บริการข่าวไทยรัฐ

ออกลูกพลิ้วให้กำกวม

ชักตั้งคำถามกันหนาหู “จะได้เลือกตั้งกันหรือเปล่า”

ในโหมดที่ฝ่ายการเมืองทุกพรรคพากันโหวกเหวกดักคอ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ไม่ให้ฉวยโอกาสใช้ลูกติดพันสถานการณ์ความไม่สงบในประเทศที่กลับมาคุกรุ่นอีกครั้ง

เป็นเงื่อนไขฉีกสัญญา ไม่เดินตามโรดแม็ปที่ประกาศไว้

ตามการแพลมสัญญาณของผู้นำ คสช.ที่เปรยถึงเหตุการณ์ความไม่สงบในประเทศในทำนอง หากบ้านเมืองยังมีการวางระเบิด ใช้อาวุธสงคราม ทำให้เกิดความขัดแย้งในภาคประชาชน จะเลือกตั้งกันได้หรือไม่

โปรแกรมการหย่อนบัตรชักไม่แน่นอน

น้ำเสียงที่เคยหนักแน่น ยืนกรานจัดเลือกตั้งตามกำหนดเดิม เริ่มอ่อนลง เหมือนเปิดช่องให้มีการขยายโรดแม็ปออกไป ภายหลังเกิดเหตุการณ์ตบหน้าฝ่ายความมั่นคงต่อเนื่อง

ตั้งแต่เหตุการณ์ระเบิดที่หน้าสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลเก่า มาถึงที่โรงละครแห่งชาติ และล่าสุดที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า

ลูบคมท้าทายฝ่ายอำนาจพิเศษไม่หยุดหย่อน

ควันหลงจากเหตุการณ์ “ไปป์บอมบ์” ลูกล่าสุดในวันครบรอบยึดอำนาจ 3 ปี คสช. กระทบเส้นทางคืนประชาธิปไตยเกิดความไม่แน่นอนขึ้นมา

ประเด็นความมั่นคงที่เป็นจุดแข็ง คสช. กำลังจะกลายเป็นจุดอ่อน

ในภาวะการณ์ที่ฐานบัญชาการผู้นำประเทศอย่างทำเนียบรัฐบาล ยังต้องยกระดับเพิ่มการคุมเข้มมาตรการรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง

ส่งทีมรบพิเศษจากหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ หรือ “นักรบหมวกแดง” จ.ลพบุรี สลับเวรมาควบคุมพื้นที่ในโซนไข่แดง ดูแลความปลอดภัยผู้นำ คสช.โดยเฉพาะ

เช่นเดียวกับหน่วยราชการหลายแห่ง ระบบขนส่งมวลชนสาธารณะ สนามบิน ห้างสรรพสินค้า ต่างขันนอตเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ตรวจตราสแกนพื้นที่ละเอียดยิบ ป้องกันการก่อเหตุร้ายซ้ำรอย

ไม่ไว้วางใจภาวะความไม่สงบในประเทศที่กลับมาระอุอีกครั้ง

สถานการณ์โค้งสุดท้าย โรดแม็ปส่อเค้าวุ่นวาย

ล้อกับไปบรรยากาศกลิ่นไอระเบิดและเสียงปืนของสถานการณ์โลกที่หลายประเทศตกเป็นเป้า ถูกภัยก่อการร้ายคุกคามทั้งอังกฤษ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย

เพื่อนบ้านอาเซียนละแวกใกล้เคียงประเทศไทยเจอภัยก่อการร้ายคืบคลานเข้ามา เป็นอะไรที่บ้านเราจะประมาทไม่ได้เช่นกัน

ท็อปบูตยิ่งต้องเพิ่มความระมัดระวัง ไม่ประมาททั้งศึกนอก-ศึกใน เร่งกู้จุดแข็ง ดึงความเชื่อมั่นกลับคืนมา

เพื่อประคองเส้นทางโรดแม็ปเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง

คุมสถานการณ์ให้ชัวร์ ก่อนปล่อยให้หย่อนบัตร ไม่ให้เสียของที่ขั้วอำนาจพิเศษทำมาทั้งการปฏิรูปประเทศ การสร้างความปรองดอง

จากรูปการณ์ระยะหลังที่ “บิ๊กตู่” พูดตอกย้ำบ่อยขึ้น ไม่อยากให้ประชาชนฝากอนาคตไว้กับคนหน้าเดิมๆเข้ามาบริหารประเทศ ให้ปัญหาความขัดแย้งวนกลับมาใหม่

พะวงขั้วอำนาจเก่ารื้อนั่งร้าน คสช. หากได้กลับมาเป็นใหญ่

ท็อปบูตเจอแรงกดดัน ต้องคอนโทรลสถานการณ์ไม่ให้เกิดแรงกระเพื่อม ทั้งในปัจจุบันและลากยาวถึงอนาคต

ตามเสียงเชียร์ที่เริ่มอยากให้ผู้นำ คสช.ลงสนามเลือกตั้ง กลับมาเป็นผู้นำรอบสอง เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการสานต่อภารกิจความปรองดองและการปฏิรูปให้ลุล่วงไปด้วยดี

สอดรับท่าทีล่าสุดของ “บิ๊กตู่” ที่บ่ายเบี่ยงตอบว่า “ยังไม่รู้” เมื่อถูกสื่อซักว่า จะลงสมัครเลือกตั้งหรือไม่

เปลี่ยนสไตล์จากที่เคยเสียงแข็ง ยืนกรานไม่คิดสืบทอดอำนาจ มาตีลูกพลิ้วให้เกิดความกำกวม

เผื่อไว้เป็นทางออก กรณีเกิดความไม่แน่นอน ตกอยู่ในเงื่อนไขไฟต์บังคับต้องกระโจนลงสนามเลือกตั้ง

สร้างความสง่างาม หากจะมาดำรงตำแหน่งผู้นำรอบใหม่ ลบข้อครหาถูกนินทาไล่หลังเป็นผู้นำจากปลายกระบอกปืน และไม่ต้องขาลอยหลังหมดอำนาจ

ตามต้นทุนสะสมที่มี ส.ว.250 เสียงตุนอยู่ในมือ มีแต้มต่อเหนือกว่าทุกฝ่าย

หากจะนั่งบนหลังเสือต่อก็คงไม่ใช่เรื่องยากเกินไป.

ทีมข่าวการเมือง