บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เดินหน้าตามรัฐธรรมนูญ

เป็นไปตามความคาดหมาย นักการเมืองจากสองพรรคใหญ่ ทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ ต่างไม่เห็นด้วยกับการที่อาจเลื่อนเลือกตั้งออกไป หลังจากเกิดเหตุระเบิดที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ด้วยเหตุผลว่า การเลือกตั้งเป็นคำสัญญาของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ให้ไว้ต่อทั้งคนไทยและประชาคมโลก ต้องรักษาสัตย์เพื่อความเชื่อมั่น

แม้นายกรัฐมนตรีจะไม่ได้บอกชัดเจนว่าจะเลื่อนการเลือกตั้ง เพียงแต่พูดเป็นนัยๆว่าหากไม่มีความสงบ ก็ไม่มีการเลือกตั้ง แค่นี้ก็อาจสะเทือนถึงความเชื่อมั่นทั้งภายในและภายนอกประเทศ และถ้าใช้ตรรกะเดียวกันนี้ จะทำให้น่าสงสัยว่าอีกกี่ปีก็ยังเลือกตั้งไม่ได้ เพราะยังมีเหตุระเบิด และการก่อความไม่สงบใน 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้

ปัญหาสำคัญที่สุดก็คือความเชื่อมั่น ทั้งของคนไทยและประชาคมโลก ต่อคำสัญญาของรัฐบาล คสช. ที่จะนำประเทศเดินตามโรดแม็ปสู่การเลือกตั้งและกลับคืนสู่ประชาธิปไตย แต่กำหนดการเลือกตั้งเลื่อนมาหลายครั้งใน 3 ปีที่ผ่านมา หากต้องเลื่อนออกไปอีก ก็จะทำลายความเชื่อมั่น และภาพลักษณ์ที่ดี ทำให้ประเทศโดยรวมได้รับความเสียหาย

หากจะต้องเลื่อนเลือกตั้งจริง ย่อมแสดงว่ารัฐบาลพร้อมที่จะใช้อำนาจ ม.44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวที่ยกเลิกไปแล้ว เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 สุ่มเสี่ยงต่อการถูกมองว่าทำลายหลักนิติธรรมที่ยึดหลักกฎหมายอยู่เหนือคน ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย แต่จะกลายเป็นว่าหัวหน้า คสช.มีอำนาจเหนือรัฐธรรมนูญ สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ตามใจชอบ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นนักกฎหมาย แสดงความเห็นในเรื่องนี้ว่า เมื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญแล้ว ทุกอย่างต้องเดินหน้าตามรัฐธรรมนูญ “ไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคลแล้ว” แม้รัฐธรรมนูญจะไม่ได้กำหนดวันเลือกตั้งไว้ชัดเจน แต่ก็ระบุว่า กรธ.ต้องจัดทำร่างกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งให้เสร็จภายใน 240 วัน นับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ

รัฐธรรมนูญประกาศใช้ตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน จะครบ 240 วัน ประมาณสิ้นเดือนพฤศจิกายน จากนั้น สนช.ต้องพิจารณาร่างกฎหมายเกี่ยวกับเลือกตั้ง 4 ฉบับ ให้เสร็จภายใน 60 วัน คือถึงประมาณสิ้นเดือนมกราคม 2561 และต้องจัดเลือกตั้งภายใน 150 วัน หลังจากนั้น แสดงว่าอาจเลือกตั้งได้ตั้งแต่ต้นปี 2561 หากทุกฝ่ายยึดมั่นและปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ

เห็นได้ชัดว่ารัฐธรรมนูญมีเจตนารมณ์ให้มีการเลือกตั้งในเวลาอันสมควร ไม่ช้าเกินไป ไม่เร็วจนเกินไป แต่ยึดหลักความพอดีหรือทางสายกลาง ตามอริยมรรคของพระพุทธศาสนา และป้องกันไม่ให้มีการฉวยโอกาสลากยาวอย่างไม่มีวันสิ้นสุด รัฐธรรมนูญยังบัญญัติด้วยว่าผู้ที่จงใจปฏิบัติหน้าที่ หรือใช้อำนาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ อาจถูกฟ้องร้องต่อถึงศาลฎีกา.