วันเสาร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

โจรเรียกค่าไถ่ออนไลน์

ก็เป็น ปรากฏการณ์ช็อกโลก ใน ยุค Internet of Things เมื่อเกิด “โจรเรียกค่าไถ่ออนไลน์” ที่เรียกตัวเองว่า “เดอะ ชาโดว์ โบรกเกอร์” The Shadow Brokers ปล่อย “มัลแวร์” หรือ “ซอฟต์แวร์ผู้ร้าย” ที่ชื่อ “วันนาคราย” WannaCry แปลว่า “อยากร้องไห้” ออกเรียกค่าไถ่จากเจ้าของคอมพิวเตอร์ทั่วโลก เพียงไม่กี่วัน ก็มีคอมพิวเตอร์กว่า 3 แสนเครื่อง จาก 150 ประเทศทั่วโลก ถูกมัลแวร์ เรียกค่าไถ่ตัวนี้เจาะเข้าสู่ระบบ

เหยื่อล่าสุดที่โดนเรียกค่าไถ่คือ วอลท์ ดิสนีย์ บริษัทภาพยนตร์ยักษ์ใหญ่ฮอลลีวูด กลุ่มแฮกเกอร์ ขู่จะนำภาพยนตร์ยอดนิยม “ไพเรทออฟ เดอะ แคริบเบียน” ตอน “เดด แมน เทล โน เทลส์” ที่กำหนดฉายครั้งแรกวันที่ 25 พฤษภาคมนี้ ออกฉายทางออนไลน์ ก็ต้องดูกันต่อไป ว่าจะเรียกค่าไถ่สำเร็จหรือไม่

ยิ่งน่าตกใจ เมื่อ แฮกเกอร์ชาโดว์ โบรกเกอร์ ได้ออกแถลงการณ์ออนไลน์เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาว่า จะเริ่มขายมัลแวร์เรียกค่าไถ่ WannaCry ในเดือนมิถุนายนนี้ ซึ่งสามารถเข้าถึง ข้อมูลลับทางการค้า จำนวนมหาศาลในวงการเทคโนโลยีโลก และยังอาจจะเสนอ ขาย เครื่องมือเจาะเว็บเบราเซอร์ เราเตอร์เครือข่ายโทรศัพท์ ไปจนถึง ระบบปฏิบัติการวินโดวส์ 10 เวอร์ชั่นใหม่ ของไมโครซอฟท์ด้วย

ฟังแล้วขนลุก ผมเชื่อว่ามีโจรและผู้ก่อการร้ายอยากซื้อแน่นอน

วิบัติภัยในโลกไซเบอร์ครั้งนี้ ต้องโทษสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ NSA องค์กรข่าวกรองของรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งไป เจาะช่องโหว่ ของ ซอฟต์แวร์ระบบปฏิบัติการของวินโดวส์ ของ ไมโครซอฟท์ เพื่อ หวังผลในการสอดแนม และถูกกลุ่มแฮกเกอร์ ชาโดว์ โบรกเกอร์ นำไปสร้างเป็นมัลแวร์เรียกค่าไถ่

ล่าสุด นายแบรด สมิธ ประธานบริษัท ไมโครซอฟท์ เจ้าของซอฟต์แวร์วินโดวส์ ได้ออกมาประณาม NSA หน่วยข่าวกรองของรัฐบาลสหรัฐฯว่า ได้เก็บข้อมูลช่องโหว่ในซอฟต์แวร์ต่างๆไว้ เพื่อประโยชน์ในการสอดแนม แทนที่จะนำมาเปิดเผย เพื่อช่วยให้การรักษาความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ดีขึ้น ประธานไมโครซอฟท์ยอมรับว่า โจรเรียกค่าไถ่ออนไลน์ ได้ใช้ประโยชน์จาก โค้ดหรือรหัสลับ สำหรับ เจาะช่องโหว่ของระบบปฏิบัติการวินโดวส์ ที่ สำนักงานความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ NSA (National Security Agency) ทำรั่วไหลออกมาในโลกออนไลน์เมื่อเดือนเมษายนนี้ โจมตีเรียกค่าไถ่จากเจ้าของคอมพิวเตอร์ทั่วโลก

ที่ฟังแล้วน่ากลัวขึ้นไปอีก เมื่อมีข่าวล่าสุดระบุว่า กลุ่มโจรเรียกค่าไถ่ ออนไลน์ ได้พัฒนามัลแวร์เรียกค่าไถ่ WannaCry Ransomware หรือ Wanna CryptOr ออกไปอีก 4 สายพันธุ์คือ Darkorder CryptOr, Aron WannaCryptOr 2.0, Wanna Crypt V2.5 และ WannaCrypt 4.0 คาดว่าจะมีการปล่อยออกมาเรียกค่าไถ่ในอีกไม่นานจากนี้ ถ้าไม่เร่งสร้างระบบป้องกันตัวเองไว้ก่อน

ข้อมูลจาก หน่วยข่าวไซเบอร์อังกฤษ ที่เกาะติดโจรเรียกค่าไถ่ออนไลน์กลุ่มนี้ระบุว่า มีผู้เสียหายที่ยอมจ่ายค่าไถ่ไปแล้วประมาณ 50,000 ดอลลาร์เท่านั้น จากการเรียกค่าไถ่ครั้งละ 300 ดอลลาร์ แต่ต้องจ่ายเป็น “บิตคอยน์” โดยให้เวลา 3 วัน ถ้าไม่จ่ายจะเพิ่มค่าไถ่เป็นเท่าตัว และขู่ว่าหากเกิน 7 วัน จะไม่มีวันไถ่ถอนข้อมูลกลับมาได้อีกเลย

บิตคอยน์ (Bitcoin) เป็น เงินสกุลดิจิทัล ที่กำลังมาแรงในโลกไซเบอร์วันนี้ จากข้อมูลการซื้อขายบิตคอยน์แบบเรียลไทม์ในประเทศไทยเมื่อเย็นวันพุธ ราคาซื้อขายอยู่ที่ 64,900 กว่าบาทต่อ 1 บิตคอยน์ แต่ อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 66,289.76 บาทต่อ 1 บิตคอยน์ เพราะบิตคอยน์ในโลกไซเบอร์มีจำนวนจำกัด ราคาจึงแพงขึ้นไปเรื่อยๆ

การที่ โจรเรียกค่าไถ่ออนไลน์ ต้องการ เงินสกุลบิตคอยน์ ก็เพื่อ ไม่ให้ใครติดตามตัวได้ เพราะ ไม่มีการระบุตัวตนของผู้รับเงินและผู้จ่ายเงิน แต่ทำธุรกรรมผ่าน Block chain ซึ่งผมเคยเขียนเล่าในคอลัมน์นี้ไปแล้ว

โลกของเราวันนี้เข้าสู่ “ยุคดิจิทัล” แล้ว โทรศัพท์มือถือก็เป็นดิจิทัล ทุกคนจึงมีความเสี่ยงเท่ากัน ทางที่ดีที่สุดก็คือ การป้องกันตนเองในเบื้องต้น ด้วยการ กระจายการเก็บข้อมูลสำคัญ เพราะขนาดบริษัท เจ้าของซอฟต์แวร์เองก็ยังป้องกันตัวเองไม่ได้.

“ลม เปลี่ยนทิศ”