วันอังคารที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ต้องสู้ถึงจะชนะ! คดีประวัติศาสตร์ เหยื่อฟ้องนายทุนโหด ศาลจำคุก 2 ปี

ขึ้นแท่นเป็นคดีประวัติศาสตร์ เหยื่อนายทุนโหดนครพนม ลุ้น 30 พ.ค.นี้ ศาลอุทธรณ์ตัดสินคดีที่ศาลชั้นต้นให้จำคุกนายทุนเงินกู้ เจ้าของโชว์รูมรถชื่อดัง แฉไปกู้เงินให้สัญญาค้ำประกันด้วย พอผิดนัดกลับเอามารวมกับสัญญากู้ยืม เลยฮึดสู้...

วันที่ 18 พ.ค. 60 ผู้สื่อข่าวรายงาน กรณีมีการจับกุมนายทุนเงินกู้ผิดกฎหมายของ จ.นครพนม คือ นางสาวสุพิชญ์ฌา อภิชัจฐ์โภคิน อายุ 56 ปี เจ้าของกิจการโชว์รูมจำหน่ายรถจักรยานยนต์รายใหญ่ของ จ.นครพนม ที่มีสาขาทั้งใน จ.นครพนม และจังหวัดใกล้เคียงมากกว่า 20 สาขา ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และให้บุคคลอื่นยืมเงินโดยคิดอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด และปลอมแปลงเอกสารสิทธิ์ เมื่อวันที่ 16 พ.ค. 60 ที่ผ่านมา ภายหลังได้มีชาวบ้านผู้เสียหายตกเป็นเหยื่อทยอยเข้าแจ้งความร้องทุกข์อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ มีผู้เสียหายที่เข้าแจ้งความที่ สภ.เมืองนครพนม แล้ว จำนวน 17 ราย ล่าสุด ได้มีผู้เสียหายรายสำคัญที่ตกเป็นเหยื่อออกมาเผยถึงการต่อสู้คดีนานกว่า 10 ปี คือ นางสาลิกา คนฉลาด อายุ 69 ปี อยู่บ้านเลขที่ 40 หมู่ 7 บ้านเหล่าภูมี ต.หนองญาติ อ.เมือง จ.นครพนม ซึ่งเปิดเผยว่า เมื่อปี 2552 ตนได้นำโฉนดที่ดิน จำนวน 3 แปลง ไปทำสัญญาจำนองกับนายทุนคนดังกล่าว เพราะต้องการเงินไปใช้จ่ายให้ลูกสาวกับลูกเขยไปทำงานต่างประเทศ เป็นเงินจำนวน 5.8 แสนบาท แต่รับจริง 5.2 แสนบาท เพราะถูกหักดอกเบี้ยล่วงหน้า รวมกับค่าดำเนินการเป็นเงินจำนวน 60,000 บาท แต่พอจะรับเงินจริง กลับให้ทำสัญญาเพิ่ม เป็นสัญญาค้ำประกันอีก 8.7 แสนบาท โดยตกลงกันว่าทำเป็นสัญญาค้ำประกันไว้เพื่อความสบายใจ ตนยอมเพราะอยากได้เงิน

"ต่อมาเกิดปัญหา เนื่องจากลูกเขยกับลูกสาวถูกส่งตัวกลับ ไม่มีงานทำจึงขาดผ่อนชำระหลายเดือน จึงพากันไปทำเรื่องกู้เงินกับกองทุนหมุนเวียนเพื่อการกู้ยืมแก่เกษตรกรและผู้ยากจน (อชก.) มาแก้ไขปัญหา แต่สุดท้ายไม่คาดคิดว่า นายทุนจะใช้วิธีการเพิ่มยอดหนี้จากวงเงิน 5.8 แสนบาท ให้ชำระทั้งหมด จำนวน 1.4 ล้านบาท เนื่องจากได้เอาสัญญาค้ำประกันมารวมกับสัญญากู้ยืมจริงด้วย จึงไม่สามารถที่จะชำระได้ เพราะถือว่าถูกโกง ทางนายทุนจึงได้ยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดนครพนม เป็นวงเงินรวมถึง 1.9 ล้านบาท จึงมีการต่อสู้คดีถึงปี 2554 ถึงศาลฏีกา ปรากฏว่าชนะคดี ศาลให้จ่ายตามความเป็นจริง จึงได้กู้เงิน อชก.มาชดใช้เรียบร้อย"

นางสาลิกา กล่าวอีกว่า เมื่อเห็นว่าเป็นช่องทางที่จะเอาผิดนายทุนคนดังกล่าวได้ และเป็นการช่วยเหลือชาวบ้านอีกหลายรายที่ตกเป็นเหยื่อ จึงได้ฮึดสู้ เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองนครพนม เพื่อเอาผิดในข้อหาเบิกความเท็จ แต่ทางตำรวจและพนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้อง จึงต้องจ้างทนายดำเนินการฟ้องเอง เป็นคดีดำเลขที่ 198/2559 และคดีแดงที่ 2776/2559 โดยศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2559 ให้ตัวนายทุนและลูกน้องที่เป็นพยานเท็จให้ ต้องโทษจำคุก 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 177 นายทุนได้ขอยื่นอุทธรณ์ และศาลนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในวันที่ 30 พฤษภาคม 2560 นี้ ซึ่งต้องรอดูว่านายทุนคนนี้จะติดคุกหรือไม่

ขณะเดียวกัน ทางด้าน พล.ต.ต.สุวิชาญ ญาณกิตติกุล ผบก.ภ. ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเกี่ยวข้อง เร่งสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป พร้อมเสนอไปยัง ปปง. เข้ามาตรวจสอบดำเนินการเอาผิด หากเข้าข่ายการฟอกเงิน ทั้งนี้ จะต้องมีการตรวจสอบเป็นรายไป เพราะบางรายเป็นการกู้ยืมในสัญญาที่ถูกต้อง จะต้องมีการชำระหนี้ตามกฎหมาย ส่วนที่ผิดกฎหมายจะต้องแยกดำเนินการ ซึ่งยืนยันว่าตำรวจทำหน้าที่ตรงไปตรงมา และให้ความเป็นธรรมทั้ง 2 ฝ่าย พร้อมฝากไปยังพี่น้องประชาชนที่มีปัญหา ได้รับความเดือดร้อน ให้รีบตรวจสอบเอกสารหลักฐาน และเข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทันที.