
รฟม.ชี้แจงกรณี วิลาศ อดีต ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ เฟซบุ๊กแสดงความเห็นเรื่อง สัญญาจ้างรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ส่วนต่อขยายรถไฟสีต่างๆ ทับซ้อนแสนล้านบาท ยืนยันความถูกทุกกระบวนการทุกต้องตามกฎหมาย
เมื่อวันที่ 24 พ.ค. 60 การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ได้ทำหนังสือชี้แจงกรณีที่นายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงความผิดปกติในการทำสัญญาว่าจ้างเดินรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีน้ำเงิน ที่ส่อผลประโยชน์ทับซ้อนเสียหายแสนล้านนั้น
ทั้งนี้ รฟม.ขอชี้แจงดังนี้ ประเด็นที่ 1 กรณีการแต่งตั้ง รศ.ดร.นพดล เพียรเวช เป็นผู้ทรงคุณวุฒิในตำแหน่งกรรมการคัดเลือก (มาตรา 35) และกรรมการกำกับดูแล (มาตรา 43) แห่ง พ.ร.บ.ร่วมลงทุนฯ ปี 2556 ที่คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจเป็นผู้จัดทำ และเป็นผู้มีความรู้ความสามารถด้านวิศวกรรมธรณีเทคนิค เป็นอาจารย์สอนหนังสือนักศึกษาปริญญาโทและเอกที่สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT)
นอกจากนี้ ยังมีผลงานวิจัยด้านวิศวกรรมธรณีเทคนิคเป็นที่ยอมรับระดับนานาชาติมากมาย นอกจากนี้ยังได้รับเชิญและให้คำปรึกษาการแก้ไขปัญหาโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ของประเทศไทยอยู่เสมอ เช่น โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าใต้ดิน โครงการก่อสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ โครงการก่อสร้างอุโมงค์ส่งน้ำขนาดใหญ่ ในลักษณะการบริการให้คำปรึกษาและเเนะนำด้านวิศกรรมเฉพาะด้านเท่านั้น ไม่ใช่เป็นที่ปรึกษาประจำของบริษัทผู้รับเหมาแต่อย่างใด
ประเด็นที่สองคือ กรณีการแต่งตั้งนายภคพงศ์ ศิริกัทรมาศ รองผู้ว่าฯ (วิศวกรรมและก่อสร้าง) เป็นประธานคัดเลือกฯ สายสีน้ำเงิน ในขณะที่สายสีชมพูและสายสีหลืองเป็นผู้ว่าการฯ (กลยุทธ์และแผน) ซึ่งเป็นบุคคลที่เคยให้ รฟม. ชดเชยเงิน 290 ล้านบาท ให้ ช.การช่างนั้น
ทั้งนี้ รฟม.ขอชี้แจงว่า การแต่งตั้งประธานกรรมการคัดเลือกเอกชนฯโครงการรถไฟฟ้าสายต่างๆ ของ รฟม. เป็นการพิจารณาจากผู้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการฯ ในอดีตจะพิจารณาแต่งตั้งรองผู้ว่าการในด้านวิศวกรรมและก่อสร้าง ด้านกลยุทธ์และแผน มาเป็นประธานสลับหมุนเวียนตามความเหมาะสม ซึ่งการคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนงานระบบรถไฟฟ้าและเดินโครงการสายสีม่วงและสายสีน้ำเงินนั้น รฟม.เคยตั้งประธานกรรมการในตำแหน่งผู้ว่าด้านปฏิบัติการเเละรองผู้ว่าด้านวิศวกรรมและก่อสร้าง ซึ่งตำแหน่งงานนั้นมีภาระเกี่ยวข้องกัน
สำหรับ กรณีการสั่งงานเพิ่มเติมให้ผู้จ้างสัญญาที่ 2 ช.การช่างโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ส่วนต่อขยาย เป็นเงิน 290 ล้านบาท ทาง สตง.มีหนังสือให้ รฟม. พิจารณาทบทวนตามข้อสัญญาและข้อกฎหมาย แต่ในขณะนั้นคณะกรรมการ รฟม. ได้แต่งตั้งอนุคณะกรรมการฯ สอบข้อเท็จจริงแล้วและแจ้งผลพิจารณายืนยันความถูกต้องให้ สตง.และ ป.ป.ช.ทราบตั้งแต่ปี 2558 แล้ว