วันพฤหัสบดีที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ไปป์บอมบ์ โยงป่วน! ระเบิดปี50

ชี้หลักฐานมีเชื่อมกันแต่‘ไม่ฟัน’ปมขัดแย้งการเมือง!

“ศรีวราห์” เผยผลการตรวจสอบกล้องวงจรปิดรอบที่เกิดเหตุระเบิดหน้าโรงละครแห่งชาติ 14 ตัว พบวัตถุพยานเป็นสัญลักษณ์เชื่อมโยงเหตุวางระเบิดเมืองกรุงเมื่อปี 2550 แต่ไม่ฟันธงเกี่ยวข้องกับการเมืองโดยตรงหรือไม่ สั่งไล่ตรวจสอบผู้ต้องหาคดีระเบิดที่พ้นโทษมาทั้งหมด คสช.ประสานตำรวจเพิ่มมาตรการดูแลความปลอดภัยสนามหลวงเข้มขึ้น เพิ่มความถี่สายตรวจป้องกันก่อเหตุซ้ำ รับที่เกิดเหตุอยู่ในโซนชั้นนอกของระดับความปลอดภัย อาจพิจารณาขยายพื้นที่ตรวจสอบอย่างเข้มข้นออกไปอีก แต่ต้องไม่ทำให้ประชาชนอึดอัดหรือตื่นตระหนกเกินไป

กรณีเหตุระเบิดบริเวณหน้าโรงละครแห่งชาติ จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย 2 คน จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่พบชิ้นส่วนไอซีไทม์เมอร์อุปกรณ์หน่วงเวลาระเบิด ที่ใช้ในระเบิดชนิดไปป์บอมบ์กับเศษท่อพีวีซีขนาด 1.5 นิ้ว ตกอยู่ที่เกิดเหตุ โดยไม่มีการใส่สะเก็ดระเบิดและใส่ดินปืนจำนวนน้อย สันนิษฐานว่า การก่อเหตุระเบิดครั้งนี้ไม่ได้หวังผลทำลายล้างให้เกิดการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินจำนวนมาก เป้าหมายเพื่อทำให้เกิดเสียงดัง หวังให้บ้านเมืองปั่นป่วนมากกว่า แต่คนร้ายวางแผนมาอย่างดีเนื่องจากจุดเกิดเหตุเป็นจุดบอดไม่มีกล้องวงจรปิด คล้ายกับเหตุระเบิดหน้ากองสลากฯเก่า ถนนราชดำเนิน เมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งการระเบิดครั้งนั้นยังจับตัวผู้ต้องหาไม่ได้

ความคืบหน้าจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อเวลา 11.30 น.วันที่ 18 พ.ค. พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร.กล่าวว่า ตนสั่งให้รวบรวมพยานหลักฐานให้รอบด้านสมบูรณ์ครบทุกมิติ และกำชับให้ฝ่ายสืบสวนติดตามหาข่าวเชิงลึก โดยเฉพาะประวัติบุคคลที่พ้นโทษคดีที่เชื่อมโยงกับเหตุระเบิดทางการเมืองตั้งแต่ปี 2550 จนถึงปัจจุบัน เนื่องจากพบชิ้นส่วนประกอบระเบิดคล้ายคลึงกับเหตุระเบิดในช่วงนั้น นอกจากนี้ การไล่ตรวจสอบกล้องวงจรปิดโดยรอบ 14 ตัว ได้ข้อมูลพอสมควร แต่ไม่สามารถเปิดเผยได้ อยู่ระหว่างดำเนินการ บอกได้เพียงว่ามีสัญลักษณ์บางอย่างเชื่อมโยงกับเหตุวางระเบิดเมื่อปี 2550 ในพื้นที่ กทม. ส่วนจะเกี่ยวข้องกับการเมืองโดยตรงหรือไม่ ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ เพียงแต่วัตถุพยานบางอย่างในที่เกิดเหตุ บ่งชี้เท่านั้น

“ส่วนตัวบุคคลที่ก่อเหตุจะเชื่อมโยงกับการเมืองหรือไม่ ยังไม่อยากพูดถึง อย่านำไปโยงกันถึงขนาดนั้น ดูจากภาพรวมเชื่อได้ว่าผู้ที่ลงมือก่อเหตุมีเป้าประสงค์เพื่อก่อกวน ไม่ได้ประสงค์ต่อชีวิต กำชับ พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผบช.น. ไปเรียบร้อยแล้ว ส่วนผลการพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ชี้แจงไปแล้วว่า พบสารโพแทสเซียมและตั้งระยะเวลาจุดชนวน 4-8 ชั่วโมง สำหรับผู้ต้องหา 4 คน ที่เพิ่งไปรับตัวที่ บก.ป. เมื่อวันที่ 17 พ.ค. ไม่มีความเชื่อมโยงกับคดีนี้เป็นคนละกรณีกัน เรื่องนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี สั่งให้เร่งรัดดำเนินการป้องกันปราบปรามและจับกุมผู้กระทำความผิด เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ” รอง ผบ.ตร.กล่าว

พล.ต.อ.ศรีวราห์ กล่าวด้วยว่า สำหรับความคืบหน้าคนร้ายลอบวางระเบิดบริเวณถังขยะหน้ากองสลากฯเก่า เมื่อวันที่ 5 เม.ย. อยู่ระหว่างรวบรวม พยานหลักฐาน ยืนยันว่ามีความคืบหน้า ส่วนจะสามารถออกหมายจับได้เมื่อไหร่ ตนยังไม่ยืนยัน เพราะกรณีนี้ไม่ได้เป็นความผิดซึ่งหน้า อีกทั้งไม่ทราบ ว่าพยานหลักฐานที่เจ้าหน้าที่ตำรวจรวบรวมได้จะมีน้ำหนักพอให้ศาลสามารถออกหมายจับได้หรือไม่ เพราะเป็นเพียงผลการสืบสวน อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินการสืบสวนสอบสวนอย่างเต็มที่

ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) มีรายงานว่า ชุดสืบสวนคลี่คลายคดีระเบิดนำข้อมูลเหตุระเบิดไปป์บอมบ์หน้ากองสลากฯเก่าเมื่อค่ำวันที่ 5 เม.ย. มาเทียบเคียงกับเหตุระเบิดหน้าโรงละครแห่งชาติ ตั้งสมมติฐานว่า น่าจะเป็นฝีมือคนร้ายกลุ่มเดียวกัน เพราะแนวทางการสืบสวนติดตามจับกุมคนร้ายวางระเบิดหน้ากองสลากฯเก่า จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดบริเวณใกล้เคียงพบชายต้องสงสัย 2 คน เดินคู่กันไปแต่เห็นเพียงข้างหลัง ชุดสืบสวนไล่ตรวจสอบกล้องวงจรปิดตามไปได้ประมาณ 150 เมตร หลังจากนั้นผู้ต้องสงสัยทั้ง 2 คน หายไปไม่รู้เดินหนีทางไหน นอกจากนี้ ยังไม่พบพาหนะที่คนร้ายใช้มาก่อเหตุ สันนิษฐานว่า มือระเบิดอาจนั่งรถโดยสารสาธารณะนำระเบิดใส่กระเป๋าไปวางที่จุดเป้าหมาย เพื่อป้องกันตำรวจแกะรอยตามยานพาหนะ สอดคล้องกับจุดเกิดเหตุระเบิดหน้าโรงละครแห่งชาติ ที่จุดระเบิดอยู่ใกล้ป้ายรถเมล์ที่มีรถวิ่งผ่านหลายสาย เชื่อว่าคนร้ายต้องมาดูลาดเลาก่อนลงมือ เนื่องจากจุดที่วางระเบิดทั้ง 2 จุด เป็นจุดอับไม่มีกล้องวงจรปิด ขณะนี้ชุดสืบสวนกำลังตรวจสอบกล้องวงจรปิดที่ติดอยู่บนรถเมล์ เพื่อหาเบาะแสล่าตัวมือวางระเบิดต่อไป

ด้าน พ.อ.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ทีมโฆษก คสช. กล่าวถึงกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่า เหตุระเบิดบริเวณโรงละครแห่งชาติมีลักษณะคล้ายคลึงกับ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า ต้องฟังข้อมูลจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นหลัก ทุกอย่างขึ้นอยู่กับวัตถุพยาน การประกอบวิธีการนำมาใช้ สถานที่ พื้นที่ที่จะนำมาใช้ วัตถุประสงค์เจตนารมณ์ที่ต้องการทำ จะสามารถวิเคราะห์ได้ว่าเป็นบุคคลที่มีขีดความสามารถ และกลุ่มใดที่มีความรู้เรื่องดังกล่าว พื้นที่บริเวณสนามหลวงเป็นพื้นที่อ่อนไหว เพราะปัจจุบันมีงานสำคัญคือ เข้ากราบพระบรมศพ แต่เป็นบททดสอบอย่างหนึ่งเรื่องมาตรการดูแลรักษาความปลอดภัย อาจมีความถี่น้อยไป ต้องเพิ่มความถี่ในการลาดตระเวน ระบบรักษาความปลอดภัยบริเวณพื้นที่สนามหลวงจะแบ่งออกเป็นชั้นใน ชั้นกลางและชั้นนอก ชั้นในมีความเข้มงวดสูงสุด มีพื้นที่คัดกรองคน เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดในพื้นที่ชั้นนอก แต่ไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้

“อาจมีคนที่คิดหรือพยายามมองว่าถ้าตอนนี้สามารถจุดกระแสแห่งความสับสนวุ่นวายจนทำให้เกิดความตื่นตระหนกในลักษณะการก่อกวน อาจมีคนคิดอะไรแปลกๆ แผลงๆ อยากสร้างกระแสจุดประเด็นเหล่านั้น มีคนเป็นล้านที่ตั้งใจเข้าไปกราบพระบรมศพ แต่อาจมีคนเพียงสิบหรือไม่ถึงร้อยที่คิดแผลงๆ สร้างความสำคัญ จุดกระแสแห่งความวุ่นวาย สับสน สร้างภาพข่าวให้เกิดขึ้น วัตถุพยานที่ปรากฏทราบกันดีว่าต้องการเพียงให้เกิดเสียงดังเท่านั้น ไม่ได้เป็นเหตุนำไปสู่การสูญเสียชีวิต ทรัพย์สินหรือสิ่งของ การคิดแบบนี้และสร้างกระแสแบบนี้ต้องเป็นคนที่คิดไม่เหมือนคนทั่วไป เราต้องหามาตรการเพิ่มเติมมากขึ้น เช่น การขยายพื้นที่เพิ่มความเข้มข้นในการดูแลออกไปอีก ถือเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ที่ดูแลและบูรณาการร่วมกันในนามกองอำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่เขตพระบรมมหาราชวัง” พ.อ.ปิยพงศ์กล่าว

พ.อ.ปิยพงศ์กล่าวด้วยว่า ส่วนจะเป็นกลุ่มไหนนั้นยังตอบไม่ได้ เจ้าหน้าที่จะต้องติดตามตื่นตัวมากขึ้น ตรงไหนที่จะเป็นช่องว่างต้องนำไปแก้ไขอย่างทันท่วงที เพราะเหตุการณ์แบบนี้อาจเกิดขึ้นอีกก็ได้ จึงต้องหามาตรการที่เหมาะสม แต่ไม่ทำให้ประชาชนรู้สึกอึดอัดหรือตื่นตระหนกจนเกินไป หากเจ้าหน้าที่ดำเนินการตามมาตรการเหล่านี้แล้วยังไม่เพียงพอจะต้องเพิ่มมาตรการเข้าไป รวมถึงขอความร่วมมือประชาชนแจ้งเบาะแส ทั้งนี้ คสช.ได้ประสานข้อมูลร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ขอให้รอความชัดเจนจากเจ้าหน้าที่ตำรวจก่อน คสช.ยังไม่อยากพาดพิง หรือคาดการณ์ว่า เหตุการณ์ระเบิดดังกล่าวเชื่อมโยงกับใคร พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. ฐานะเลขาธิการ คสช.เน้นย้ำเรื่องงานด้านการข่าวและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน พร้อมระบุว่า อะไรที่เป็นช่องว่าง รอยต่อ ขอให้เพิ่มความเข้มงวดในการดูแล