วันเสาร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

“อิรุคันจิ” แมงกะพรุนพิษ ร้ายสุดในโลก...!!

เข้าสู่ปลายฤดูร้อนเชื่อมต่อกับฤดูฝนที่หลายคนยังคงมีวันหยุดยาวสำหรับการพักผ่อนชายทะเล ที่แม้จะมีความสวยงามแต่บางครั้งก็มีสิ่งที่เป็นอันตรายแฝงอยู่แบบไม่รู้ตัว โดยเฉพาะอันตรายที่มาจากสัตว์ทะเล ที่ชื่อว่า “แมงกะพรุน”

ปัจจุบันเชื่อกันว่ามีแมงกะพรุนอาศัยอยู่ในโลกมากถึง 30,000 ชนิด แต่เป็นที่รู้จักเพียง 2,000 ชนิดเท่านั้นแมงกะพรุนแต่ละชนิดจะมีรูปร่าง ลักษณะแตกต่างกันไปรวมถึงความอันตรายด้วย

โดยทั่วไปแมงกะพรุนแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ คือ...

1.Scyphozoa (JellyFish) แมงกะพรุนทั่วๆไป ที่เรามักจะเห็นลอยมาเกยตื้น เป็นแมงกะพรุนที่คนนำมาทำเป็นอาหาร

2.Hydrozoa (Portuguese man–of–war) แมงกะพรุนไฟ มีลักษณะที่แตกต่างจากแมงกะพรุนธรรมดาอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะสีสันที่ค่อน ข้างสดและหนวดที่ยาว หากไปสัมผัสแมงกะพรุนพวกนี้เข้าบริเวณที่สัมผัสจะเป็นรอยคล้ายรอยไหม้ และอีก 20-30 นาที จะเกิดอาการบวมนูนขึ้นตามผิวหนัง เป็นแผลเล็กๆแล้วค่อยๆ แตกออกเป็นแผลเรื้อรัง หากเกิดอาการแพ้จะเกิดอาการกล้ามเนื้อเกร็งควบคุมไม่ได้ หายใจไม่ออก อาจถึงขั้นเสียชีวิตได้

3.Cubozoa (Box Jelly fish) แมงกะพรุนกล่อง มีลักษณะคล้ายร่มหรือระฆังคว่ำ มีขนาดแตกต่างกัน มีหนวดเป็นสายโดยแต่ละสายสามารถยาวได้ถึง 3 เมตร แมงกะพรุนพวกนี้มีลักษณะโปร่งใส มีสีอ่อนๆ ทำให้สังเกตได้ยาก
แมงกะพรุนกล่องได้รับการจัดอันดับว่าเป็นหนึ่งในสัตว์ที่มีพิษร้ายแรงที่สุดในโลก ในประเทศ ไทยพบแมงกะพรุนกล่องมากที่เกาะหมาก จ.ตราด และเกาะลันตา จ.กระบี่ โดยเฉพาะสายพันธุ์ที่ชื่อว่า “อิรุคันจิ” (Irukandji Jellyfish) ซึ่งเป็นแมงกะพรุนที่มีขนาดเล็กเพียง 5-8 เซนติเมตร มีแหล่งอาศัยอยู่ที่ชายฝั่งทางตอนเหนือของออสเตรเลีย หมู่เกาะฮาวาย ญี่ปุ่น ฟลอริดา รวมทั้งประเทศไทย

ลักษณะของแมงกะพรุนชนิดนี้จะมีลำตัวโปร่งใส มีหนวดงอกออกมา 4 เส้น ซึ่งในหนวดแต่ละเส้นนั้นซ่อนพิษเอาไว้ หากสัมผัสโดนลำตัวหรือหนวดของแมงกะพรุนชนิดนี้ พิษของมันก็จะเข้าไปทำลายเซลล์ผิวหนังบริเวณที่สัมผัสให้ตายได้ นอกจากนี้พิษของมันยังอาจทำให้หัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน หรือกดทับระบบประสาทจนถึงขั้นหยุดหายใจ และเสียชีวิตได้ภายใน 5 นาทีเท่านั้น

ผู้ที่สัมผัสกับแมงกะพรุนอิรุคันจิ จะมีอาการปวดหัว คลื่นไส้ และปวดกล้ามเนื้ออย่างรุนแรง ปวดแสบปวดร้อนเหมือนโดนไฟไหม้บริเวณผิวหนังที่สัมผัส สุดท้ายหัวใจจะหยุดเต้นแบบเฉียบพลัน

ล่าสุด กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ออกมาเตือนประชาชนให้ระวังแมงกะพรุนมีพิษ โดยเฉพาะการเล่นน้ำทะเลช่วงฝนตก

นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมควบคุมโรค บอกว่า เมื่อสัปดาห์ก่อนมีรายงาน ผู้ได้รับบาดเจ็บสงสัยพิษแมงกะพรุน ขณะลงเล่นน้ำทะเล 3 รายในจังหวัดกระบี่ โดยผู้ป่วย 2 ราย บาดเจ็บเล็กน้อยที่มือ ส่วนอีก 1 ราย มีอาการปวดแสบปวดร้อนบริเวณขาและแขน แน่นหน้าอก หายใจเหนื่อย ปวดจุกแน่นท้อง แต่ยังรู้สึกตัวดี จากการสอบสวนโรคพบว่าผู้ป่วยทั้ง 3 คน ได้ลงเล่น น้ำทะเลขณะมีฝนตกปรอยๆ หลังเล่นน้ำพบว่ามีบาดแผล ลักษณะโดนแมงกะพรุน จึงเข้ารับการปฐมพยาบาลเบื้องต้นด้วยน้ำส้มสายชูจากเจ้าหน้าที่ และเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลทันที

“ช่วงหน้าฝนเป็นช่วงที่จะพบแมงกะพรุนถูกคลื่นซัดเข้ามาชายหาดจำนวนมาก ทั้งมีพิษและไม่มีพิษ ที่อันตรายคือ แมงกะพรุนกล่อง ซึ่งเคยมีรายงานผู้เสียชีวิตจากแมงกะพรุนชนิดนี้ในประเทศไทยมาแล้ว” อธิบดีกรมควบคุมโรคบอก

ข้อมูลจากสำนักระบาดวิทยาระบุว่า ในรอบ 15 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ พ.ศ.2542–2558 มีรายงานผู้ป่วยเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเนื่องจากแมงกะพรุนพิษมากกว่า 1,000 ราย พบ อาการหนักจนถึงหมดสติ 18 ราย ในจำนวนนี้เสียชีวิต 8 ราย ทุกรายเกิดจากแมงกะพรุนกล่อง

คุณหมอเจษฎา บอกว่า แมงกะพรุนกล่องเป็นแมงกะพรุนชนิดที่มีพิษรุนแรง มีลักษณะโปร่งใส รูปร่างเป็นทรงสี่เหลี่ยม มีหนวดยื่นออกมาในแต่ละมุม โดยหนวดของแมงกะพรุนพวกนี้อาจยาวพอกับความสูงของคนเลยทีเดียว แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ ชนิดที่มีหนวดเพียงเส้นเดียวในแต่ละมุม หรือชนิดที่มีหนวดหลายเส้นในแต่ละมุม กลุ่มหลังนี้มีหนวดรวมๆแล้วประมาณ 12-15 เส้น และผู้เสียชีวิตในประเทศไทยทุกรายเกิดจากชนิดที่มีหนวดหลายเส้น ซึ่งกระเปาะพิษจะอยู่ที่สายหนวด

“แมงกะพรุนกล่องที่มีหนวดหลายเส้นหนึ่งตัวอาจมีกระเปาะพิษถึงล้านถุง ทำให้แมงกะพรุนกล่องจัดเป็นสัตว์ทะเลที่มีพิษร้ายแรงที่สุด พิษของแมงกะพรุนกลุ่มนี้ คือ จะทำให้เซลล์ผิวหนังตาย มีอาการปวดรุนแรง ถ้าได้รับพิษในปริมาณมาก และพิษเข้าสู่กระแสเลือดจะเข้าสู่หัวใจ ทำให้หัวใจหยุดเต้นและระบบหายใจล้มเหลว อาจเสียชีวิตได้ภายใน 2-10 นาที” คุณหมอเจษฎาบอก

สำหรับการป้องกัน อธิบดีกรมควบคุมโรคบอกว่า หลีกเลี่ยงการลงทะเลในช่วงหลังพายุฝนหรือช่วงที่มีแมงกะพรุนชุกชุม เพราะอาจมีกระเปาะพิษหลุดลอยในทะเลแม้เราจะไม่ได้สัมผัสกับแมงกะพรุนก็ตาม สังเกตรอบตัวอยู่เสมอหากพบเจอแมงกะพรุนที่ไม่รู้ว่าเป็นชนิดมีพิษหรือไม่มีพิษให้พยายามอยู่ให้ห่างๆไว้ก่อน ถ้าเป็นไปได้ควรสวมเสื้อผ้าที่มิดชิดเวลาลงเล่นน้ำทะเลหรือลงดำน้ำ หากมีแผลที่สงสัยว่าจะถูกพิษแมงกะพรุน ห้ามขัดถูหรือราดน้ำจืดบริเวณที่ถูกแมงกะพรุน เพราะจะทำให้มีการยิงพิษเพิ่มขึ้น ราดน้ำส้มสายชูบริเวณที่มีร่องรอยจากการสัมผัสแมงกะพรุนให้ทั่วนานอย่างน้อย 30 วินาที น้ำส้มสายชูมีฤทธิ์ในการระงับการยิงพิษจากถุงพิษที่ยังไม่ออกฤทธิ์ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยได้รับพิษเพิ่มขึ้น และรีบนำส่ง รพ.ทันที.