บริการข่าวไทยรัฐ

ชามตราไก่ ลำปาง ฝีมือ-ความทรงจำ

ปี พ.ศ.2528 รัตนา สินวรรณกุล ทายาทชามตราไก่ เรียนจบสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทำงานหนังสือพิมพ์ในกรุงเทพฯอยู่ราว 3 เดือน ระหว่างนั้นมีเสียงเรียกให้กลับมาช่วยงานบ้าน

แต่ก็ยังรีรอ จนเพื่อนคนหนึ่งกระตุกสติด้วยคำพูด “ทำไมไม่เอาความคิดที่มีไปใช้ที่บ้าน” คำพูดนี้ทำให้ตัดสินใจ

เวลาผ่านเลย 32 ปี วันนี้รัตนา อายุ 54 ปี เป็นเจ้าของโรงงานผลิตชามตราไก่ เอสซี เลขที่ 34 ถนนไฮเวย์ลำปาง-งาว ตำบลชมพู อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง

ย้อนไปเมื่อปี 2500 กลุ่มชาวจีนแคะ 4 คน นายซิมหยู แซ่ฉิน นายเซี่ยะหยุย แซ่อื้อ นายซิวกิม แซ่กว็อก และนายเต็กเชียง แซ่เทน ทุกคนเป็นเพื่อนกัน เดินทางจากตำบลกอปี อำเภอไท้ปู มณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน ถึงเมืองไทย มารับจ้างทำงานอยู่กรุงเทพฯ ได้ไม่นาน จากนั้นก็ย้ายไปจังหวัดลำปาง

วันหนึ่งในสี่สหายไปเห็นชาวบ้านกำลังลับมีด ขอเข้าไปจับดู รู้ทันทีว่าหินลับมีดมีส่วนผสมเป็นดินขาว แร่สำคัญที่ใช้ทำเซรามิก ถามชาวบ้านว่าหินก้อนนี้อยู่ที่ไหน

ได้คำตอบก็ชวนเพื่อนปั่นจักรยานไปที่อำเภอแจ้ห่ม

เจอแหล่งวัตถุดิบก็ชวนกันตั้งโรงงานเซรามิก ชื่อโรงงานร่วมสามัคคี ที่บ้านป่าขาม อำเภอเมือง

นี่คือจุดเริ่มต้นของตำนานการทำชามตราไก่ ขนาด 6-8 นิ้ว ด้วยมือ วาดตัวไก่สีแดง หางสีดำ เคลือบด้วยขี้เถ้า

ลายไก่ เขียนง่ายๆไม่ซับซ้อน ทำอยู่ 3 ปี มีปัญหาตามมาหลายอย่างทำให้ต้องแยกย้ายไปทำงานอื่น

ปี 2512 เซี่ยะหยุย แซ่อื้อ เตี่ยของรัตนา กลับมาตั้งโรงงานใหม่ คราวนี้ลายตราไก่ที่เคยมีประสบการณ์ก็ทำต่อ แต่แตกหน่อต่อยอดไปวาดลายดอกไม้และลายอื่น

กระบวนการเขียนลายตราไก่ก็พัฒนาไปเป็นตราไก่ในดอกไม้ และในต้นกล้วย แต่สิ่งที่ยากมากกว่า คือวิธีการทำชาม และเทคนิคที่บอกไม่ได้ คือการเผา และสูตรการเคลือบ

เซรามิก วิชานี้ เซี่ยะหยุยตั้งใจถ่ายทอดให้ลูกๆทุกคน

แต่ลูกทุกคนมีความถนัด เรียนรู้วิชานี้ได้ไม่เหมือนกัน

รัตนาเล่าถึงวิธีการทำชามไก่แบบโบราณ เริ่มจากการผสมดิน โดยย่ำด้วยเท้าและนวดด้วยมือ จากนั้นนำมาปั้นตบเป็นแผ่น นำล้อจักรยานมาเป็นแป้นหมุนในการขึ้นรูป นำดินขาวที่หมักเปียกขว้างลงบนพิมพ์ที่หมุนอยู่บนล้อจักรยาน ใช้แผ่นไม้ตัดเป็นรูปโค้ง (จิ๊กเกอร์) กวาดแต่งเติมดินให้ได้รูปทรงถ้วยกลมทีละใบ

เสร็จแล้วนำมาต่อขา ทิ้งค้างไว้บนกระดานให้แห้งโดยธรรมชาติ

จากนั้นเคลือบด้วยขี้เถ้าแกลบ เผาด้วยเตามังกรโบราณใช้ไม้ฟืน ความร้อนเกือบ 1,300 องศา ราว 18-24 ชั่วโมง

ขั้นตอนนี้ช่างจะอาศัยประสบการณ์ โดยสังเกตสีของเปลวไฟ

ชามไก่ในยุคแรกๆค่อนข้างหนา เมื่อเผาดินสุกก็นำมาเขียนสีบนเคลือบด้วยพู่กัน การตวัดพู่กันจีนวาดลายไก่ ดอกไม้ และต้นกล้วย จะถูกถ่ายทอดให้คนงานในท้องถิ่น โดยใช้คนวาด 2-3 คน

แต่ละคนจับพู่กันทีละ 2-3 ด้าม วาดต่อเติมกันเป็นส่วนๆจนเต็มรูปแบบในแต่ละใบ

เสร็จแล้วนำไปเผาในเตาอบรูปกลม ซึ่งภายในเป็นถังดินขนาดใหญ่อีกครั้ง ด้วยความร้อนจากฟืนราว 700-750 องศา 5-6 ชั่วโมง รอจนเย็นแล้วก็จัดใส่เข่งจำหน่าย

ข้อดีของกระบวนการทำชามตราไก่แบบโบราณ คือได้ชามคุณภาพดี ข้อเสียคือผลิตได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการตลาด

ปี 2516 ชาวจีนไท้ปูร่วมกลุ่มกันดันราคาเซรามิกให้ดีขึ้น จาก 14 สตางค์ เพิ่มเป็น 1.10 บาท ทำให้ชามลายไก่มีราคาขึ้นเป็นเท่าตัว

เตี่ยเริ่มมีเงินทุนมากขึ้น ก็ตั้งโรงงานเอเชีย ให้พี่ชายคนโตที่มีความคิดสร้างสรรค์ เป็นผู้บุกเบิกงานสร้างสรรค์ สัตว์ในวรรณคดี เกล็ด พญานาค โบสถ์ วิหาร บันไดนาค ทางขึ้นดอยสุเทพ และเกล็ดนกหัสดีลิงค์ ที่วัดบ้านเด่นสะหรีศรีเมืองแกน อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่

ตั้งโรงงานแห่งใหม่ให้พี่ชายคนที่สอง ชื่อโรงงานสยามซีรามิคส์

ส่วนของรัตนา ทำโรงงานเอสซี จำหน่ายวัตถุดิบ คือดินขาว แยกมารับทำผลิตภัณฑ์ถ้วยขนมวาดลายไก่

ปี 2556 โรงงานสยามซีรามิคส์ปิดตัวลง พร้อมๆเตามังกรโบราณ ความเปลี่ยนแปลงนี้มีผลให้โรงงานเซรามิกทั้งจังหวัดลำปางเปลี่ยนกรรมวิธีผลิตชามตราไก่ เป็นการผลิตใช้แก๊สเป็นเชื้อเพลิง

ชามตราไก่ เอกลักษณ์คือลายไก่ วัตถุดิบทำจากดินขาว คุณสมบัติ ทนไฟสูง ไม่มีสารตะกั่ว สีแดงและสีดำที่ใช้วาดเป็นสีที่สืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ประจวบเหมาะสัญลักษณ์ของจังหวัดลำปางก็เป็นลายไก่

“เซรามิกลำปางเคยถูกโจมตีจากจีน ว่ามีสารตะกั่วเจือปน เข้าไมโครเวฟไม่ได้” รัตนาฟื้นความหลัง “แต่ความจริงเซรามิกลำปาง เผาที่อุณหภูมิ 1,200 องศาขึ้นไป สีที่ใช้สีทนไฟ เป็นสีใต้เคลือบ ไม่มีสารตะกั่ว”

จุดเด่นของถ้วยขนมโรงงานเอสซี ยังมีการวาดด้วยพู่กันจีน ไก่ที่วาดอย่างนี้ ดูมีชีวิตชีวา มีความกระตือรือร้น

ต่างจากไก่โรงงานอื่น ที่ดูเหมือนไก่สตัฟฟ์ สังเกตได้จากปากกับหงอนไก่

ถ้วยขนมตราไก่ รัตนาสารภาพว่า ส่วนใหญ่พี่สาว เชียง สินวรรณกุล เป็นคนวาด

เชียงชำนาญการใช้พู่กันมาก จับพู่กันสามอันในมือเดียว สลับกันไปมา ไก่มีชีวิตชีวาพริ้วไหว

นอกจากวาดได้สวยงาม เชียงยังวาดได้มาก ถึงวันละสองถึงสามพันชิ้น

และวาดไก่ด้วยฝีมืออย่างนี้มาแล้วเป็น 10 ปี

สภาพเศรษฐกิจสองปีที่ผ่านมา โรงงานเอสซีต้องหดตัวลง เหลือแค่ทำถ้วยขนม ถ้วยตะไล ผลิตตามใบสั่ง

แต่ความเชี่ยวชาญงานเขียนลายไก่ยังมี และได้รับความเชื่อถือ จากคนในวงการ รัตนากับพี่เชียงจึงแบ่งเวลา กับการออกรับงานสอนการวาดลายไก่บนถ้วยดิบด้วยพู่กันจีน

“วัตถุประสงค์หลักอยากให้คนรู้คุณค่าของงานเซรามิกลำปาง โดยเฉพาะการวาดลายไก่ ว่าเป็นของคนรุ่นดั้งเดิม เพียงแต่ตอนนี้ไม่มีการผลิตแบบโบราณอีก”

ตอนสอน ประโยคที่ถูกถามบ่อยๆ ดินที่ทำเซรามิกทำมาจากอะไร เข้าไมโครเวฟได้หรือเปล่า รัตนาก็อธิบายว่า ถ้วยตราไก่ไม่มีสารตะกั่ว คนส่วนใหญ่ไม่รู้วิธีการทำ บางคนคิดว่าเซรามิกทำจากกระดูกสัตว์

การได้โอกาสรับงานสาธิตการวาดลายไก่ รัตนารู้สึกภูมิใจในงานของตัวเอง ทั้งยังได้ช่วยเผยแพร่งานเซรามิกของจังหวัดลำปาง ให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น

“ครั้งแรกที่ไป ได้รับความสนใจ คนมาเรียนเยอะมาก ถึงกับเล่นเก้าอี้ดนตรี”

คนเรียนได้รู้เทคนิคการจับพู่กันจีน รู้น้ำหนักมือในการลงสี สามารถเอาไปประยุกต์วาดลายอื่นๆลงบนกระดาษ เป็นงานแฮนด์เมดได้ เอาความคิดไปแตกแขนงทำเป็นของที่ระลึกก็ได้

ขณะงานสอนวาดลายไก่เดินหน้าไป รัตนาทำใจยอมรับว่า ชามตราไก่ของโรงงานเอสซีคงจบที่ตัวเอง ต่อไปไม่ช้า ลูกหลานคงแยกย้ายไปทำงานอื่น

รัตนาทิ้งท้าย “งานนี้ภูมิใจในฝีมือบรรพบุรุษ และคิดว่าน่าจะเป็นงานสุดท้ายของบั้นปลายชีวิต”.