บริการข่าวไทยรัฐ

เปิดเผยโดยไม่ต้องร้องขอ

โดย ซี.12

สำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการได้เคยเผยแพร่คำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารกรณีที่มีคำสั่งให้ตำรวจภูธรจังหวัดเปิดเผยข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับเงินค่าปรับการจราจรซึ่งเคยนำเสนอที่นี่เมื่อกลางเดือนเมษายน

โดยบอกแต่เพียงว่าผู้อยากรู้มีสิทธิขอข้อมูลดังกล่าวได้ แต่ไม่แจ้งรายละเอียดข้อเท็จจริงด้านอื่น เช่น เงินค่าปรับมีการจัดสรรแบ่งปันกันอย่างไร จึงเสนอแนะว่าหากจะมีการขยายผลคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยฯ ไปสู่สังคมภายนอก ควรแจ้งรายละเอียดข้อเท็จจริงของเรื่องนั้นๆด้วย เพื่อให้เกิดความชัดเจน เพราะหากใครสนใจคำวินิจฉัยดังกล่าว จะได้ไม่ต้องยื่นขอข้อมูลข่าวสารอีกรอบ

จากข้อท้วงติงอันนี้ นายจิรชัย มูลทองโร่ย ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ให้คำชี้แจงว่า

1.ประชาชนมีสิทธิได้รู้ข้อมูลข่าวสารที่อยู่ในความครอบครองหรือควบคุมดูแลของหน่วยงานรัฐตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 ได้ 2 กรณี คือ หน่วยงานของรัฐเปิดเผยเป็นการทั่วไปโดยไม่ต้องมีคำร้องขอ และการยื่นคำขอข้อมูลข่าวสารที่ต้องการต่อหน่วยงานรัฐที่ครอบครองข้อมูลนั้นโดยตรง

2.กรณีเงินค่าปรับการจราจรเป็นข้อมูลข่าวสารที่กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ต้องเปิดเผยในการทั่วไป การนำเสนอบทความดังกล่าวเป็นเพียงแนวคำวินิจฉัยให้บุคคลทั่วไปทราบว่าข้อมูลข่าวสารเรื่องเงินค่าปรับ ตามกฎหมายจราจร ประชาชนสามารถขอข้อมูลได้โดยต้องยื่นคำขอ ต่อหน่วยงานรัฐที่ครอบครองข้อมูลดังกล่าว แต่อย่างไรก็ตาม สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีได้ประสานสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้พิจารณาประชาสัมพันธ์กรณีดังกล่าวนี้ เพื่อให้ประชาชนได้ทราบต่อไปแล้ว

3.เมื่อหน่วยงานรัฐปฏิเสธการเปิดเผยตามคำขอ ผู้ร้องขอก็สามารถใช้ สิทธิอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร เพื่อพิจารณาว่าจะเปิดเผยข้อมูลข่าวสารตามอุทธรณ์ได้หรือไม่ ส่วนรายละเอียดว่าเงินค่าปรับนำไปบริหารจัดการอย่างไรตามคำขอของผู้อุทธรณ์นั้น ตำรวจภูธรจังหวัดจะเปิดเผยให้แก่ผู้อุทธรณ์เท่านั้น คณะกรรมการวินิจฉัยฯ ไม่สามารถ นำรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวไปเผยแพร่เป็นการทั่วไปได้

คำชี้แจงนี้ถูกต้องชัดเจนตามขอบเขตอำนาจหน้าที่ แต่อย่าลืม ว่าตอนนี้รัฐบาลกำลังผลักดันให้ระบบราชการไทยก้าวไปสู่ยุค 4.0 ซึ่งหมายความว่าทุกอย่างจะต้องปรับเปลี่ยนให้ดีขึ้นกว่าเดิม

อย่างที่เคยระบุว่าถ้าจะยึดหลักว่าภาครัฐหรือระบบราชการจะต้องทำงานโดยยึดหลักธรรมาภิบาลของการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน ก็หมายความว่าระบบราชการต้องปรับเปลี่ยนแนวคิดและวิธีการทำงานใหม่เพื่อพลิกโฉม ให้สามารถเป็นที่เชื่อถือไว้วางใจและเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง

มีตัวอย่างเปรียบเทียบระหว่างระบบราชการแบบเดิมและระบบราชการ แบบใหม่หลายเรื่องหลายประเด็นแต่ที่เป็นตัวอย่างชัดเจนในเรื่องนี้ก็คือ

ระบบเดิม-เปิดเผยข้อมูลตามที่ร้องขอเฉพาะราย/เปิดเผยข้อมูลจำกัด ส่วนระบบใหม่-เปิดเผยข้อมูลเป็นปกติ ในรูปแบบที่สามารถนำไปใช้ได้ทันทีโดยไม่ต้องร้องขอ

นี่ก็ขึ้นอยู่กับสำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการเองว่า จะเลือกย่ำเท้าทำงานตามระบบเดิมหรือจะปรับตัวเองเข้าสู่ระบบใหม่ให้ทันโลก

เรื่องติดขัดกับข้อกฎหมายไม่ใช่เรื่องยากเกินกำลังถ้ามีความสามารถ.

“ซี.12”