบาลของรัฐ 3 แห่ง

ล้อกับสถานการณ์ที่กลุ่มดังกล่าวไม่ได้เข้าร่วมขบวนการสันติสุขที่รัฐบาล คสช.ดำเนินการอยู่

แต่อย่างไรก็ดี ตามแบบฟอร์มการปฏิบัติการของกลุ่มโจรใต้ ทุกครั้งจะต้องประกาศความรับผิดชอบ เป็นฝีมือของกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด เพื่อโชว์ศักยภาพให้เป็นที่รับรู้

ซึ่งระเบิดตูมตาม 2-3 จุดนี้ ไม่มีคนประกาศความรับผิดชอบแต่อย่างใด

หรือจะเป็นในมุมของเครือข่ายขบวนการโจรใต้ที่รับงานจากกลุ่มอำนาจทางการเมืองมาก่อการ พวกแปลกหน้าแปลกตามาเคลื่อนไหวนอกพื้นที่

จะเล็ดลอดสายตาของหน่วยความมั่นคงได้ยังไง

อีกทั้งหากจะโยงกับกระแสสถานการณ์ก่อการร้ายที่ลามทั่วโลก ทั้งการระเบิดในคอนเสิร์ตที่เมืองแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ กลุ่มโจรมุสลิมไอเอสปฏิบัติการยึดเมืองที่เกาะมินดาเนา ประเทศฟิลิปปินส์ หรือเหตุก่อการร้ายที่ชานกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย

เหตุเกิดในช่วงไล่เลี่ยๆกันพอดิบพอดี

แต่ประเทศไทยก็ไม่ใช่เป้าหมาย ไม่ได้อยู่ในสถานะคู่ขัดแย้งกับกลุ่มไอเอสโดยตรง

ขณะเดียวกัน มันก็ห้ามคนคิดไม่ได้ กับมุมที่ พล.อ.ประยุทธ์ต้องรีบตัดบท เบรกกระแส อย่าคิดว่ารัฐบาลทำเอง เพื่อสร้างเงื่อนไขในการเลื่อนเลือกตั้งออกไป

ไม่มีใครบ้าทำอย่างนั้น นอกจากพวกอยากเป็นรัฐบาลมากกว่า

เช่นเดียวกัน มุมที่ตัดไปเลยไม่ได้ กับปม “สนิมเนื้อใน”

ปรากฏการณ์ “เจาะยาง” กันเองของขุมข่ายขั้วอำนาจเดียวกัน แต่คนละสังกัด

แกะรอยตามสถานการณ์แบบที่ พล.อ.ประวิตรพูดชัดตั้งแต่เกิดเหตุระเบิดที่หน้าโรงละครแห่งชาติ มีการสั่งจับตาทั้งฝ่ายตรงข้าม และฝ่ายเดียวกัน

และย้ำอีกรอบว่า “ไม่มีใครหรอก พวกใกล้ๆเรานี่แหละ”

เรื่องของเรื่อง พลันสิ้นเสียงระเบิดตูมใหญ่ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎฯ ในห้วงจังหวะบังเอิญ “พี่ใหญ่” อย่าง พล.อ.ประวิตรก็หายหน้าไป โดยมีการยื่นใบลาประชุมคณะรัฐมนตรี รับกับกระแสข่าวที่เจ้าตัวป่วยถึงขั้นเข้าโรงพยาบาลไปนอนบายพาสหัวใจ

เป็นอะไรที่ต่อเนื่องกับภาวะ “ตำบลกระสุนตก” ที่ พล.อ.ประวิตรต้องเผชิญแรงเสียดทานพุ่งเข้าใส่ไม่หยุดทั้งจากภายนอกภายใน ท่ามกลางกระแสปรับ ครม. การลาออก โชยออกมาเป็นระยะ

ข่าวจริง ข่าวลือมาบรรจบกันพอดี

มันมีความพยายามในการกดดัน พล.อ.ประวิตรให้หลุดวงโคจรอำนาจ

ไหนจะภาวะความไม่เสถียรภายในกองทัพ กับการขบเหลี่ยมกันระหว่างขุมอำนาจ “บูรพาพยัคฆ์” กับ “วงศ์เทวัญ” ในห้วงใกล้เทศกาลปรับโยกย้ายใหญ่ในเดือนตุลาคม

ปมคนในล่อกันเอง จึงมีน้ำหนักตามเงื่อนไขที่แฝงอยู่

แต่ทั้งหมดทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นฝีมือของกลุ่มไหน โดยปรากฏการณ์ครบรอบ 3 ปี คสช. รัฐบาลทหารเจอไปป์บอมบ์ลบเหลี่ยมความมั่นคง

ตัดแต้มผลงาน คะแนนหายไปแทบไม่เหลือ

ตามรูปการณ์ก็เหลือแค่จุดเด่นซึ่งประชาชนพอใจรัฐบาลทหาร คสช. ตรงที่คุมเกมป่วนของมวลชน ไม่มีม็อบอาละวาดปิดบ้านปิดเมือง ชาวบ้านร้านตลาดใช้ชีวิตกันอย่างปกติสุข

นี่แหละที่ต้องจับตา ตามเงื่อนสถานการณ์เดิมพันสุดท้าย ถ้าขึ้นปี 4 คสช.ปล่อยม็อบอาละวาดได้

ก็ไม่เหลืออะไรต่อโปรโมชั่นแลกอำนาจพิเศษแล้ว.

“ทีมการเมือง”