วันพุธที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

จาก “อีสเทิร์นซีบอร์ด” สู่ระเบียงเศรษฐกิจอีอีซี

โดย ซูม

วันจันทร์ที่ 29 พฤษภาคมที่จะถึงนี้ จะมีการประชุมสัมมนาที่สำคัญยิ่งสำหรับการผลักดันประเทศไทยให้เดินหน้าไปสู่เป้าหมาย “ไทยแลนด์ 4.0” ที่โรงแรมเรเนซองส์ ราชประสงค์

ในหัวข้อการประชุมว่า “ESB สู่ EEC Roundtable เชื่อมโลกให้ไทยแล่น” จัดโดยสำนักงานเพื่อการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจ พิเศษภาคตะวันออก กระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งมี ดร.คณิศ แสงสุพรรณ เป็นเลขาธิการ และเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญของการสัมมนาโต๊ะกลมครั้งนี้

ผมต้องขอขอบพระคุณท่านเลขาธิการที่กรุณาเชิญผมไปร่วมด้วย แต่เผอิญผมมีภารกิจจำเป็นบางประการที่จะต้องปฏิบัติในช่วงเช้าของวันจันทร์ ไม่สามารถไปร่วมประชุมได้

ขออนุญาตที่จะใช้คอลัมน์วันนี้เขียนให้กำลังใจแก่ทุกๆท่านที่มีส่วนในการผลักดันโครงการ EEC หรือ Eastern Economic Corridor หรือโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกที่เป็นข่าวใหญ่ในหน้าเศรษฐกิจของหนังสือพิมพ์ทุกฉบับในช่วงปี 2 ปีที่ผ่านมานี้

ดังที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า โครงการนี้เป็นโครงการต่อยอดของโครงการที่สำคัญยิ่งของประเทศไทยในอดีต อันได้แก่ โครงการ พัฒนาชายฝั่งทะเลตะวันออก หรือ Eastern Seaboard ที่เริ่มขึ้นในแผนพัฒนาฉบับที่ 5 (พ.ศ.2525-2529) ภายใต้รัฐบาลของนายกรัฐมนตรี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์

แม้จะประสบความสำเร็จอย่างสูง สามารถพลิกประเทศไทยให้ก้าวเข้าสู่การเป็นประเทศอุตสาหกรรมและเพิ่มรายได้รวมของประเทศขึ้นมาระดับหนึ่ง แต่ในที่สุดก็มาถึงจุดอิ่มตัว เพราะโลกเปลี่ยน เทคโนโลยีเปลี่ยน และอุตสาหกรรมหลักของโลกก็เปลี่ยน

จึงมีความจำเป็นที่จะต้องเดินหน้าไปสู่ “อีสเทิร์น ซีบอร์ด ภาค 2” หรือ โครงการระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก ที่ว่านี้ โดยจะมีการขยายโครงการเพื่อรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต กับอุตสาหกรรม 10 เป้าหมาย ที่ยังมีโอกาสขยายตัวสูง

อาทิ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่, อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ, การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ, การแปรรูปอาหาร, อุตสาหกรรมหุ่นยนต์การบินและโลจิสติกส์, เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ รวมไปถึงดิจิทัลและการแพทย์ครบวงจร

ที่ขาดไม่ได้เพราะเป็นศักยภาพของภาคตะวันออกอยู่แล้วก็คือ การท่องเที่ยวในกลุ่มรายได้สูง และท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ฯลฯ เป็นต้น

เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ว่านี้ จำเป็นจะต้องลงทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับอย่างขนานใหญ่ เริ่มจาก โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา เพื่อให้รับผู้โดยสาร 15 ล้านคน ใน 5 ปีข้างหน้า ไปจนถึง 60 ล้านคนใน 15 ปี

ตามมาด้วย โครงการรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ ระยอง เพื่อเชื่อมโยงสนามบินหลักของชาติ จาก ดอนเมือง ถึง สุวรรณภูมิ สู่ อู่ตะเภา อย่างครบวงจร

ตามด้วยโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังระยะที่สาม, โครงการรถไฟทางคู่เชื่อมท่าเรือ 3 แห่ง และโครงการพัฒนาเมืองใหญ่ในพื้นที่ 3 จังหวัด ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา เพื่อรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมดังกล่าว

รวมๆแล้วน่าจะใช้เงินไม่น้อยกว่า 500,000 ล้านบาท

ผมขออนุญาตนำโครงการมาสรุปให้เห็นอย่างคร่าวๆอีกครั้ง เพื่อให้ท่านผู้อ่านที่ยังไม่ทราบที่มาที่ไปของโครงการนี้ได้มีโอกาสรับทราบและติดตามการทำงานของรัฐบาลต่อไป

สำหรับในการประชุมสัมมนาวันจันทร์นี้ จะมีการเชิญ 2 ผู้เป็นต้นคิดและต้นกำเนิดโครงการพัฒนาชายฝั่งทะเลตะวันออก มาเล่าความหลังให้ฟังด้วย ก่อนจะต่อโยงมาถึงปัจจุบันและอนาคต

ได้แก่ ท่านอาจารย์ ดร.เสนาะ อูนากูล อดีตเลขาธิการสภาพัฒน์, และ ดร.อาณัติ อาภาภิรม ในฐานะอดีตผู้ว่าการ ปตท. เมื่อ พ.ศ.2530-2534 ที่มีบทบาทสำคัญยิ่งอีกท่านหนึ่งในการทำให้อีสเทิร์น ซีบอร์ด “โชติช่วงชัชวาล” ขึ้น ใน พ.ศ.นั้น

ทำให้ผมนึกถึงตัวละครที่สำคัญอีกท่านที่ล่วงลับไปแล้ว คือ ท่านอาจารย์ โฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ตำแหน่งล่าสุด ประธานกรรมการบริหารธนาคารกรุงเทพนั่นเอง

อาจารย์โฆสิตมิได้มีส่วนในการร่วมโครงการพัฒนาชายฝั่งทะเลตะวันออกด้วย แต่ทำไมผมคิดถึงท่าน...รอไว้ฉบับวันจันทร์นี้ค่อยเฉลยก็แล้วกัน...โปรดติดตาม.

“ซูม”