บริการข่าวไทยรัฐ

รัฐนิยม ยามน้ำท่วม

เรื่องน้ำท่วมใหญ่ปีไหนๆในกรุงเทพฯ ที่ว่าหนักหนา ผมอ่านเรื่องหวอ ชีวิตไทยในสงครามโลกครั้งที่ 2 (สำนักพิมพ์สารคดี) แล้ว ปีไหน ก็คงไม่ก่อทุกข์ได้เท่า ปี 2485

สรศัลย์ แพ่งสภา เล่าว่า น้ำท่วมภาคเหนือไหลลงมาหากรุงเทพฯ ตั้งแต่เดือนกันยายน ท่านผู้นำ ขับรถไปตรวจน้ำท่วม ข้ามคลองรังสิตไป 500 เมตร ก็เจอน้ำล้นถนน ไปต่อไม่ได้

กลับมาออกวิทยุ “สามัคคีชัย” เตือนราษฎรให้เตรียมตัวเก็บข้าวของหนีน้ำ

เวลานั้น กรุงเทพธนบุรี น้ำท่วมหลายจุดแล้ว ถนนราชวงศ์ ทรงวาด พาดสาย ย่าน 22 กรกฎา ถนนตก สนามเป้า สะพานควาย ฯลฯ รถยนต์ รถราง รถสามล้อ ยังใช้ได้

น้ำสูงขึ้นเรื่อยๆ 1 ตุลาคม ระดับน้ำถนนสามเสน ตอนบางกระบือสูงถึง 73 ซม. ลานพระบรมรูปทรงม้า 1.50 เมตร ถึงเวลานั้น ยานยนต์ทุกประเภท หายไปจากถนน

มองไปทางไหนเห็นแต่น้ำเจิ่งนอง ระดับน้ำใช้ได้ทั้งรถทั้งเรือ

น้ำท่วมที่ว่าหนักหนา พอได้ยินเสียงหวอ สัญญาณเตือนภัยระเบิดจากเครื่องบินข้าศึก ทุกข์ก็ท่วมทับท้น

ข้าวสารขึ้นราคาจากกระสอบละ 12 บาท เป็น 16 บาท และราคาก็ยิ่งแพงขึ้นทุกวัน

ยามค่ำคืนอยู่กันมืดๆ เพราะต้องพรางไฟ เครื่องเวชภัณฑ์เป็นปัญหาใหญ่ ชาวบ้านอยู่กันด้วยยาผีบอกมากกว่ายาจากหมอสาธารณสุข

ตอนน้ำท่วม สรศัลย์ แพ่งสภา นับถือน้ำใจ ฝ่ายสัมพันธมิตร ที่ไม่ส่งเครื่องบินเข้ามาโจมตี

แต่ชาติเสือไม่ทิ้งลาย 15 ตุลาคม อุตส่าห์ส่งเครื่องบินมาโปรยทุ่นระเบิด เส้นทางเดินเรืออ่าวไทย คงตั้งใจเล่นงานเรือทหารญี่ปุ่น แต่เรือสินค้าไทยจมไปหลายลำ

ในความทุกข์สารพันนั้น รัฐบาลท่านผู้นำ ยังมีเรื่องสนุกให้ราษฎรเล่นได้คงเส้นคงวา

15 พ.ย. ครม.มีมติให้งดใช้เลขไทยที่เขียนกันมาแต่ดั้งเดิม ให้ใช้เลขอารบิกแทน

คำสั่งนี้ ตามหลัง คำสั่งปรับอักขรวิธีไทย เช่น ตัดตัว อ.เอา ตัว ห.นำ

ผู้ใหญ่ที่ไปทำงานด้วยเรือ ก็ยังต้องแต่งตัวตามรัฐนิยม ผู้ชายสวมเสื้อกางเกงรองเท้า ผูกเนกไทใส่เสื้อคอแบะแบบฝรั่ง หมวกต้องมีครอบหัวตั้งแต่เช้าจดค่ำ

ภาพตอนนั้น รัฐมนตรีแต่งครบเครื่องฝรั่ง นั่งเก้าอี้นวมเอ้เตในเรือลำใหญ่

มีแปลก คือ ฯพณฯ ควง อภัยวงศ์ นุ่งกางเกงขาสั้น เสื้อเชิ้ตตัวเดียว สวมหมวก รองเท้าแตะ แต่หิ้วกระเป๋าเสื่อใส่เครื่องแต่งกายชุดใหญ่ ไปใส่ในที่ทำงาน

ในภาวะสงคราม ภาวะน้ำท่วม ภาวะขาดแคลนทุกอย่าง ระวังตัวไม่ให้กระทบกระทั่งกับมหามิตรญี่ปุ่น คนไทยยังต้องปรับตัวให้เข้ากับรัฐนิยมฉบับต่างๆ

เรื่องแต่งกาย เรื่องยกเลิกบรรดาศักดิ์ สับสนจนไม่รู้ว่าใครเป็นใคร ในชื่อใหม่สกุลใหม่ ทั้งยังต้องปรับสมองกับวิธีเขียนภาษาไทย และเลขฝรั่ง แบบใหม่

ค่านิยมที่น่าชื่นใจ น่าจะมีเรื่องเดียว คือจะต้องจูบเมีย ก่อนออกจากบ้านไปทำงาน

ผมอ่านเรื่อง หวอ เรื่องน้ำท่วมปี 85 จบ ข่าวทีวีที่เสนอแต่เรื่อง น้ำท่วมกรุงเทพฯวันพระใหญ่ น้ำทะเลหนุน เช้าวันพฤหัสฯ ต่อด้วยความคืบหน้า เรื่องระเบิดโรงพยาบาลพระมงกุฎฯ ก็จบพอดี

คนไทยสมัยนี้เจอทั้งน้ำท่วม เจอทั้งระเบิด ถ้าถือเป็นทุกข์ซ้ำกรรมซัด เทียบกันแล้วไม่หนักหนา เท่ากับ คนไทยรุ่นพ่อแม่ ผจญกันมาเมื่อปี 2485 เคราะห์ยังดีกว่ามาก ตอนที่รัฐบาลใหม่ ท่านไม่ขยันออกรัฐนิยม

เรื่องจูบเมียก่อนออกไปทำงาน ของท่านผู้นำรุ่นนั้น...ท่านผู้นำรุ่นนี้ น่าจะรื้อฟื้นมาใช้ ในยามยุ่งยากทั้งระเบิดทั้งน้ำท่วมอย่างนี้ แก้มเมียหอมๆ คงช่วยเยียวยาความเหนื่อยๆล้าๆ ให้ชื่นมื่น ยืนหยัดอยู่สู้โลกพาราได้ไม่น้อย.

กิเลน ประลองเชิง