วันศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สนช.ชงรัฐบาล ขึ้นแวต1% 7หมื่นล.หวานๆ

เสนอปฏิรูปตำรวจสูตรใหม่! ให้ย้ายรัง-ไปสังกัดยุติธรรม ‘เทือก’เชียร์บิ๊กตู่อยู่ต่อ4-5ปี

คสช.ออกโรงโชว์ผลงานสร้างสงบสุขห้วง 3 ปี ขจัดขัดแย้งเดินหน้าสู่ปรองดอง วางโครงสร้างประเทศ เร่งสางงานโค้งสุดท้ายก่อนส่งต่อรัฐบาลใหม่ ยัน 3 ปีไม่มีอะไรเสียของ ทวงคืนสารพัดสิ่งให้ชาติ แต่ยอมรับ ศก.คือจุดบอด “สุเทพ” ชงเปรมโมเดล รุมหามเสลี่ยง “บิ๊กตู่” เป็นนายกฯต่อ ไม่ต้องลงเลือกตั้ง เชียร์สุดลิ่มไม่มีใครเหมาะกว่าอีกแล้ว ยันตัวเองไม่เลือกตั้ง-ไม่รับตำแหน่ง รมต. ด้าน “วัฒนา” แขวะ “บิ๊กตู่” ขยันอย่างเดียวไม่พอต้องมีปัญญาด้วย ปิดจ๊อบปมปัญหาพยาบาล “วิษณุ” ชี้ได้ทางออกที่ดี ชง ครม. ตั้ง กก.จัดระเบียบกำลังคนรองรับปัญหา ชูแนวคิดนายกฯให้รัฐรับจ้างผลิตพยาบาลป้อนเอกชน คณะอนุปฏิรูปตำรวจ สนช.-สปท. ชงย้าย สตช.สังกัดกระทรวงตาชั่ง ผบ.ตร.ต้องผ่านงานสอบสวน พร้อมดีดฐานเงินเดือน ตร.ให้สูงกว่า ขรก.อื่น สนช.ชงรายงาน ครม.รีดภาษีมูลค่าเพิ่มชาวบ้าน 1%

ยังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากฟากฝั่งนักการเมืองอย่างเมามันต่อการบริหารงานครบรอบ 3 ปี ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) รวมถึงผลงานรัฐบาล 2 พรรคการเมืองใหญ่อย่างพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์รุมโจมตีการบริหารงาน รวมทั้งความคืบหน้าการปฏิรูป จี้จุดอ่อนที่ประเด็นเรื่องเศรษฐกิจ ล่าสุดทีมโฆษก คสช.ออกมาอวดผลงานด้านความมั่นคง สร้างความสงบสุขให้บ้านเมือง

คสช.โวทำบ้านเมืองสงบสุข

เมื่อวันที่ 18 พ.ค. ที่กองบัญชาการกองทัพบก พ.อ.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ทีมโฆษก คสช.กล่าวถึงผลงาน คสช.ในห้วง 3 ปีว่า ภาพรวมบ้านเมืองมีความสงบเรียบร้อย ความขัดแย้งความเห็นต่างลดลงอย่างมีนัยสำคัญ กระบวนการปรองดองก็ดำเนินการไปตามกรอบระยะเวลาและเป็นไปตามแผนงาน คือการวางยุทธศาสตร์ของชาติที่จะทำให้บ้านเมืองเดินต่อไปในอนาคตอย่างเป็นขั้นตอน สร้างความมั่นใจให้กับคนไทย สำหรับในช่วงสุดท้ายของ คสช.งานต่างๆ ที่ยังทำไม่แล้วเสร็จ ก็จะต้องเร่งเดินหน้าในกรอบเวลาที่มีอยู่ เพื่อวางอนาคตและรากฐานของประเทศ และส่งต่อให้กับรัฐบาลชุดใหม่เพื่อให้การบริหารงานราบรื่น ไม่สะดุดติดขัด

3 ปีไม่เสียของ-รับ ศก.จุดบอด

“ยืนยันว่า 3 ปีของ คสช. ไม่มีอะไรเสียของแน่นอน เพราะเราทำให้ 3 ปีของประชาชนมีความสุข ความสงบ นี่คือของที่มีคุณค่า ได้ทวงคืนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ถูกนำไปเป็นของส่วนตัวกลับคืนมามากกว่า 3.5 แสนไร่ ทวงคืนแม่น้ำลำคลอง พื้นที่ที่ดินสาธารณะ จัดสรรที่ทำกินให้กับประชาชน จัดระเบียบสังคม การจราจร การจับกุมอาวุธสงคราม ยาเสพติด รวมถึงความคืบหน้าคดีที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตคอร์รัปชัน ข้อร้องเรียนของประชาชนหลายหมื่นเรื่อง ที่ผ่านศูนย์ดำรงธรรมก็ได้รับการแก้ไข แต่ยอมรับว่าสิ่งที่รัฐบาลและ คสช.ได้รับการท้วงติง คือเรื่องของเศรษฐกิจ ซึ่งเราก็ไม่ได้เพิกเฉย” พ.อ.ปิยพงศ์กล่าว

“เทือก” เชียร์ “บิ๊กตู่” เป็นนายกฯต่อ

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย (มปท.) กล่าวว่า ขอสนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. เป็นนายกฯต่อไปในช่วงเปลี่ยนผ่านประเทศ 4-5 ปี เพราะหากผู้ที่มีส่วนได้เสียเป็นคนทำการปฏิรูปจะเป็นปัญหามาก แต่ พล.อ.ประยุทธ์ไม่ใช่นักการเมือง ไม่มีผลประโยชน์ได้เสีย เป็นนายทหารมือสะอาด กล้าตัดสินใจ ตนยังไม่เห็นคนนอกอื่นๆที่เหมาะสม ส่วนจะพร้อมรับภารกิจหรือไม่นั้น คิดว่า พล.อ.ประยุทธ์ต้องทำ เพราะลงมือมาถึงขนาดนี้แล้ว ภารกิจยังไม่จบสิ้นต้องทำต่อเพื่อประเทศชาติ สำหรับกลไกที่จะทำให้ พล.อ.ประยุทธ์อยู่ต่อในช่วงเปลี่ยนผ่านได้นั้น ยอมรับว่ายังคิดไม่ตกจะทำอย่างไร แต่ทางที่สวยที่สุดคือต้องไม่ทำพรรคการเมืองไม่ลงเลือกตั้ง ให้นักการเมืองพร้อมใจกันเชิญมาเป็นนายกฯแบบเปรมโมเดล แต่หากพรรคการเมืองไม่คิดเช่นนั้นเหนื่อยแน่นอน ขอย้ำว่าตนจะไม่ลงเลือกตั้งแล้ว ไม่รับตำแหน่งใดๆในคณะรัฐมนตรี ส่วนแกนนำ กปปส.คนอื่นๆต้องกลับสู่วงการเมือง แม้ภารกิจต่อสู้จะจบแล้ว แต่มีภารกิจที่นักการเมืองต้องรับช่วงจากประชาชนเพื่อปฏิรูปประเทศต่อไป

“วัฒนา” แขวะ “บิ๊กตู่” ขยันต้องมีปัญญา

นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ โพสต์เฟซบุ๊กว่า “รัฐบาลไม่แถลง ผมแถลงแทน” นายกรัฐมนตรีอ้างเหตุรัฐบาลถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่มีผลงาน จึงเลื่อนการแถลงโดยจะไปชี้แจงในเดือน ก.ย. ทั้งที่รัฐบาลบริหารประเทศด้วยเงินภาษีของประชาชนแต่กลับไม่ยอมถูกวิพากษ์วิจารณ์ เรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นหลายครั้งจนเป็นพฤติกรรมสะสม เช่น การเลื่อนโรดแม็ป โดยนายกฯกล่าวว่า ทุกวันนี้ทำงาน 200 เปอร์เซ็นต์ สะท้อนความจริงว่าความขยันต้องมาพร้อมกับสติปัญญา หาไม่แล้วจะทำให้ทุกอย่างเลวร้ายลง ทั้งนี้ สถิติตั้งแต่ปี 57 เป็นต้นมาแสดงให้เห็นว่า อัตราการจัดเก็บภาษีลดลง ขณะที่การกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณสูงขึ้น งบประมาณของกระทรวงกลาโหมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องสวนทางกับเศรษฐกิจที่ตกต่ำ ทั้งหมดคือผลงานสามปี ความทุกข์ยากจึงเกิดขึ้นกับคนทุกกลุ่มรวมถึงบรรดาดารานักแสดงที่เชียร์เผด็จการก็ได้รับผลกรรมด้วยเช่นกัน

“นิพิฏฐ์” เหน็บ “วิษณุ” เป๋ออกทะเล

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวหัวข้อ “บ้าๆบอๆ” เกี่ยวกับครบรอบ 3 ปีของการบริหารงานรัฐบาล คสช. ว่า การวิพากษ์วิจารณ์ผลงานรัฐบาลเขาทำกันเป็น ปกติทุกปีและทุกรัฐบาล อย่าตื่นเต้นกันจนเกินเหตุ ความตั้งใจของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ในการบริหารบ้านเมืองต้องให้เต็มร้อย ส่วนการวิจารณ์ผลงานของรัฐบาลก็ไม่ควรมีข้อยกเว้นอะไร ยิ่งรัฐบาลที่ไม่มีฝ่ายค้านก็ยิ่งต้องฟังมากกว่าปกติ โฆษกรัฐบาลก็แสดงออกด้วยท่าทีที่เหมาะสม แล้วสิ่งไหนจริงก็รับไว้ สิ่งไหนไม่จริงก็ปฏิเสธไป จะมีก็ ดร.วิษณุนี่แหละที่หาว่านักการเมืองกลัวคนจะลืม จึงออกมาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ก็เห็นคราวนี้แหละที่ ดร.วิษณุตอบไม่ค่อยมีเหตุผล เขาไม่ได้วิจารณ์รัฐบาลเพราะกลัวคนจะลืม แต่เขาวิจารณ์เพราะเขาเสียภาษีเป็นเงินเดือนให้ท่านต่างหาก เพราะรัฐบาลของท่านก็มาแปลก รับเงินเดือนทุกทางเสียด้วย ต่างจากรัฐบาลอื่นๆที่เขาให้เลือกรับเงินเดือนทางเดียว ใครเชียร์รัฐบาลเสียจนแตะไม่ได้ คนนั้นก็บ้าแล้ว ส่วนใครด่ารัฐบาลเสียทุกเรื่อง คนนั้นก็บอแล้ว ตนเป็นประเภทบ้าๆบอๆ สิ่งไหนเห็นด้วยก็เชียร์ สิ่งไหนไม่เห็นด้วยก็วิจารณ์ไปตามเรื่อง อย่างความตั้งใจของรัฐบาล ตนให้ผ่าน ส่วนเรื่องเศรษฐกิจให้ตก

หวั่น พ.ร.บ.ไซเบอร์กระทบสิทธิ ปชช.

นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ อดีต ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาว่า สาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว คือ การวางมาตรการรับมือและป้องกันระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ต การสื่อสาร แต่มีข้อกังวลว่าอาจเป็นความพยายามของรัฐที่จะเข้ามาควบคุมการใช้โครงข่ายเหล่านี้หรือไม่ โดยเฉพาะการตั้งคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (กปช.) ที่ดูเหมือนมีอำนาจล้นฟ้า สามารถสั่งการหน่วยงานรัฐหรือเอกชนให้แก้ไขหรือยุติการกระทำที่เห็นว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงทางไซเบอร์ได้ทันที อาจไปกระทบสิทธิของประชาชนหรือไม่ แม้จะอ้างว่าการดำเนินการอยู่ภายใต้มาตรการศาล แต่กรณีจำเป็นเร่งด่วน เจ้าหน้าที่สามารถทำได้เลย ซึ่งยังคลุมเครือว่าการตีความความจำเป็นเร่งด่วนคืออะไร ส่วนการที่ สปท.เสนอให้ใช้มาตรา 44 ตั้ง กปช. ตั้งแต่กฎหมายยังไม่ผ่านการพิจารณา สะท้อนความพยายามบางอย่างในการเร่งรัดกฎหมายฉบับนี้ ประชาชนจะมีหลักประกันอะไรว่าอำนาจเหล่านี้จะไม่ถูกเจ้าหน้าที่นำไปใช้ในการจำกัดสิทธิเสรีภาพการแสดงออกของประชาชน

“วิษณุ” ชี้ได้ทางออกที่ดีให้พยาบาล

เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวถึงการบรรจุพยาบาลวิชาชีพว่า มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะให้ทยอยบรรจุ 3 ปี เป็นหลักประกัน คงไม่สามารถบรรจุได้รวดเดียว ถ้ารัฐบาลหน้าไม่ทำก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เรื่องนี้ไม่มีมติทางการเมืองเพื่อเอาใจใคร แต่มีเหตุมีผล มีความจำเป็น กระทรวงสาธารณสุขก็ยอมถึงขนาดเอาอัตราที่มีอยู่ทั้งหมดมาใช้ น่าจะเป็นผลดีกับพยาบาลแล้ว เมื่อถามว่า ถ้ากลุ่มพยาบาลจะขอพบเพื่อชี้แจงเรื่องนี้ได้หรือไม่ นายวิษณุตอบว่ายินดี แต่อยากให้กระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้ชี้แจง เพราะเป็นผู้บังคับบัญชา ขณะที่พยาบาลสังกัดกระทรวงศึกษาธิการยังไม่ได้พูดคุยกัน แม้จะเป็นเรื่องลักษณะคล้ายคลึงกันแต่ไม่เหมือนกันทีเดียว จะต้องหาทางออกที่แตกต่างกัน

ชง ครม.ตั้ง กก.เกลี่ยกำลังทั่ว ปท.

เมื่อถามว่า วิชาชีพแพทย์หากออกนอกระบบจะดีกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันหรือไม่ รองนายกฯตอบว่า คงตอบวันนี้ไม่ได้ ต้องไปคิดกันในระยะยาว แต่คิดว่าน่าจะเป็นการดีกว่า ต้องไปศึกษาและอธิบายให้กลุ่มคนเหล่านี้เข้าใจว่าหากออกนอกระบบแล้วเขาจะได้อะไร เงินเดือนขึ้นหรือไม่ หรือมีสวัสดิการอย่างไรบ้าง ต่อข้อถามว่า เด็กที่เพิ่งจบมาใหม่อาจจะมาเรียกร้องแบบนี้อีก รัฐบาลจะดำเนินการอย่างไร นายวิษณุตอบว่า ถ้ามีการวางแผนอัตรากำลังพลและมีคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนด้านสาธารณสุขช่วยดูก็น่าจะแก้ปัญหาได้ คณะกรรมการชุดนี้จะมีการแต่งตั้งและนำเข้าในที่ประชุม ครม.สัปดาห์หน้า โดยคณะกรรมการจะดูแลอัตรากำลังพลทั้งหมดทั่วประเทศ

รัฐรับจ้างผลิตพยาบาลให้เอกชน

เมื่อถามว่า แนวคิดให้ภาครัฐผลิตพยาบาลและป้อนให้โรงพยาบาลเอกชนเป็นไปได้หรือไม่ รองนายกฯ ตอบว่า อันนี้เป็นแนวคิดของนายกฯ ซึ่งเป็นไปได้ และมีการเสนอมาก่อนหน้านี้แล้ว ส่วนคำถามที่ว่าเราผลิตคนเกินงานหรือเปล่า มันก็ตอบยาก เพราะพอเราผลิตแล้วบางทีภาคเอกชนเอาไปใช้เราก็ขาดคน เพราะฉะนั้น อยากให้เข้าใจว่าถ้าภาครัฐใช้วิธีเหมือนกับรับจ้างผลิตมันก็น่าจะเป็นสิ่งที่ดี เพราะอย่างน้อยรัฐก็ได้ค่าจ้างจากเอกชน ฉะนั้นสิ่งเหล่านี้จะให้คณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) ไปดู อย่างไรก็ตามปัญหาตอนนี้ประเทศไทยมีผู้สูงอายุมากขึ้น ซึ่งต่อไปเราจะต้องการพยาบาลมากขึ้นกว่าในอดีต แต่จะเป็นพยาบาลในลักษณะของการดูแลมากกว่าพยาบาลที่ใช้รักษาผู้ป่วย ที่สำคัญอาจจะเป็นพยาบาลที่อายุใกล้เคียงกับผู้สูงอายุที่ไปดูแลก็ได้ สิ่งเหล่านี้คปร.จะไปคิดรูปแบบมา

ได้ข้อยุติปิดจ๊อบปัญหาพยาบาล

ต่อมาเวลา 18.00 น. นายวิษณุเปิดเผยภายหลังประชุมร่วมกับตัวแทนกระทรวงสาธารณสุข เลขาธิการกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ตัวแทนสำนักงบประมาณ ว่า ที่ประชุมเห็นชอบอนุมัติอัตราบรรจุพยาบาลวิชาชีพ จำนวน 8,700 อัตราเศษ รวมกับอัตราที่ว่างอยู่ 2,200 อัตรา ซึ่งจำนวน 8,700 อัตรา นี้จะทยอยบรรจุภายใน 3 ปี และที่ประชุมเห็นชอบให้มีการตั้งอนุกรรมการขึ้นมา 1 คณะที่ประกอบด้วยตัวแทนจากกระทรวงสาธารณสุข สำนักงบประมาณ ก.พ. กระทรวงศึกษาธิการ และตัวแทนแพทย์ทหาร โดยมีอำนาจหน้าที่ดูแลแพทย์ พยาบาล เภสัชกร ทันตแพทย์ นักวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ นักกายภาพบำบัด ทั้งหมดเรียกว่าบุคลากรสาธารณสุข เนื่องจากที่ผ่านมาเจอปัญหาแบบนี้มาทุกปี ไม่มีการวางแผนระยะยาว โดยจะเสนอเข้าที่ประชุม ครม.วันที่ 23 พ.ค.นี้

นายกฯเรียกถกด่วนแก้ปมกำลังพล

ก่อนหน้านั้น เมื่อเวลา 15.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เรียกนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี นายดิสทัต โหตระกิตย์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และนางเมธินี เทพมณี เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เข้าหารือที่ตึกไทยคู่ฟ้า ใช้หารือประมาณ 1 ชั่วโมง จากนั้นนางเมธินีเปิดเผยว่า พูดคุยหารืองานภาพรวมงานทั่วไป โดยนายกฯขอให้คำนึงถึงการใช้กำลังคนให้คุ้มค่า มีประสิทธิภาพ ส่วนเรื่องบุคลากรกำลังเข้าสู่การจัดระบบยุคใหม่ ที่จะต้องทำงานอย่างรวดเร็ว สำหรับการจัดอัตรากำลังพลในส่วนของพยาบาล ตัวเลขขณะนี้ยังไม่ได้ข้อสรุป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกฯมีความเป็นห่วงว่าหลังแก้ไขปัญหาพยาบาลแล้ว จะมีหน่วยงานอื่นเช่น ในส่วนของเภสัชกร หรือแม้แต่แพทย์ออกมาเคลื่อนไหว ซึ่งจะกระทบต่อประชาชนในฐานะผู้รับบริการจึงต้องเร่งหาทางออก

หารือความคืบหน้าปฏิรูปราชการ

ขณะที่นายวิษณุกล่าวว่า เป็นการหารือสิ่งที่นายกฯได้สั่งการในที่ประชุม ครม.เกี่ยวกับระบบข้าราชการ แต่ไม่ได้พูดถึงเรื่องการบรรจุข้าราชการพยาบาล ทั้งนี้ นายกฯได้ถามปัญหาและข้อมูลอะไรบางอย่าง ตนได้อธิบายไป แต่บอกสื่อไม่ได้ เพราะเป็นความลับ เมื่อถามว่า ในที่ประชุมมีการหารือกรณีกระทรวงยุติธรรมเตรียมปลดลูกจ้างชั่วคราว เนื่องจากไม่มีงบประมาณ นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่มี และตนไม่ทราบเรื่องดังกล่าว

ด้านนายดิสทัตกล่าวว่า เป็นการติดตามงานที่นายกฯได้เคยสั่งการไว้ในที่ประชุม ครม. เช่น การปฏิรูปโครงสร้างระบบราชการ เมื่อถามว่า มีการหยิบยกร่างกฎหมายปฏิรูป 36 ฉบับที่ สปท.เสนอให้ใช้มาตรา 44 หรือไม่ นายดิสทัตตอบว่า ไม่มีการพูดถึง คิดว่า สปท.คงส่งตามมาที่หลัง เมื่อถามว่า ร่างกฎหมายทั้ง 36 ฉบับ พิจารณาตามขั้นตอนปกติจะทันปี 60 หรือไม่ นายดิสทัตตอบว่า ถ้าส่งมาก็ต้องมาดูว่าร่างกฎหมายฉบับไหนจำเป็นต้องเร่งด่วน ซึ่งทางคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) มีคนกลั่นกรองอยู่แล้ว เวลานี้เห็นแค่ชื่อร่างกฎหมาย ยังไม่เห็นรายละเอียด

ปธ.สปท.ย่องทำเนียบพบนายกฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า ตั้งแต่ช่วงเช้า เวลา 08.00 น. ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูประเทศ (สปท.) เดินทางมารอพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล จากนั้นเวลา 08.15 น. นายกฯได้เดินทางถึงทำเนียบรัฐบาล โดยได้ใช้เวลาหารือประมาณ 15 นาที จึงได้เดินทางกลับและไม่ได้สัมภาษณ์แต่อย่างใด ทั้งนี้คาดว่าเป็นการเข้าหารือเรื่องข้อกฎหมายปฏิรูปที่สปท.เสนอให้ คสช.ออกคำสั่งมาตรา 44 เพื่อเร่งรัดเป็นการด่วน เพื่อให้การปฏิรูปทั้ง 11 ด้านมีความคืบหน้าอย่างรวดเร็ว

ด้านนายคำนูณ สิทธิสมาน เลขานุการและโฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (วิป สปท.) กล่าวว่า ไม่ทราบถึงการเข้าพบดังกล่าว แต่โดยปกติ สปท.เป็นหน่วยงานวิชาการมีหน้าที่เสนอความเห็น และวิธีปฏิบัติด้านต่างๆ ซึ่งสุดท้ายขึ้นอยู่กับนายกฯจะพิจารณาถึงความเหมาะสม และในฐานะที่ สปท.เป็น 1 ในแม่น้ำ 5 สาย ก็เป็นปกติที่ประธาน สปท. จะประสานพูดคุยกับนายกฯเป็นระยะ และพบกับผู้นำแม่น้ำสายต่างๆอยู่แล้ว

สนช.-สปท.ปฏิรูป ตร.ชงสังกัด ยธ.

ที่รัฐสภา คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อศึกษาแผนการปฏิรูปกิจการตำรวจ ในคณะกรรมการประสานงานระหว่างสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) โดย พล.ต.ท.บุญเรือง ผลพานิชย์ ประธานคณะอนุกรรมการฯ แถลงรายงานการปฏิรูปตำรวจว่า รายงาน ผลการศึกษาดังกล่าวจะนำเสนอเข้าที่ประชุมวิป 3 ฝ่าย เพื่อให้ความเห็นชอบก่อนเสนอต่อที่ประชุม ครม.พิจารณาต่อไป โดยคณะอนุกรรมการฯ เห็นว่าองค์กรตำรวจควรปฏิรูปและเปลี่ยนแปลง โดยให้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงยุติธรรม เพื่อบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมทางอาญามารวมอยู่ภายใต้รัฐมนตรีคนเดียวกัน และให้การบริหารจัดการกระบวนการยุติธรรมทางอาญาสอดคล้องเป็นระบบเดียวกัน ทั้งตำรวจ อัยการ ศาล จะได้ประสานงานอย่างใกล้ชิด รวมทั้งมีการบูรณาการกับหน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมายอื่นๆในสังกัดกระทรวงยุติธรรม ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจส่วนใหญ่เห็นด้วยที่จะไปสังกัดกระทรวงยุติธรรม

ผบ.ตร.ต้องผ่านงานสอบสวน 70 คดี

พล.ต.ท.บุญเรืองกล่าวว่า ส่วนการแต่งตั้ง ผบ.ตร. จะมีการปฏิรูป โดยใช้หลักเกณฑ์ต้องผ่านงานสอบสวนอย่างน้อย 2 ปี และร่วมรับผิดชอบสำนวนสอบสวนไม่น้อยกว่า 70 คดี ขณะเดียวกันจะปรับปรุงเงินเดือนตำรวจให้เพียงพอต่อการดำรงชีพ เพื่อให้เลี้ยงครอบครัวได้โดยไม่เดือดร้อน สามารถปฏิบัติหน้าที่ปราบปรามคนร้าย และอำนวยความยุติธรรมได้อย่างไม่มีความกังวลและห่วงใย ทั้งนี้ สิ่งที่เป็นปัญหาสำคัญในการปฏิบัติหน้าที่คือการขาดแคลนงบประมาณ เช่น เมื่อเกิดคดีที่ต้องติดตามคนร้ายหรือคดีที่ต้องมีค่าใช้จ่าย แต่กลับไม่มีงบประมาณส่วนนี้ หลายครั้งตำรวจต้องออกเงินกันเอง เป็นการผลักตำรวจไปอยู่ในพื้นที่สีเทา นอกจากนี้ จะให้มีการติดตั้งซีซีทีวีช่วยติดตามคนร้ายอีกทางหนึ่งเหมือนต่างประเทศที่ติดตั้งซีซีทีวีเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย แต่ของไทยมีความซ้ำซ้อน เพราะเป็นการติดตั้งโดยหลายหน่วยงาน จึงอยากให้โอนให้ตำรวจรับผิดชอบ

เพิ่มเงินเดือน ตร.สูงกว่า ขรก.อื่น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รายงานของคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อศึกษาแผนการปฏิรูปกิจการตำรวจ ในคณะกรรมการประสานงานระหว่าง สนช.และ สปท. ยังได้ศึกษาเรื่องงบประมาณของตำรวจ มีข้อเสนอให้ปรับปรุงเงินเดือนและค่าตอบแทนต่างๆของข้าราชการตำรวจ ให้แตกต่างจากข้าราชการพลเรือน เพราะเป็นอาชีพที่มีความเสี่ยงเกี่ยวกับการเสียชีวิต ทุพพลภาพ บาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการสูงกว่าข้าราชการพลเรือนถึง 13.56-22.57 เท่า จึงเสนอให้ใช้อัตราอ้างอิงในต่างประเทศที่กำหนดให้ข้าราชการตำรวจชั้นประทวนมีเงินเดือนสูงกว่าข้าราชการพลเรือนสามัญในระดับเดียวกัน 1.28 เท่า และข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตรมีเงินเดือนสูงกว่าข้าราชการพลเรือนสามัญ 1.74 เท่า โดยข้าราชการตำรวจชั้นประทวนบรรจุใหม่ ควรมีเงินเดือนเริ่มต้น 13,773 บาท จากเดิม 10,760 บาท ขณะที่ข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตรบรรจุใหม่ ควรมีเงินเดือนเริ่มต้นที่ประมาณ 26,605 บาท จากเดิม 15,290 บาท และควรมีอัตราเงินเพิ่มเติมแก่ข้าราชการตำรวจสายงานป้องกันและปราบปราม สายงานจราจร และสายงานสืบสวนที่มีความเสี่ยงการปฏิบัติงานสูงกว่าตำรวจสายงานอำนวยการ

ปรับระบบสอบสวนให้คล่องตัว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอให้จัดสรรงบประมาณด้านการพัฒนาไอทีออนไลน์ในกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้บริการประชาชนในการรับแจ้งความและสอบสวนมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น ประชาชนสามารถติดตามความคืบหน้าทางคดีได้ด้วยตนเอง โดยใช้ Usename และ Password ส่วนงานสอบสวนเสนอให้ปรับระบบการเข้าเวรของพนักงานสอบสวนประจำสถานีตำรวจ จากเดิมเข้าเวรเดี่ยวเป็นเข้าเวรเป็นชุด และควรแยกคดีที่ต้องสืบสวนสอบสวนเป็นกรณีพิเศษออกจากคดีทั่วไป เช่น คดีที่มีความยุ่งยากซับซ้อน คดีผู้มีอิทธิพล เพื่อให้หน่วยงานจากส่วนกลางมารับผิดชอบแทน ตลอดจนให้มีเงินเพิ่มเป็นกรณีพิเศษสำหรับตำแหน่งพนักงานสอบสวนเช่นเดียวกับข้าราชการในสายงานตามกระบวนการยุติธรรมอื่น เช่น กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) อัยการ

สนช.ชงรายงาน ครม.ขึ้นแวต 1%

ขณะเดียวกัน ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช. เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณารายงานเรื่องแนวทางการปฏิรูปโครงสร้างภาษีและระบบบริหารจัดเก็บเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ของแผ่นดิน ตามที่คณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง สนช.เป็นผู้เสนอ โดยมีสาระสำคัญที่น่าสนใจ อาทิ 1.ภาษีเงินได้นิติบุคคล กรมสรรพากรควรพิจารณาศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับ การกำหนดให้บริษัท ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลรายเดียว กันที่ประกอบธุรกิจในสาขาต่างๆหลายแห่ง ต้องแยก บัญชีรายได้และรายจ่ายของสาขาแต่ละแห่งแยกออกจากกัน เพื่อเสียภาษีในเขตพื้นที่ที่สาขานั้นๆ ตั้งอยู่โดยตรง ไม่ให้มีการรวมบัญชีเดียวกันเพื่อเสียภาษี 2.ภาษีมูลค่าเพิ่ม ควรปรับเพิ่มอัตราการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากเดิมอีกร้อยละ 1 โดยกำหนดให้นำรายได้จากการจัดเก็บภาษีในส่วนที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวไปใช้เฉพาะด้านการศึกษาและสาธารณสุขเท่านั้น คาดว่าจะทำให้จัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 60,000- 70,000 ล้านบาท 3.ภาษีลาภลอย ปัจจุบันรัฐบาลมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ การก่อสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูง ทำให้มูลค่าที่ดินเพิ่มสูงขึ้น หรือการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ที่ทำให้ที่ดิน มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น แต่รัฐบาลไม่สามารถจัดเก็บรายได้ ดังกล่าวได้ ดังนั้น สำนักงานเศรษฐกิจการคลังควร พิจารณาศึกษาแนวทางจัดเก็บภาษีกรณีดังกล่าวโดยเปรียบเทียบกับการจัดเก็บภาษีในต่างประเทศและควรเร่งรัดดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ทั้งนี้ที่ประชุม สนช.เห็นชอบกับรายงานฉบับดังกล่าว โดย ไม่มีการลงมติ จากนั้นจะส่งให้ ครม.พิจารณาต่อไป

ทุบโต๊ะคุณสมบัติ กกต. 1 มิ.ย.

พล.ท.พิศณุ ยุทธวงศ์ โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สนช.แถลง ว่า กมธ.จะเสนอร่าง พ.ร.บ.กกต.ให้ที่ประชุม สนช. ในวันที่ 9 มิ.ย. ความคืบหน้าตอนนี้มีสมาชิก สนช. เสนอคำแปรญัตติแก้ไขเนื้อหา 12 คน โดยเฉพาะมาตรา 70 ว่าด้วยสถานภาพการดำรงตำแหน่งต่อไป ของ กกต.ร่างเดิมที่กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เสนอมา กำหนดให้มีคณะกรรมการสรรหามาวินิจฉัยสถานะ กกต.ที่ดำรงตำแหน่งก่อนมีรัฐธรรมนูญปี 2560 ขาดคุณสมบัติหรือไม่ โดยจะดำเนินการให้เสร็จในวันที่ 1 มิ.ย. คงไม่จำเป็นต้องเชิญ กกต.มาให้ความเห็นอีก เพราะ สนช.ได้ตั้งคณะกรรมการศึกษาพร้อมเชิญ กกต.มาให้ข้อมูลและความคิดเห็นไว้ก่อนแล้ว

“สมชัย” ชงศาล รธน.ชี้ขาด ม.268

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านบริหารกลาง กล่าวถึงกรณีจะเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการจัดการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จภายใน 150 วัน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 268 หมายรวมถึงการรับรองผลการเลือกตั้งด้วยหรือไม่ว่า รัฐธรรมนูญเขียนไว้สั้นๆว่า กกต.ต้องจัดการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จ 150 วัน แม้นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ออกมาระบุว่าไม่ รวมการประกาศผล แต่คนที่มีอำนาจวินิจฉัยเรื่องนี้เป็นที่สุดไม่ใช่ กรธ. แต่เป็นศาลรัฐธรรมนูญ ถ้าจัดเลือกตั้งไปแล้วศาลวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งเป็นโมฆะ คนที่จะรับผิดชอบไม่ใช่กฤษฎีกา กรธ. หรือ แม้แต่ กกต.ชุดนี้ แต่เป็น กกต.ชุดใหม่ 7 คน จึง เห็นว่าควรทำประเด็นนี้ให้ชัดเจนเสียก่อน เพื่อให้คำวินิจฉัยเป็นหลังพิงให้กับ กกต. ขณะนี้ กกต.จะรอคำตอบจากกฤษฎีกา และ กรธ.อยากให้มีคำตอบเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อ กกต.จะได้พิจารณายื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยต่อไป ตามรัฐธรรมนูญใหม่สามารถยื่นได้เลยไม่ต้องรอเป็นความขัดแย้งระหว่างองค์กร เพียงแต่อาจจะรอ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญเสร็จเสียก่อน

กรธ.ปิ๊งไอเดียแก้เผ็ดจำเลยหนีคดี

นายอุดม รัฐอมฤต โฆษก กรธ. เปิดเผยว่า กำลังตรวจทานร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน คาดว่าเสร็จสัปดาห์หน้าจะส่งให้ สนช.ต่อได้ในทันที กฎหมายลูกทั้ง 10 ฉบับกรธ.พิจารณาเสร็จแล้ว แต่ต้องทบทวนความคิดเห็น จากการรับฟังตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญส่งข้อมูลทั้งหมดต่อให้ สนช. ทั้งนี้สาระสำคัญของร่างกฎหมายลูก ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คือระบบวิธีการไต่สวน กรธ. พยายามทำให้ชัดเจนกว่าเดิม การค้นหาความจริงอย่างละเอียดขึ้น พยานหลักฐานต้องเอามาใช้ได้ทุกประเภทเพื่อความถี่ถ้วน ส่วนขอบเขตอำนาจของศาลฎีกาแผนคดีอาญานักการเมืองกำหนดให้เน้นการตรวจสอบนักการเมืองที่ร่ำรวยผิดปกติ ใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบ รวมทั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการในองค์กรอิสระทุกองค์กร หรือข้าราชการและประชาชน ที่มีส่วนร่วมในกระบวนการทุจริตด้วย อีกทั้งยังกำหนดให้พิจารณาคดีได้ โดยไม่มีจำเลยมาศาล เพื่อแก้ปัญหาจำเลยที่หนีคดี ให้ศาลพิจารณาต่อไปจนได้ผลการตัดสิน แม้ว่าจำเลยไม่มาแต่ตั้งทนายมาต่อสู้แทนได้ แต่หากจำเลยกลับมาสู้คดี สามารถรื้อฟื้นคดีเพื่อตรวจสอบความถูกต้องได้ เป็นการให้หลักประกันสิทธิแก่จำเลย

แนะเลือก ส.ว.ตัวแทนจังหวัด

นายอำนวย คลับผา อดีต ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. ที่จะคัดสรรจากกลุ่มสาขาอาชีพว่า อยากให้ผู้ที่วางระบบสรรหา ส.ว. ให้ความสำคัญกับตัวแทน ส.ว.จากแต่ละจังหวัดด้วย การมี ส.ว.มาจากทุกจังหวัดเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรละเลย เพราะคนเหล่านี้ใกล้ชิดประชาชนในพื้นที่ เมื่อมีการพิจารณากฎหมายอะไร ส่งผลกระทบถึงพื้นที่จังหวัดใด จะได้มีตัวแทนเป็นปากเป็นเสียงให้กับประชาชน ถ้าผู้ร่างกฎหมายละเลยในส่วนนี้ ไม่จัดระบบให้มีตัวแทน ส.ว.มาจากทุกจังหวัดก็จะทำให้สภาสูงกลายเป็นสภาที่ห่างไกลจากประชาชน ทำให้การแก้ปัญหาของชาติไม่ตรงจุด และจะลุกลามกลายเป็นความไม่เท่าเทียมกันของคนในประเทศ

จี้ส่งศาลชี้ขาด พ.ร.บ.ปิโตรเลียม

เมื่อเวลา 13.30 น. ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีต ส.ว.กทม. กล่าวภายหลังเดินทางมายื่นหนังสือขอให้เสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยว่า ร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม ที่ผ่านการพิจารณาของ สนช. เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ ว่า สนช.ผ่านร่าง พ.ร.บ. ปิโตรเลียมในช่วงรอยต่อก่อนที่รัฐธรรมนูญใหม่จะประกาศใช้เพียง 6 วัน ย่อมรู้แนวทางการจัดทำร่างกฎหมายตามบทบัญญัติของมาตรา 77 แต่ไม่จัดรับฟังความคิดเห็น ประชาชนเสียสิทธิในการร่วมตรากฎหมาย พบว่า สนช.ตัดมาตรา 10/1 ออกไป ทราบว่า ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกฯเป็นคนขอไว้ เป็นการใช้เทคนิคเหมือนล้มมวยก่อนที่ไม่มีการลงมติ ใช้วิธีการถอนออกไป จะใช้กับกฎหมาย อื่นๆไม่ได้ เป็นการลักไก่เหมือนศรีธนญชัยเกินไป

“ชาญชัย”ชงเรียกค่าโง่ 2.7 หมื่นล้าน

นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต ส.ส.นครนายก พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรองประธานอนุกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในคณะ กมธ.วิสามัญป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ สปท. กล่าวถึงกรณี สปท.เสนอให้รัฐบาลยกเลิกสัญญาเช่าพื้นที่การบริการสินค้าปลอดอากรในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ของบริษัทคิง พาวเวอร์ ว่า รายงานที่เสนอให้นายกฯชัดเจน ถึงการทำผิดกฎหมายหลายฉบับ หลายเหตุการณ์ รัฐบาลบอกเลิกสัญญาได้ทันทีโดยแจ้งเป็นโมฆกรรม เรียกเงินค่าเสียหายจากกลุ่มบริษัทเอกชนได้อีกไม่น้อยกว่า 27,000 ล้านบาท จากการร่วมกันทุจริตและหลีกเลี่ยงไม่จ่ายสิทธิประโยชน์ให้แก่ ทอท. 15 เปอร์เซ็นต์ โดยจะมีการประชุมอนุ กมธ. ชุดที่ พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป เป็นประธาน วันที่ 19 พ.ค. ที่รัฐสภา เพื่อสรุปความผิดเเยกทั้งเจ้าหน้าที่รัฐและเอกชน พร้อมหลักฐาน เสนอต่อนายกฯภายในเดือน พ.ค.

ไทยเป็นเจ้าภาพอาเซม 25-26 พ.ค.

ที่กระทรวงการต่างประเทศ น.ส.บุษฎี สันติพิทักษ์ อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า วันที่ 25-26 พ.ค.นี้ ไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเอเชีย-ยุโรป หรืออาเซม ว่าด้วยความร่วมมือระหว่างภูมิภาคเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน สานต่อการประชุมครั้งที่ 11 ที่กรุงอู-ลานบาตอร์ มองโกเลีย เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภูมิภาคเอเชียและยุโรป ในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน ตลอดจนแลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนระหว่างเอเชียกับยุโรป เป็นโอกาสที่ไทยจะนำเสนอหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงให้เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการพัฒนาที่ยั่งยืน

คสช.ช่วยเกษตรกรเป็นหนี้ธนาคาร

เมื่อเวลา 13.30 น. ที่กองทัพภาคที่ 1 พล.ต.ธรรมนูญ วิถี รองแม่ทัพภาคที่ 1 เป็นประธานการประชุมติดตามการแก้ปัญหาความเดือดร้อนของเครือข่ายหนี้สินชาวนาแห่งประเทศไทย (คนท.) มีนายศวัจน์ ชัยวัฒนสิริกุล อดีตรองกรรมการบริหารกองทุนฟื้นฟูเข้าร่วมประชุม พล.ต.ธรรมนูญกล่าวภายหลังประชุมว่า กำชับให้ทหารไปประสานงานกับสำนักงานคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรกับกลุ่มลูกหนี้และเชิญตัวแทนกองทุนฟื้นฟูฯมาให้แนวทางกับกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) หาทางปฏิบัติกับกลุ่มลูกหนี้ที่มีคุณสมบัติครบถ้วน

ด้านนายศวัจน์กล่าวว่า ขอขอบคุณรัฐบาลและ คสช.ที่ให้ความสำคัญ เพราะหากล่าช้าอาจส่งผลให้ชาวนาสูญเสียที่ดินที่นำไปจำนองกับสถาบันการเงิน ซึ่งมีมาตรการฟ้องร้อง ยึด ขับไล่ออกจากที่ดิน ดังนั้นต้องขอความร่วมมือกับธนาคารหารือกับคณะกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรที่ทำหน้าที่รับซื้อหนี้จากสถาบันการเงิน ให้รีบดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย ขณะนี้มีลูกหนี้เข้าข่ายกว่า 2,000 ราย มีมูลค่าหนี้ประมาณ 400 ล้านบาท ที่ถูกดำเนินการตามกฎหมาย

ม.44 ยกเครื่องกองทุนฟื้นฟูเกษตรกร

ช่วงค่ำวันเดียวกัน เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 26/2560 เรื่อง การแก้ไขปัญหาการดำเนินงานของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร สรุปว่า จากการที่กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรรับซื้อหนี้สินจากเกษตรกรเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สิน แต่ที่ผ่านมากองทุนฯไม่อาจจัดการได้เนื่องจากปัญหาความโปร่งใส อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 265 ของรัฐธรรมนูญ ประกอบมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว หัวหน้า คสช. จึงมีคำสั่งให้บุคคลซึ่งดำรงตำแหน่งกรรมการในคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร คณะกรรมการบริหารกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร และคณะกรรมการจัดการหนี้ของเกษตรกร ที่ดำรงตำแหน่งในวันก่อนวันที่คำสั่งนี้ใช้บังคับ พ้นจากตำแหน่ง และให้มีคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและ พัฒนาเกษตรกรเฉพาะกิจขึ้นคณะหนึ่ง โดยมี รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน ส่วนกรรมการ อาทิ ปลัดกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นต้น ให้ศึกษาปัญหาการดำเนินการแก้ไขปัญหาหนี้สินและความเดือดร้อนของเกษตรกร โดยให้ปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งนี้ ในระยะเวลา 180 วัน ถ้าไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ตามเวลาที่กำหนดสามารถขยายเวลาได้ คำสั่งนี้มีผลตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่ 18 พ.ค.