บริการข่าวไทยรัฐ

มหากาพย์แชร์ตู้โกง EP.1 ทุกข์แทบขาดใจ! เปิดเรื่องราวเหยื่อผูกคอตาย บ้านแตก หนี้ท่วมหัว

“แชร์ตู้คอนเทนเนอร์”...มหากาพย์การฉ้อโกงครั้งยิ่งใหญ่ ที่มีผู้เสียหายมากถึง 2,539 คน รวมมูลค่าความเสียหายสูงถึง 634 ล้านบาท และที่สำคัญ ผู้เสียหายส่วนใหญ่นั้นเป็นชาวบ้านร้านตลาด ผู้มีรายได้น้อย หรือทำงานโรงงานกันเสียเป็นส่วนใหญ่ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ มีโอกาสได้พูดคุยกับผู้เสียหายหลายต่อหลายท่าน ซึ่งแต่ละท่านล้วนแล้วแต่ทุกข์ระทมหมองหม่นกับปัญหาหนี้สิน หลายท่านนอนร้องไห้ทุกค่ำคืน หลายท่านเกือบคิดสั้นหวังจบปัญหา ชีวิตของพวกเขาเป็นเช่นไร หลังตกเป็นเหยื่อให้กับ “แชร์ตู้คอนเทนเนอร์”

ผู้สื่อข่าวเดินทางจากกรุงเทพมหานครฯ มุ่งหน้าไปยังแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี เพื่อพูดคุยกับลุง ป้า น้า อา หรือกลุ่มผู้เสียหายนับสิบราย ซึ่งผู้สื่อข่าวสัมผัสได้เป็นอย่างดีว่า ผู้เสียหายแต่ละท่านตั้งใจเดินทางมาหาผู้สื่อข่าวอย่างมาก บางท่านลางานครึ่งวัน บางท่านอุ้มลูกจูงหลานมาตั้งแต่เช้า หรือบางท่านยอมหยุดงานเพื่อมาเจอกับผู้สื่อข่าวโดยเฉพาะ

ทว่า เรื่องราวของบุคคลที่อยู่ตรงหน้าผู้สื่อข่าว ณ วินาทีนี้ อาจไม่เศร้าสลดเท่าเหตุการณ์เมื่อครั้งที่ “สองผัวเมียชาวโคราช ถูกโกงจากการไปเล่นแชร์ตู้คอนเทนเนอร์ จนเป็นหนี้สินรุงรัง บ้านกำลังจะโดนยึด เขียนจดหมายคนละฉบับถึงพ่อแม่ ขอโทษที่ทำให้เดือดร้อน แต่หาทางออกไม่ได้จริงๆ ชีวิตมันผิดพลาด ก่อนใช้เชือกผูกคอตายคู่กันในบ้าน...” 

จดหมายลาตายเขียนด้วยลายมือ บรรจงร่ายข้อความลงบนกระดาษเป็นครั้งสุดท้ายของชีวิต แม่ พ่อ ลูกขอโทษ ลูกอยู่ไม่ได้ หนี้สินมันเยอะ อยู่ไปก็รบกวนแต่พ่อแม่ แต่ก็จะอยู่กับพ่อแม่ตลอดไป บ้านหลังนี้ให้แม่ไปติดต่อ ธอส. เพราะตกเป็นของแม่ แม่หาทางขายบ้าน เพราะบ้านพ่อหน่อย เอาเขาไป 7 แสน ไม่ส่งตั้งหลายเดือน ได้เงินมาเอาไปใช้ให้ปู กับพี่หนึ่ง ลูกขอโทษครับ ชีวิตมันผิดพลาดเอาอะไรไม่ได้ กราบขอโทษพ่อแม่ครับ” (ไทยรัฐ, สิงหาคม 2559, ชีวิตมันผิดพลาด! สุดสลด ผัวเมียเหยื่อแชร์ตู้คอนเทนเนอร์ ผูกคอตายคู่)

ข้างต้นคือ เรื่องราวของคนตาย แต่นับจากนี้ไป คือ เรื่องราวของคนเป็น คนเป็นที่ต้องต่อสู้กับปัญหาที่ถาโถมเข้ามาด้วยหัวใจอันแข็งแกร่ง...

หนี้ของลูกคือหนี้ของพ่อ! เปิดใจพ่อผู้ยิ่งใหญ่ ขอรับทุกความทุกข์ของลูก

นายสุขสันต์ ลิ้วกระโทก พนักงานโรงงาน วัย 48 ปี กล่าวกับผู้สื่อข่าวด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม แต่นัยน์ตาเศร้าหมองว่า ตนทำงานอยู่ในบริษัทแห่งหนึ่งในเขตแหลมฉบัง ซึ่งมีเพื่อนร่วมงานในบริษัทจำนวนมากทำธุรกิจลงทุนซื้อตู้คอนเทนเนอร์ เพื่อปล่อยเช่า ตนเห็นว่า เพื่อนร่วมงานแต่ละคนมีรายได้เป็นกอบเป็นกำ และทำกันมาหลายปีต่อเนื่องได้รับเงินก้อนโตกันทุกๆ เดือน โดยที่ธุรกิจไม่เคยมีปัญหาใดๆ ตนจึงตัดสินใจร่วมลงทุน ด้วยการซื้อตู้คอนเทนเนอร์ในราคา 130,000 บาท และทางบริษัทสัญญาว่า จะให้ค่าเช่าตอบแทน เดือนละ 13,000 บาท ตลอดระยะเวลา 4 ปี

“ตอนนั้น คือ ช่วงปี 2557 ผมตัดสินใจลงทุนไปเลย 3 ตู้ เป็นเงินทั้งหมด 390,000 บาท เงินจำนวนนี้ก็เอามาจากนำรถไปเข้าไฟแนนซ์ ได้เงินมา 410,000 บาท หลังจากลงทุนไปในครั้งแรก ผมเห็นเขาจ่ายผมตอบแทนสม่ำเสมอเป็นเวลา 4 เดือน เป็นเงิน 156,000 บาท ผมจึงตัดสินใจนำเงินจำนวนนี้มาลงทุนซื้อเพิ่มอีก 1 ตู้ บริษัทตู้คอนเทนเนอร์จ่ายเงินให้ 2 เดือน เป็นเงิน 26,000 บาท จากนั้นก็ไม่ได้เงินอีกเลย รวมเฉพาะของผมคนเดียว 4 ตู้ ลงทุนไปทั้งหมด 520,000 บาท ลุงสุขสันต์ทอดถอนหายใจ

“ช่วง 4 เดือนแรกที่ไม่มีปัญหา ผมเห็นรายได้ดีมาก จึงไปชวนลูกชายมาทำด้วยกัน ลูกชายผมเขาก็เห็นดีเห็นงามด้วย เขาเลยตัดสินใจไปกู้เงินกับ ธ.ก.ส. (ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร) มา 250,000 บาท บวกเข้ากับเงินโบนัสประจำปีของลูกชายอีก 140,000 บาท เพื่อลงทุนเพิ่มไปอีก 3 ตู้ รวมทั้งหมด 390,000 บาท เพราะฉะนั้น ครอบครัวของผมครอบครัวเดียว คือ 7 ตู้ เป็นเงิน 910,000 บาท ลุงสุขสันต์ พูดพลางส่ายหัว

ทุกวันนี้ หนี้สินที่ครอบครัวของผมไปหยิบยืมมาลงทุน ผมรับไปเต็มๆ คนเดียว เพราะภรรยาไม่ได้ทำงานแล้ว ส่วนหนี้สินของลูกชาย ผมก็รับมาไว้เป็นของผมเองทั้งหมด เพราะผมรู้สึกว่าผมเป็นพ่อที่ไม่ดี ชักชวนให้ลูกมาเจอปัญหา ผมเป็นเหมือนตัวการทำให้ลูกชายมีปัญหากับลูกกับเมีย ผมอยากให้เขามีความสุขกับชีวิตที่กำลังเริ่มต้น แม้พ่ออย่างผมจะต้องทนทุกข์บ้างก็ไม่เป็นไร คำพูดจากหัวอกคนเป็นพ่อ หนึ่งในเหยื่อแชร์ตู้คอนเทนเนอร์

พี่น้องแตกแยก! สาวสุดทุกข์ระทม ตรากตรำใช้หนี้แชร์ตู้คอนเทนเนอร์

น.ส.วิชุดาภรณ์ วงค์คำสิงห์ เจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัย วัย 31 ปี หญิงสาวผู้เก็บงำความทุกข์มาเนิ่นนานถึง 3 ปี ยอมเปิดอกกับผู้สื่อข่าวอย่างหมดเปลือกว่า เธอตกเป็นเหยื่อแชร์ตู้คอนเทนเนอร์ เป็นจำนวนมากถึง 10 ตู้ คิดเป็นเงินสูงถึงหลักล้านบาท ซึ่งเงินที่เธอนำมาลงทุนนั้น มาจากการกดเงินสดจากบัตรเครดิตแทบทั้งสิ้น

เราเป็นคนที่ไม่มีหลักทรัพย์ใดๆ ค้ำประกัน เราไม่มีที่ดิน ไม่มีอะไรทั้งนั้น การกดเงินสดจากบัตรเครดิตจึงเป็นแหล่งเงินเดียวที่เราจะสามารถพึ่งพิงได้ ซึ่งเราก็ต้องยอมรับกับดอกเบี้ยที่ค่อนข้างสูง แต่เพราะตอนนั้นเราคิดว่า การลงทุนตู้คอนเทนเนอร์ต้องคุ้มเสี่ยงแน่นอน เราจึงกล้าทำ” วิชุดาภรณ์ กล่าวถึงการตัดสินใจครั้งสำคัญของเธอ

วิชุดาภรณ์ เหยื่อแชร์ตู้คอนเทนเนอร์ บอกเล่าถึงชะตากรรมที่เธอต้องพบเจอว่า เมื่อเราเห็นว่า การลงทุนตู้คอนเทนเนอร์นั้น ไปได้สวย เราก็เลยชักชวนพี่สาวกับพี่ชายมาร่วมลงทุนด้วย ซึ่งพี่สาวเป็นชาวไร่ชาวนาธรรมดา ไม่ได้มีเงินถุงเงินถัง พี่สาวจึงไปกู้เงินจากธ.ก.ส.มาลงทุน 1 ตู้ ส่วนพี่ชายเอาเงินเก็บที่เอาไว้ใช้ส่งลูกเรียนมหาวิทยาลัยมาร่วมลงทุนอีก 1 ตู้ สุดท้าย พี่สาวและพี่ชายไม่มีใครได้เงินทั้งสิ้น และสิ่งที่ตามมาก็คือ ครอบครัวแตกแยก สัมพันธ์พี่น้องไม่เหลือชิ้นดี เพราะอันที่จริงแล้ว พี่สาวกับพี่ชายเขาก็มีชีวิตที่เรียบง่าย ไม่ทุกข์ไม่ร้อนอยู่แล้ว แต่เราเป็นเหมือนคนที่เอาปัญหาไปให้กับเขา

“พี่สาวต้องขายรถหกล้อที่ใช้ทำมาหากิน พี่ชายต้องไปกู้หนี้กู้สินหยิบยืมเงินคนอื่นมาส่งลูกเรียน ส่วนตัวเราเองต้องขายรถกระบะไปหนึ่งคัน หนี้บัตรเครดิตคิดเป็นเงินใกล้แตะหลักล้าน ดอกเบี้ยสูงท่วมหัว นอนร้องไห้แทบทุกคืน จากที่เคยทำงานหยุดเสาร์อาทิตย์ ตอนนี้ก็ทำงานพาร์ทไทม์ทุกวัน เราทำทุกอย่างที่ใครใช้ให้ทำ และไม่มีวันหยุดมาครบ 3 ปีแล้ว ตอนนี้เราลำบากกันทั้งครอบครัว เพราะแชร์ตู้คอนเทนเนอร์” วิชุดาภรณ์ ตัดพ้อน้ำตาซึม

มีความรู้ก็ยังโดน! สองผัวเมียพนักงานบริษัท ลงทุนตู้โกง สูญเงินสินสอดเกลี้ยง

นายนิลพันธ์ ใบขมเหล็ก วัย 37 ปี และ น.ส.นริศรา นีธิเจริญสถิตย์ วัย 34 ปี คู่สามีภรรยาอุ้มลูกสาวตัวน้อยๆ เดินทางมาพบผู้สื่อข่าว เพื่อบอกเล่าถึงมหากาพย์การโกงครั้งใหญ่ที่แม้แต่หนุ่มสาวผู้มีความรู้ก็ไม่รอดที่จะโดนโกง

นายนิลพันธ์ สามีผู้เป็นดั่งหัวหน้าครอบครัว บอกเล่าว่า ผมลงทุนตู้คอนเทนเนอร์ไปทั้งสิ้น 6 ตู้ ซึ่งเงินที่นำมาลงทุนนั้น เอามาจากการนำที่ดินไปจำนองกับธนาคารเป็นจำนวน 2 แสนบาท และนำเงินช่วยงานและเงินสินสอดตอนแต่งงาน จำนวนกว่า 6 แสนบาท มาลงทุน

“ผมเห็นแม่ของแฟนผมทำมาแล้วหลายปี ก็ค่อนข้างมีความน่าเชื่อถือ จ่ายเงินตรงเวลาต่อเนื่องหลายปี และเมื่อผมขอตรวจสอบดูเอกสารต่างๆ ของบริษัทก่อนจะลงทุน ก็พบว่า มีความน่าเชื่อถือ ทางบริษัทนั้นๆ มีเอกสารในการจัดตั้งบริษัทครบถ้วน ทุนจดทะเบียนเป็นจำนวนเงินค่อนข้างสูง ที่ตั้งสำนักงานแน่ชัด และมีพนักงานฝ่ายต่างๆ ทำงานอยู่ทุกๆ วัน เขามีครบทุกอย่างตามที่เราขอดู เราจึงเชื่อ” นายนิลพันธ์ พนักงานบริษัทผู้มีความรู้ บอกเล่า

“แต่ที่ซ้ำร้ายไปมากกว่านั้น คือ แม่ของแฟนผม ท่านลงทุนตู้คอนเทนเนอร์ไปนับสิบตู้ หมดเงินไปหลักล้านบาท ท่านทำใจไม่ได้เลย ท่านเครียดอย่างหนักจนต้องเข้าโรงพยาบาล เพราะท่านเอาเงินที่จะเก็บไว้ใช้ในบั้นปลายชีวิตมาลงทุนตู้คอนเทนเนอร์จนหมด และตอนนี้ท่านเกษียณแล้ว แต่ก็ยังลาออกไม่ได้ เพราะท่านไม่มีเงินเก็บใดๆ แล้วนายนิลพันธ์ กล่าวถึงแม่ภรรยาด้วยดวงตาเศร้าหมอง

“ส่วนผมและแฟน เราวางแผนเอาไว้ว่า เราจะลงทุนทำธุรกิจเล็กๆ เพราะเราทั้งคู่คงไม่สามารถเป็นพนักงานบริษัทไปได้ทั้งชีวิต สักวันหนึ่งเราก็ต้องออกมายืนหยัดด้วยตัวของเราเอง ซึ่งเราจะต้องมีเงินเก็บสักก้อนเสียก่อน แต่ตอนนี้พื้นฐานของเราทั้งคู่ คือเท่ากับ ศูนย์ ทุกสิ่งทุกอย่างต้องเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด ช่วงที่ผ่านมาเราทั้งคู่ก็ค่อนข้างเซเหมือนกัน แต่ชีวิตก็ต้องเดินต่อไป เรามีลูก มีครอบครัว ชีวิตต้องเดินต่อครับ นายนิลพันธ์ ปากกล่าว แต่ตาจ้องมองลูกน้อยที่กำลังนอนอยู่บนตักผู้เป็นภรรยา

หมดสิ้นหนทาง ผูกคอตาย
ทุกข์ระทม จนป่วยไข้
ปัญหารุมเร้า ร้องไห้เกือบขาดใจ
บาปกรรมเท่าไหร่ไม่รู้จักเกรง!

ชะตากรรมของเหยื่ออีกหลายชีวิต และความคืบหน้าของมหากาพย์การฉ้อโกงครั้งยิ่งใหญ่จะเป็นอย่างไร
ติดตามตอนต่อไปได้ในวันพรุ่งนี้ แล้วพบกัน!