บริการข่าวไทยรัฐ

หน่วยรบพิเศษ! รปภ.เข้ม ทำเนียบรัฐบาล

สเกตช์ภาพบึมรพ.พระมงกุฎ ‘ศรีวราห์’ยันแค่ผู้ต้องสงสัย ระทึกซํ้าคนลืมกระเป๋าทิ้งไว้

ผวากระเป๋าวางอยู่ที่ชั้น 1 อาคารเกิดเหตุระเบิด รพ.พระมงกุฎเกล้า ตำรวจ-ทหารกันคนออกจากพื้นที่ เรียกอีโอดีและสุนัขเค 9 มาตรวจสอบ พบเป็นเพียงกระเป๋าใส่เสื้อผ้าและของใช้ผู้ป่วยลืมไว้ ทหารตรวจเข้มคนเข้าออกทุกประตู กล้องวงจรปิดที่เสียแก้ไขจนใช้ได้ทุกตัวแล้ว แถมย้ายมาติดหน้าทางเข้าออกอาคาร เพื่อบันทึกภาพคนได้ชัดขึ้น “ศรีวราห์” เรียกประชุมชุดสืบสวนสอบสวน ให้พยานและเหยื่อระเบิดสเกตช์ภาพชายต้องสงสัย 1 คน เปรียบเทียบกับคนที่มีประวัติ ส่วนชาย 3 คนที่เห็นในรูปที่พยานถ่ายไว้เป็นเหยื่อระเบิดด้วย ตัดประเด็นจดหมายขู่เรื่อง บีอาร์เอ็นและไอเอส เพราะระบุจุดเกิดเหตุไม่ตรงกัน “บิ๊กแดง” เดือดอีก ด่าพวกหน้าตัวเมีย รู้แล้วมี 3-4 กลุ่มที่เกี่ยวข้อง ยังไม่ขยับเพราะ “บิ๊กตู่” ให้รอตำรวจสอบสวนให้พยานหลักฐานหนักแน่นก่อน รปภ.ทำเนียบรัฐบาลดุเดือด ส่งหน่วยรบพิเศษ “เบเรต์แดง” ดูแลพื้นที่ทำเนียบ “ประวิตร” โผล่แล้ว ให้สัมภาษณ์สื่อทางโทรศัพท์ บอกให้รอ จนท.สอบสวน โรงพยาบาลรัฐใกล้เคียงจุดเกิดเหตุเต้น ล้อมคอกดูแลตัวเอง ทั้งเพิ่มกล้องวงจรปิด ไฟส่องสว่าง ตรวจบัตรคนเข้าออกหวั่นซํ้ารอย

กรณีคนร้ายลอบวางระเบิดห้องรับรองข้าราชการบำนาญ (วงษ์สุวรรณ) ชั้น 1 อาคารเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษา โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า มีผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งพลเรือนและทหารเกษียณอายุรวม 25 คน เหตุเกิดเมื่อวันที่ 22 พ.ค. ตรงกับวันครบรอบ 3 ปีคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยึดอำนาจ จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบคนร้ายนำระเบิดซุกซ่อนในแจกันดอกไม้ไปติดไว้ที่ฝาผนังห้องดังกล่าวก่อนเกิดระเบิด หลักฐานในที่เกิดเหตุชี้ว่า คนร้ายประกอบระเบิดใส่ท่อพีวีซีแบบไปป์บอมบ์ลักษณะเดียวกับระเบิดที่หน้ากองสลากกินแบ่งรัฐบาลเก่า ถนนราชดำเนิน เมื่อเดือน เม.ย. และเหตุระเบิดหน้าโรงละครแห่งชาติ เมื่อวันที่ 15 พ.ค.ที่ผ่านมา จึงเชื่อว่าเป็นคนร้ายกลุ่มเดียวกัน แต่การก่อเหตุครั้งนี้คนร้ายใส่ตะปูเป็นสะเก็ดระเบิดด้วย เป้าหมายเพื่อทำร้ายเหยื่อตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ทหารตรวจคนเข้า–ออกเข้มงวด

ความคืบหน้าเมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 24พ.ค. บรรยากาศบริเวณอาคารเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบ พระชนมพรรษา โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ ภายหลังเกิดเหตุลอบวางระเบิดภายในห้องรับรองวงษ์สุวรรณที่ให้ทหารบำนาญนั่งรอรับยาทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก วันนี้เจ้าหน้าที่ทหารเพิ่มความเข้มงวดการรักษาความปลอดภัยประตูทางเข้าออกทุกด้าน ตั้งจุดตรวจกระเป๋าทุกคนที่ผ่านเข้าออก ส่วนบริเวณห้องเกิดเหตุโรงพยาบาลใช้ไม้กระดานมาตีปิดไว้เท่านั้น ส่วนจุดอื่นของโรงพยาบาลยังเปิดให้บริการตามปกติ

ระทึกพบกระเป๋าต้องสงสัย

ต่อมาเวลา 10.20 น. เจ้าหน้าที่พบกระเป๋าต้องสงสัยลักษณะเป็นกระเป๋าล้อหลังสีดำ-น้ำตาล วางทิ้งไว้ที่พื้นหลังป้ายประชาสัมพันธ์ของโรงพยาบาล บริเวณช่องบริการที่ 2 ซึ่งเป็นช่องรับประวัติการรักษาชั้น 1 โซนเวชระเบียนและสถิติ อาคารเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบ พระชนมพรรษา อาคารเดียวกับที่เกิดเหตุระเบิด เจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ทหารนำเก้าอี้มากั้นพื้นที่ห่างจากจุดพบกระเป๋าประมาณ 10 เมตร ห้ามผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าออก พร้อมเรียกเจ้าหน้าที่ตำรวจกลุ่มงานเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด (EOD) และสุนัขตำรวจ (k9) เข้าตรวจสอบ ใช้เครื่องสแกนตรวจสอบประมาณ 10 นาที พบเป็นเพียงกระเป๋าใส่เสื้อผ้าเท่านั้น เจ้าหน้าที่เชื่อว่าเป็นของญาติผู้ป่วยมาลืมไว้

คนเจ็บกลับบ้านเกือบหมดแล้ว

ต่อมา พ.อ.นพ.สุรศักดิ์ ถนัดศีลธรรม รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ออกมาเปิดเผยว่า กระเป๋าต้องสงสัยที่ตรวจพบ ภายในเป็นเพียงเสื้อผ้าและเครื่องใช้สำหรับคนป่วย น่าจะเป็นของคนไข้ที่มาตรวจรักษาลืมไว้ ขณะนี้อยู่ระหว่างการติดต่อเจ้าของมาสอบถาม ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บจากการระเบิด 7 คนที่รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล ขณะนี้กลับบ้านแล้ว 3 คน อีก 3 คนรอตัดไหมและพักรักษาตัว ส่วนอีก 1 คนยังรักษาตัวอยู่ในห้องไอซียูอาการล่าสุดสามารถถามตอบได้ดี

แก้กล้องวงจรปิดใช้ได้ทุกตัว

พ.อ.นพ.สุรศักดิ์ เผยด้วยว่า ส่วนกล้องวงจรปิดที่ก่อนหน้านี้ระบุว่า ใช้งานไม่ได้ 8-12 ตัว ขณะนี้สามารถใช้งานได้ตามปกติ เชื่อว่าหากเกิดเหตุการณ์ขึ้นอีกสามารถช่วยให้ตรวจสอบได้ง่ายขึ้น ทั้งนี้ ต้องขออภัยผู้ที่มาใช้บริการโรงพยาบาล ที่เจ้าหน้าที่ต้องเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจกระเป๋า เพื่อป้องกันเหตุและดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชนทั่วไปด้วย

ย้ายวงจรปิดเก็บภาพหน้าอาคาร

ที่อาคารเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบ พระชนมพรรษา รพ.พระมงกุฎเกล้า บริเวณชั้น 1 เย็นวันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พบเจ้าหน้าที่ทหารนำเครื่องมืออุปกรณ์มาติดกล้องวงจรปิดที่ประตูด้านหน้าทางเข้าออก อาคาร 1 ตัว กล้องดังกล่าวถูกย้ายมาจากด้านในอาคาร เพื่อบันทึกภาพบริเวณด้านหน้าอาคาร เพื่อบันทึกภาพบุคคลเข้าออกภายในอาคารได้อย่างชัดเจนขึ้น

“ศรีวราห์” บอกคดีระเบิดคืบหน้า

ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. เป็นประธานประชุมติดตามความคืบหน้าเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดภายในโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ใช้เวลา 2 ชั่วโมง พล.ต.อ.ศรีวราห์เผยว่า ขณะนี้การสืบสวนสอบสวนคืบหน้าพอสมควร แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ เนื่องจากยังอยู่ในขั้นตอนการทำงานของเจ้าหน้าที่ และอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะผลดีเอ็นเอในที่เกิดเหตุ และกำลังเร่งตรวจสอบกล้องวงจรปิดที่เกิดเหตุและบริเวณใกล้เคียง ได้ข้อมูลเป็นประโยชน์พอสมควร รวมถึงได้สอบปากคำผู้เห็นเหตุการณ์ และผู้ได้รับบาดเจ็บแล้ว แต่ยังไม่มีการสอบปากคำบุคคลต้องสงสัย

ชาย 3 คนในภาพห้องเกิดเหตุเป็นเหยื่อ

พล.ต.อ.ศรีวราห์กล่าวต่อว่า เจ้าหน้าที่ยังให้ผู้ได้รับบาดเจ็บและผู้เห็นเหตุการณ์ สเกตช์ภาพหน้าตาของบุคคลต้องสงสัยอย่างน้อย 1 คน และนำภาพสเกตช์ไปเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่มีการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย กรณีผู้ต้องสงสัยเป็นชาย 3 คน ที่ปรากฏภาพใกล้แจกันวันเกิดเหตุ จากการตรวจสอบพบว่า เป็นผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ ส่วนกระแสข่าวที่ว่าหน่วยงานความมั่นคงของทหารควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้ 1 คน ยังไม่ทราบรายละเอียด ขณะนี้ยังไม่ได้ประสานมายังเจ้าหน้าที่ตำรวจ

จม.เตือนไม่เกี่ยวระเบิด รพ.

รอง ผบ.ตร.กล่าวด้วยว่า ส่วนจดหมาย 3 ฉบับที่แจ้งเตือนก่อนเกิดเหตุระเบิด จากการตรวจสอบพบว่า ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เนื่องจากแจ้งเตือนคนละพื้นที่กัน และลายมือของบุคคลที่เขียนจดหมายทั้ง 3 ฉบับเป็นคนละลายมือกัน ยังไม่พบความเชื่อมโยงกับเหตุระเบิดที่เกิดขึ้น เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบที่มาของจดหมาย ที่ส่งผ่านทางไปรษณีย์ในพื้นที่ 3-4 เขต มีตู้ไปรษณีย์ที่ต้องตรวจสอบถึง 400 ตู้ และเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานกำลังตรวจสอบลายนิ้วมืออยู่ขณะนี้ เจ้าหน้าที่ยังคงไม่ตัดประเด็นใดทิ้ง กำลังเร่งสืบสวนสอบสวนตามพยานหลักฐานที่พบ ยืนยันว่าแนวทางการสืบสวนสอบสวนยังคงดำเนินต่อไปได้ เบื้องต้นพอทราบกลุ่มบุคคลต้องสงสัยบ้างแล้ว เนื่องจากลักษณะระเบิดที่ใช้ก่อเหตุ และแผนประทุษกรรมลักษณะคล้ายกับเหตุระเบิดปี 2550

เจ้าของชื่อส่ง จม.เตือนถูกแอบอ้าง

ผู้สื่อข่าวรายงานกรณีมีผู้ส่งจดหมายเตือนไปยังสถาบันมะเร็งแห่งชาติ อ้างว่าชื่อ “อาแว ยูโซฟ” เมื่อวันที่ 19 พ.ค.ว่า ให้ระวังเหตุการณ์ก่อการร้ายภายใน โรงพยาบาลรัฐที่อยู่ใกล้เคียง 3 แห่งโดยขบวนการบีอาร์เอ็น (BRN) และไอเอส (IS) เดินทางมาจากมาเลย์ ให้ระวังผู้หญิงมุสลิมโพกผ้า สะพายเป้ ลงชื่อ “โจรกลับใจ” หลังจากมีจดหมายเตือน 3 วันก็เกิดระเบิดจริงๆ จากการตรวจสอบจดหมายประทับตรารับจดหมาย ย่านปทุมวัน ชุดสืบสวนตรวจสอบทะเบียนราษฎร พบว่ามีชื่อนายอาแว ยูโซฟ ทั้งหมด 75 คน แต่มีรายหนึ่งอาศัยอยู่ภายในชุมชนบ้านครัว ถนนบรรทัด– ทอง เขตปทุมวัน กทม. ใกล้เคียงกับต้นทางจดหมาย จึงติดตามตัวมาสอบสวน เจ้าตัวให้การว่า ไม่รู้เรื่องและไม่ได้เป็นคนส่งจดหมายเตือน น่าจะมีคนเอาชื่อไปแอบอ้าง เจ้าหน้าที่จึงสอบปากคำและเก็บดีเอ็นเอ ไว้ตรวจเปรียบเทียบ สืบสวนหาเจ้าของจดหมายลึกลับว่า เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับเหตุระเบิดไปป์บอมบ์ทั้ง 3 คดีหรือไม่

อุปกรณ์ระเบิดไม่เหมือนภาคใต้

มีรายงานด้วยว่า จากการตรวจสอบหลักฐานไอซีไทเมอร์ที่พบในที่เกิดเหตุระเบิดไปป์บอมบ์ทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ หน้ากองสลากฯ เก่า ริมถนนหน้าโรงละครแห่งชาติ และครั้งล่าสุดที่ รพ.พระมงกุฎเกล้าพบว่า ไอซีไทเมอร์ทั้ง 3 จุดลักษณะตรงกันคือมี 16 ขา ชุดสืบสวนคลี่คลายคดีประสานข้อมูลเจ้าหน้าที่อีโอดีในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ข้อมูลว่า ไอซีไทเมอร์ที่ใช้เป็นตัวหน่วงเวลาจุดระเบิดที่พบใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ไม่เหมือนกับเหตุระเบิดไปป์บอมบ์ในกรุงเทพฯ เนื่องจากไอซีไทเมอร์ที่ใช้มี 24 ขาคนละรุ่นกัน ชุดคลี่คลายคดีจึงเชื่อว่า การระเบิดครั้งนี้ไม่น่าเชื่อมโยงสถานการณ์ชายแดนใต้ นอกจากนี้ไอซีไทเมอร์ยังเป็นอุปกรณ์อิเล็ก– ทรอนิกส์ใช้เป็นส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายชนิด หาซื้อได้ง่ายตามแหล่งขายอุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น คลองถม บ้านหม้อ เป็นต้น

มีข่าวมือบึมเป็นอดีตทหาร

มีรายงานอีกกระแสหนึ่งว่า ขณะนี้ชุดสืบสวนลงพื้นที่ตรวจสอบจนทราบว่า ผู้ประกอบระเบิดไปป์บอมบ์เป็นทหารนอกราชการกลุ่มใหญ่ รวมกลุ่มกันอยู่ในพื้นที่จังหวัดนครปฐม เคยฝึกวิธีการประกอบระเบิดมาจากแผนกวิชาสงครามทุ่นระเบิด จากค่ายทหารในจังหวัดราชบุรี แล้วมารับจ้างประกอบระเบิดครั้งนี้ นอกจากนี้ยังมีข้อมูลเล็ดลอดมาว่า กล้องวงจรปิดภายในโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าสามารถจับภาพชายต้องสงสัย เป็นหนุ่มผมยาวบุคลิกคล้ายทหาร ที่เดินเข้าออกโรงพยาบาลอย่างผิดปกติต่อเนื่อง 3 วันก่อนเกิดเหตุ ภาพข้อมูลดังกล่าวส่งให้กรมยุทธการทหารบกและกรมข่าวทหารบกหมดแล้ว จึงส่งทหารลงพื้นที่สืบสวนตรวจสอบยืนยันข่าวนี้แล้ว

“บิ๊กแดง” ยันรู้กลุ่มมือระเบิด

ที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พล.ท.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 กล่าวว่า เหตุการณ์ลอบวางระเบิดหลายจุดใน กทม.และล่าสุดที่โรงพยาบาล พระมงกุฎเกล้าว่า รับทราบการข่าวแล้วว่า มีกลุ่มเกี่ยวข้องก่อเหตุครั้งนี้ 3-4 กลุ่ม เป็นฝีมือคนไทยด้วยกันเองไม่ใช่ชาวต่างชาติ ที่ผ่านมา รายงานให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง รวมถึง ผบ.ทบ.รับทราบแล้ว นายกรัฐมนตรีไม่ได้เสียกำลังใจ บอกให้ใจเย็นในการจัดการ เพราะต้องรอการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจให้มีหลักฐานแน่ชัด ขณะนี้กองทัพภาคที่ 1 พร้อมเข้าไปจัดการกลุ่มที่เกี่ยวข้องอย่างไร้ความปรานี ไม่ว่ากลุ่มนั้นอยู่ในหรือต่างประเทศ

ประณาม “พวกหน้าตัวเมีย”

แม่ทัพภาค 1 กล่าวต่อไปว่า ฝ่ายความมั่นคงมีมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเต็มที่และเข้มงวด แต่ยอมรับว่าในโรงพยาบาลเป็นพื้นที่เปิด ทำให้กลุ่มผู้ก่อความรุนแรงมักมีช่องทางทำผิดเสมอ แต่หลังจากนี้สั่งการให้กองอำนายการรักษาความปลอดภัยภาคที่ 1 ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จัดสัมมนาให้ความรู้บุคลากรในส่วนห้างร้าน เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ตามจุดคมนาคมขนส่งมวลชนขนาดใหญ่ เพื่อสังเกตเหตุร้ายและสิ่งต้องสงสัย การระเบิดครั้งนี้มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของนักลงทุนอย่างมาก โดยเฉพาะตลาดหลักทรัพย์ ขณะที่รัฐบาลกำลังพยายามปฏิรูปประเทศให้เป็นระเบียบอาจมีคนบางกลุ่มได้รับผลกระทบ ตนขอประณามผู้กระทำการในครั้งนี้ว่า เป็น “พวกหน้าตัวเมีย” ไม่เหมือนกับต่างประเทศ หากมีระเบิดเกิดขึ้นจะมีกลุ่มออกมาแสดงความรับผิดชอบอย่างชัดเจน ที่สำคัญการระเบิดในโรงพยาบาลถือเป็นเรื่องที่ไม่สมควรกระทำเป็นอย่างยิ่ง

“บิ๊กแก้ว” รับบีอาร์เอ็นมีศักยภาพ

ที่กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ม.2 รอ.) พล.ต.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ผบ.พล.ม.2 รอ. หรือ “บิ๊กแก้ว” กล่าวถึงกรณี พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. เปิดเผยว่า มีผู้หวังดีส่งจดหมายเตือนล่วงหน้า 3 วันก่อนเกิดเหตุที่ รพ.พระมงกุฎเกล้าว่า เป็นข้อมูลที่เปิดเผยภายหลังแล้ว ยอมรับว่าสถานพยาบาล ศาสนสถาน และโรงเรียนไม่ได้อยู่ในพื้นที่ที่คิดว่าจะก่อเหตุ ดังนั้น ต้องเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยมากขึ้น ขอให้มั่นใจว่าเราป้องกันเหตุร้ายได้ ผู้บังคับบัญชาการเน้นย้ำเรื่องกล้องวงจรปิดประจำจุดผ่านเข้าออก ส่วนที่ตั้งข้อสังเกตว่า จดหมายดังกล่าวเป็นของกลุ่มขบวนการบีอาร์เอ็นขึ้นมาก่อเหตุในพื้นที่ กทม.นั้น มีความเป็นไปได้ แต่ละกลุ่มที่มีขีดความสามารถก่อเหตุ จากข้อมูลสายข่าวมีอยู่กลุ่มสองกลุ่ม

เพิ่ม รปภ.เข้มส่วนราชการ–ชุมชน

กรณีมีภาพปรากฏชาย 3 คนอยู่ภายในห้องเดียวกับที่มีแจกันระเบิด เชื่อมโยงหาตัวคนร้ายได้หรือไม่ พล.ต.เฉลิมพลกล่าวว่า ต้องหารือกับเจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวน ทราบมาว่าภาพดังกล่าวถูกถ่ายมาจากการเซลฟี่ของผู้เข้าไปใช้บริการโรงพยาบาล บุคคลในภาพเป็นผู้ได้รับบาดเจ็บด้วย เมื่อถามอีกว่า ในส่วนพื้นที่บ้านพักของผู้บังคับบัญชาจะเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างไร อาจตกเป็นพื้นที่เป้าหมายก่อเหตุได้ พล.ต.เฉลิมพลกล่าวว่า เรามีมาตรการดูแลอยู่แล้ว แต่ยอมรับว่าหลายพื้นที่ดูแลได้ไม่หมด เช่น การก่อเหตุระเบิดภายในซอยที่อยากให้เกิดเหตุ แต่ไม่ได้หวังผลความเสียหายเป็นสิ่งที่ต้องยอมรับ จากนี้จะเน้นดูแลรักษาความปลอดภัยในเขตชุมชนต่างๆมากขึ้น ต้องเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยสถานที่ราชการทั้งหมด ไม่ใช่เฉพาะพื้นที่ทหาร เจ้าหน้าที่จะมุ่งเน้นรักษาความปลอดภัยพื้นที่สาธารณะและศูนย์การค้า ต้องเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย ขอให้ประชาชนมั่นใจว่า สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ ที่ผ่านมาลักษณะการคุกคามมุ่งกระทำต่อเจ้าหน้าที่รัฐและสถานที่ต่างๆ ไม่ได้กระทบต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ แต่พี่น้องประชาชนต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตา ต้องระมัดระวังแต่อย่าตื่นตระหนก

“บิ๊กโด่ง” เร่งสอบ จม.ขู่วางบึม

ที่วัดยานนาวา พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม กล่าวถึงจดหมายอ้างตัวว่าเป็นกลุ่มบีอาร์เอ็นขู่วางระเบิด รพ.พระมงกุฎเกล้าว่า กำลังเร่งตรวจสอบจากข้อมูลหลักฐาน ยืนยันว่าไม่มีใครนิ่งนอนใจ เนื่องจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.สั่งการไว้ทุกอย่างต้องดำเนินการด้วยความถูกต้อง คดีความต่างๆต้องเร่งรัดให้รวดเร็ว หน่วยข่าวและหน่วยปฏิบัติกำลังดำเนินงานกันเต็มที่ เพื่อนำตัวคนทำความผิดร้ายแรงมาลงโทษให้ได้ ส่วนการกล่าวอ้างว่าจะไปดำเนินการกับโรงพยาบาลอื่นด้วยนั้น เราต้องระวังเอาไว้ แจ้งเตือนให้ทุกส่วนระมัดระวัง การแจ้งเตือนมีมาก่อนหน้านี้แล้ว เพราะมีเหตุการณ์ที่โรงละครแห่งชาติ หน้ากองสลาก เพียงแต่เราไม่คาดคิดว่าจะมาทำในโรงพยาบาล แม้แต่กระทั่งในภาวะสงครามเขาจะไม่แตะต้อง ขณะนี้ได้กำชับให้ระมัดระวังทุกส่วน

ส่ง “รบพิเศษ” อารักขาทำเนียบฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า เมื่อเวลา 11.00 น. เจ้าหน้าที่ทหารจากกองพันจู่โจม กรมรบพิเศษที่ 3 หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ หรือเบเรต์แดง จ.ลพบุรี ประมาณ 20 นาย ตรวจความเรียบร้อยการรักษาความปลอดภัยบริเวณทำเนียบรัฐบาล โดยเฉพาะในจุดสูงข่ม เพื่อเตรียมสับเปลี่ยนกำลังการรักษาความปลอดภัยทำเนียบรัฐบาล หลังเหตุระเบิด รพ.พระมงกุฎเกล้า ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. เคยเป็นผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษเมื่อปี 2556 ก่อนที่จะมาดำรงตำแหน่ง ผบ.ทบ.

“ประวิตร” ให้รอ จนท.สอบสวน

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ถึงความคืบหน้าการสอบสวนเหตุระเบิดโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าว่า เจ้าหน้าที่กำลังสอบสวนอยู่ เมื่อถามถึงข่าวที่ว่าจับกุมตัวผู้ต้องสงสัยได้แล้ว พล.อ.ประวิตรกล่าวย้ำว่า เขากำลังสอบสวน เมื่อถามต่อว่าจับผู้ต้องสงสัยได้กี่ราย และเป็นใครบ้าง พล.อ.ประวิตรปฏิเสธที่จะตอบคำถาม

“บิ๊กตู่” บอกเดี๋ยวก็จับมือระเบิดได้

ที่ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ต.หาดใหญ่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กล่าวถึงเหตุระเบิดที่ รพ.พระมงกุฎเกล้า ระหว่างการกล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง “การขับเคลื่อนไทยแลนด์ 4.0” ในภาคใต้ ตอนหนึ่งว่า เมื่อพูดถึงเรื่องความมั่นคง ก็คงมีแต่คำถามว่า จะสามารถจับกุมผู้กระทำความผิดได้เมื่อไหร่ ถามทุกวัน เชื่อว่าเดี๋ยวก็จับได้เพราะคนเลวนั้นอยู่ได้ไม่นาน ก่อนหน้านี้เกิดเหตุในสถานที่ที่ไม่ควรเกิด ไม่ใช่จากสาเหตุอื่นอย่าไปคิด แต่เป็นเพราะยังมีคนไม่ดีอยู่ เราต้องกำจัดคนไม่ดีเหล่านี้ให้ได้ ถึงเวลาแล้วที่ทุกคนต้องร่วมมือกัน

โวมีข้อมูลอยู่ในกระเป๋าแล้ว

เย็นวันเดียวกัน ที่โรงแรมเจบีหาดใหญ่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าเหตุระเบิดที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าอีกว่า เรื่องความเชื่อมั่นเป็นส่วนสำคัญมากที่สุดวันนี้ ตนมีข้อมูลของตนอยู่ ยืนยันกำลังไล่ติดตามอยู่ ผู้สื่อข่าวถามว่า เหตุการณ์ลักษณะดังกล่าวจะเกิดขึ้นอีกหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า จะรู้หรือไม่เล่า ต้องไปถามไอ้คนทำโน่น สื่อเองต้องช่วยกันบอกประชาชนทั้งประเทศว่า อย่าให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นมาอีก ประกาศเจตนารมณ์ประเทศไทยไปเลยว่า จะต้องไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นใหม่ ประชาชนทุกคนจะร่วมมือกับเจ้าหน้าที่การเฝ้าระวังและขอสาปแช่งคนเหล่านี้ ตนพูดเช่นนี้พอใจกันหรือยัง ขอประณาม และพูดไปแล้วว่าวันนี้มีความคืบหน้า ข้อมูลอยู่ในกระเป๋าตน ใครอยากดูมาล้วงเอาไป

ทีมระเบิดทำเป็นกระบวนการ

เมื่อถามว่า ใกล้ได้ตัวคนร้ายหรือยัง พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ติดตามอยู่ มีหลายส่วนยึดโยงกัน ยืนยันว่ากำลังติดตามอยู่ หลายอย่างมันทำคนเดียวไม่ได้ แต่บางอย่างมันทำได้คนเดียวโดยใช้วิธีจ้าง ไปเผาที่นั่นที่นี่คนละ 200 บาท อายุเพียง 14 ปี เดี๋ยวจับได้เองไม่ต้องห่วง แต่พอจับได้จะบอกว่าไม่รู้ไม่ได้เจตนา หรือพอจับเด็กมาก็กล่าวหาว่า ผิดกฎหมายละเมิดสิทธิมนุษยชนรังแกเด็ก ถ้าเป็นเช่นนี้แล้วจะอยู่กันอย่างไรประเทศไทย เพราะฉะนั้นขอร้องว่า ผู้ใหญ่อย่าสนับสนุนเด็กให้ทำแบบนี้ การทำลักษณะนี้ต้องมีกระบวนการ บางครั้งคนที่ถือไปยังไม่รู้ว่าเป็นอะไร รู้ว่าไม่อันตรายก็รับจ้างมา บางครั้งแค่ 500 บาท ไอ้คนทำอยู่ข้างนอก คนบัญชาการอยู่โน่นในประเทศหรือนอกประเทศไม่รู้ ไปหากันมา ไม่ได้พูดถึงใครคิดกันไปเอง ตนไม่ทะเลาะกับใครอยู่แล้ว

“ปู” เยี่ยมเหยื่อระเบิดถึงบ้าน

ด้าน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ อดีต ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย เดินทางเข้าเยี่ยมมอบดอกไม้ให้กำลังใจ นาวาโท (หญิง) นงเยาว์ ก้อนเพชร ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ระเบิดที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ที่บ้านพักในหมู่บ้านสามัคคี 53 เขตบึงกุ่ม น.ส.ยิ่งลักษณ์ สอบถามอาการและความคืบหน้าการรักษาอาการบาดเจ็บ พร้อมพูดคุยเกี่ยวกับรายละเอียดของเหตุการณ์วันเกิดเหตุ สร้างความปลาบปลื้มให้ผู้ บาดเจ็บและครอบครัวอย่างยิ่ง บรรยากาศบริเวณบ้านของนาวาโท (หญิง) นงเยาว์ มีประชาชนที่ทราบข่าวว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์จะเดินทางมา เดินทางมารอต้อนรับกันจำนวนมาก

สถาบันมะเร็งเช็กกล้อง 80 ตัว

นพ.วีรวุฒิ อิ่มสำราญ ผอ.สถาบันมะเร็งแห่ง ชาติ กล่าวว่า สถาบันได้รับจดหมายขู่วางระเบิดเมื่อวันที่ 18 พ.ค. จึงไปแจ้งความและลงบันทึกประจำวันไว้แล้วเมื่อวันที่ 19 พ.ค. ที่ สน.พญาไท นอกจากนี้ ยังสั่งให้ทีมรักษาความปลอดภัยเข้มงวดกวดขันเรื่องความปลอดภัยต่างๆ เช่น กล้องวงจรปิด เราสั่งให้ตรวจเช็กกล้องทั้ง 80 ตัว ที่มีครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดของสถาบัน และรายงานไปยังกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้ทราบถึงกรณีที่สถาบันได้รับจดหมายเตือนดังกล่าวแล้ว

ผอ.รพ.เด็กเพิ่มไฟส่องสว่าง

น.ส.ชุติมา พูลลาภ รอง ผอ.ด้านอำนวยการสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี หรือโรงพยาบาลเด็ก กล่าวว่า จากที่เกิดเหตุรอบวางระเบิดที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าไม่ไกลจากโรงพยาบาลเด็กมากนัก โรงพยาบาลจึงเตรียมความพร้อมและ เพิ่มความปลอดภัยมากขึ้น ถึงแม้ว่าจะไม่ได้รับจดหมายเตือนการก่อเหตุใดๆก็ตาม กำชับให้ฝ่ายรักษาความปลอดภัยตรวจตราโรงพยาบาลให้ละเอียดมากขึ้น เช่น บริเวณพื้นที่หรือบริเวณใดของโรงพยาบาลที่มีความเสี่ยงจะเพิ่มแสงสว่าง พร้อมตรวจสอบกล้อง วงจรปิดทุกตัว จัดระเบียบสถานที่ ถังขยะและกระถางต้นไม้ เป็นต้น

รพ.รามาฯ ตรวจบัตรพนักงานทุกคน

นพ.สุรศักดิ์ ลีลาอุดมลิปิ ผอ.โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า โรงพยาบาลรามาฯ ไม่ได้รับจดหมายขู่วางระเบิด แต่อยู่ใกล้กับสถาบันมะเร็งแห่งชาติ จึงตรวจความพร้อมความเข้มงวดการดูแลความ เรียบร้อยอย่างเต็มที่ตลอด 24 ชั่วโมง เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลจะต้องตรวจบัตรทุกคน ส่วนคนนอกเนื่องจากโรงพยาบาลเป็นสถานที่เปิดจึงไม่สามารถจำกัดคนได้ แต่กำชับให้เฝ้าระวัง สังเกตคน สิ่งของที่อาจผิดสังเกตอย่างเข้มงวด ตรวจสอบการทำงานของกล้องวงจรปิดทั่วโรงพยาบาลที่มีอยู่ 650 ตัว กำลังพิจารณาติดตั้งเพิ่มเติมอีกโดยเฉพาะในมุมอับ คอยประสานและฟังคำเตือนจากฝ่ายความมั่นคงทั้งทหารและตำรวจอยู่สม่ำเสมอ อย่างไรก็ตาม สถานพยาบาลเป็นพื้นที่ละเว้นไม่สร้างความรุนแรงทุกประเภทอยู่แล้ว แต่ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ใดไม่ควรสร้างความรุนแรง คนที่ทำไม่ใช่ลูกผู้ชาย ทางที่ดี การแก้ปัญหาความขัดแย้งต่างๆ ควรพูดคุยหาทางออกอย่างสันติวิธีมากกว่า

รพ.ราชวิถีเพิ่มกล้องวงจรปิด

นพ.มานัส โพธาภรณ์ ผอ.โรงพยาบาลราชวิถี กล่าวว่า ขณะนี้โรงพยาบาลปฏิบัติตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) คือ เพิ่มความปลอดภัยและให้บุคลากรทุกคนของโรงพยาบาล คอยติดตามสอดส่องวัตถุต้องสงสัยต่างๆ รวมทั้งตรวจสอบกล้องวงจรปิดทั้งโรงพยาบาลให้พร้อมใช้งาน ขณะนี้โรง-พยาบาลมีกล้องวงจรปิดอยู่ประมาณ 300-400 ตัว เตรียมติดตั้งกล้องวงจรปิดในพื้นที่เสี่ยงเพิ่มเติมด้วย

กรมสุขภาพจิตขอให้มีสติ

น.ต.นพ.บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวถึงการดูแลสุขภาพจิตหลังเกิดเหตุระเบิดว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุภัยพิบัติ หรือเหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้น มักทำให้เกิดความตกใจ เครียด วิตก กังวล เกิดความสูญเสีย จึงอยากให้ประชาชนมีสติพร้อมรับมือกับเหตุที่อาจเกิดขึ้นโดยที่เราไม่สามารถพยากรณ์ได้ ประชาชนควรให้กำลังใจบุคลากรที่ปฏิบัติหน้าที่ ให้กำลังใจผู้สูญเสียไม่ซ้ำเติม หรือกล่าวว่าร้ายผู้ใดทางโซเชียล นอกจากนี้ ยังควรระวังการสื่อสารให้มากในช่วงนี้ ต้องระมัดระวังตนเองให้ดีมากขึ้นเมื่อได้ยินคำเตือนต่างๆ ควรสังเกตสิ่งรอบข้างแต่ไม่กังวลไปกับทุกเรื่อง เนื่องจากอาจทำให้เกิดเป็นภาวะพารานอยด์ ซึ่งถือว่าเป็นอาการทางจิตเภทอย่างหนึ่ง อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญคือการมีสติ