วันศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

จัดแถวกระทรวงทรัพย์ ปรับยุทธศาสตร์ดูแลป่า

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ไม่เพียงมีภารกิจบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติของประเทศให้ดำรงคงอยู่คู่กับสังคมไทย ยังต้องทำให้ประชาชนสามารถดำรงชีพอยู่คู่กับทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างมีความสุข ภายใต้คุณภาพสิ่งแวดล้อมที่ดี

ยุทธศาสตร์ที่จะนำพาภารกิจข้างต้น ไปสู่ความสำเร็จได้ ย่อมต้องอาศัยทั้ง การสงวน อนุรักษ์ฟื้นฟู และ วิธีจัดการรูปแบบต่างๆ เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรฯได้อย่างยั่งยืน

เป็นต้นว่า ต้องอนุรักษ์ ฟื้นฟู และบริหารจัดการทรัพยากรที่ดิน ป่าไม้ สัตว์ป่า รวมทั้ง ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง อย่างเป็นธรรม ยั่งยืน บริหารจัดการเพื่อให้มี การใช้ประโยชน์ที่ดิน และ ทรัพยากรธรรมชาติ อย่างเป็นธรรม บริหารจัดการน้ำทั้งผิวดิน และ ใต้ดิน ระดับประเทศแบบบูรณาการและมีประสิทธิภาพ

แต่ปัญหาอยู่ที่ เส้นกั้นของความพอดี ระหว่างภารกิจหน้าที่ซึ่งคนของกระทรวง ทส. ต้องแบกรับเอาไว้เต็ม 2 บ่า กับการทำให้ชาวบ้านที่หาเลี้ยงปากท้องในพื้นที่ ป่ากันชน หรือ ป่าชุมชน (ชายป่าอนุรักษ์ ซึ่งมีพื้นที่ติดกับที่อยู่ของชาวบ้าน)

ทำอย่างไรจึงจะ ให้ทั้งสองฝ่ายถ้อยที และ มีสำนึกร่วม ที่จะบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อย่างเป็นธรรม และ ยั่งยืน

บทเรียนจากข่าวดัง กรณีเจ้าหน้าที่อนุรักษ์ป่าของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จ.อุทัยธานี ออกลาดตระเวนในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง เมื่อคืนวันที่ 5 พ.ย.2559 อ้างว่าพบเห็นกลุ่มผู้บุกรุกป่า ถือปืนลูกซองประทับบ่าเล็งมาทางตน จึงได้ยิงใส่กลุ่มผู้บุกรุก จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต 1 ราย ทางกลุ่มผู้บุกรุกป่าหนีไปได้ 2 ราย ถูกจับกุมตัวได้ 1 ราย

ขณะที่ทางฝ่ายซึ่งถูกเจ้าหน้าที่อนุรักษ์ป่าห้วยขาแข้งจับกุมตัว ให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในเวลาต่อมาว่า ในวันเกิดเหตุ ทั้งตนและผู้ตายซึ่งเป็นน้าชายของตน ทั้งคู่เป็นชาวกะเหรี่ยงจาก อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี (เขตพื้นที่รอยต่อกับ จ.อุทัยธานี) เพียงแค่เข้าป่าไปหาเห็ดป่ามาเป็นอาหารยังชีพในครอบครัวเท่านั้น และปฏิเสธว่าไม่ได้เข้าไปล่าสัตว์ป่า ตามที่ถูกฝ่ายเจ้าหน้าที่กล่าวหาแต่อย่างใด

กรณีนี้ได้เกิดกระแสวิพากษ์จากสังคมอย่างกว้างขวาง ทั้งฝ่ายที่เห็นใจผู้ตายและครอบครัว กับฝ่ายที่เห็นใจการทำงานของเจ้าหน้าที่อนุรักษ์ฯ

นี่คืออีกกรณีตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริง ทำอย่างไรจึงจะให้การอนุรักษ์ และใช้ประโยชน์จากป่า เดินไปข้างหน้าด้วยกันอย่างสมดุล เป็นธรรม และยั่งยืน ซึ่งสิ่งนี้ได้กลายเป็น ปัญหาโลกแตก ของไทยมาช้านาน

ตามแผนยุทธศาสตร์ระยะ 20 ปี ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (พ.ศ. 2560-2579) ที่เขียนขึ้นเพื่อให้ล้อกับยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2560-2564)

ยังไม่ต้องพูดถึงยุทธศาสตร์อื่น ลองเลือกหยิบแค่ยุทธศาสตร์ที่ 1 หัวข้อ การจัดการป่าไม้และความหลากหลายทางชีวภาพ ขึ้นมาดู

จะเห็นว่า ทส.ตั้งเป้าจะป้องกันพื้นที่ป่าอนุรักษ์ไว้ให้ได้ 80.88 ล้านไร่ พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ 53.80 ล้านไร่ และพื้นที่ป่าชายเลนอีก 1.534 ล้านไร่

ต้องการเพิ่มพื้นที่ป่าไม้และพื้นที่สีเขียว เพื่อให้ได้ตามเป้าพื้นที่ป่าไม้ร้อยละ 40 ของพื้นที่ประเทศ โดยเพิ่มพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 22.70 ล้านไร่ เพิ่มพื้นที่ป่าสมบูรณ์ในป่าสงวนแห่งชาติ 14.02 ล้านไร่ เพิ่มพื้นที่ป่าสมบูรณ์ในป่าชายเลน 140,000 ไร่ และเพิ่มพื้นที่ป่าเศรษฐกิจอีก 8.68 ล้านไร่

ด้าน สัตว์ป่า ตั้งเป้าจะฟื้นฟูสัตว์ป่าหายากและใกล้สูญพันธุ์ 5,000 ตัว จากสัตว์ป่า 40 ชนิดพันธุ์ และหาทางให้จำนวนกับชนิดพันธุ์ของสัตว์ป่า มีความสมดุลกับทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่

ยุทธศาสตร์ดังกล่าว สวยหรูดูดี แต่จะทำให้ได้ตามเป้าที่วางไว้สักครึ่ง...หรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่อง เพราะในความเป็นจริง ผู้ที่ต้องนำไปสู่การปฏิบัติในภาคสนาม ต่างรู้กันดีว่า เต็มไปด้วยอุปสรรคขวากหนาม และแม้แต่เจ้ากระทรวง ทส.เองก็ทราบดีถึงปัญหา

วันก่อน พลเอกสุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ไปเป็นประธานมอบนโยบาย เพื่อถ่ายทอดยุทธศาสตร์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลงสู่การปฏิบัติในพื้นที่ ให้แก่เจ้าหน้าที่ระดับบริหารของกระทรวงฯ ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์

โดยให้แนวทางไว้ว่า ยุทธศาสตร์ คือ การวางแผนหรือเป้าหมายในอนาคต ที่รัฐบาลกำหนดขึ้นเพื่อให้ประเทศก้าวไปข้างหน้าอย่างมีทิศทาง

การจะขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก่อนอื่นต้องสร้างความเชื่อให้เกิดขึ้นเสียก่อนว่า ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คือ มรดกอันล้ำค่าของแผ่นดิน ที่บรรพบุรุษไทย เอาเลือด เนื้อ และชีวิต ปกป้องไว้ให้ลูกหลานไทยมีไว้จนถึงทุกวันนี้

การดำเนินการแก้ไขปัญหาจึงต้องไม่มีวาระผลประโยชน์ทางการเมือง และผลประโยชน์ส่วนตนเข้ามาเกี่ยว ที่สำคัญ ต้องมีการสร้างเครือข่ายประชาชนช่วยกันดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

“การจะรักษาป่าไม้ไว้ได้ ต้องมีเครือข่ายพิทักษ์ป่าภาคประชาชนร่วมด้วยเสมอ ไม่เช่นนั้นคงยากจะทำได้สำเร็จ หรือกรณีการปรับปรุงโครงสร้างบุคลากรก็เช่นกัน ถ้าทำไม่ดีเดี๋ยวลูกจ้างประจำจะหายหมด ทำให้งานอนุรักษ์ป่าเดินต่อไม่ได้ จะกำหนดยุทธศาสตร์อะไร จึงต้องดูด้วยว่า ตรงกับสภาพความเป็นจริง และเอื้อต่อการทำงานด้วยหรือเปล่า”

“พูดง่ายๆ เราอยากเห็นอนาคตเป็นอย่างไร ก็ต้องเขียนยุทธศาสตร์ไว้อย่างนั้น ส่วนจะไปได้หรือไม่ก็อีกเรื่อง ยกตัวอย่าง แนวคิดที่จะปรับปรุงภูเขาหัวโล้นให้สวย ด้วยการปลูกต้นนางพญาเสือโคร่ง หรือซากุระเมืองไทยให้เต็มทั้งภูเขา อย่างนี้เรียกว่า ยุทธศาสตร์เขาหัวโล้น”

“อีกอย่าง ผมว่าระบบราชการไทยเราควรต้องมองหรือจินตนาการไปในวันข้างหน้าให้ยาวๆ จะได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง เพราะสิ่งที่เราคิดว่าดีในวันนี้ อีก 20 ปีข้างหน้าอาจจะมีปัญหาก็ได้ เช่น เราต้องการเขียนกฎหมายช่วยเหลือชาวบ้านที่ยากจนให้ได้รับประโยชน์จากป่า ก็ต้องดูให้ถี่ถ้วนด้วยว่า กฎระเบียบที่จะออกมามันไปเอื้อประโยชน์ให้กับนายทุนผู้บุกรุกป่าด้วยหรือไม่”

รมว.ทส.ยังบอกด้วยว่า กรณีที่เขียนไว้ในยุทธศาสตร์ว่า จะเพิ่มพื้นที่ป่าเท่านั้นเท่านี้ล้านไร่ก็เช่นกัน

“จะวางแผนยุทธศาสตร์อะไร ต้องให้มันเป็นไปได้ด้วย ไม่ใช่ไปเขียนว่า จะเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ให้ได้ปีละ 1 ล้านไร่ ผมว่าตราบใดที่สภาพสังคมไทยยังเป็นอย่างนี้ ยากที่จะเป็นไปได้ แต่ถ้าบอกว่าจะเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ 0.5% ของพื้นที่ป่า 323 ล้านไร่ ภายในเวลา 5 ปี หรือเฉลี่ยเพิ่มพื้นที่ป่าปีละ 310,000 กว่าไร่ อย่างนี้สิถึงจะถือว่าเป็นยุทธศาสตร์ที่นำไปสู่การปฏิบัติได้จริง เป็นต้น”

“สุดท้ายแล้ว ผมมั่นใจว่า ทุกคนคงอยากเห็นกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก้าวไปสู่ยุค 4.0 ไม่ใช่ยุค 0.4” รมว.กระทรวงทรัพย์ทิ้งท้าย.