บริการข่าวไทยรัฐ

ปรากฏการณ์ "โคเรียคิง" พิษตามแห่ Social Media หรือโฆษณาเกินจริง?

กระแสวิพากษ์วิจารณ์กรณี “กระทะโคเรียคิง” ที่กำลังโด่งดังขณะนี้ แท้ที่จริงแล้วมาจากการโพสต์ตั้งคำถามในเครือข่าย Facebook ลุกลามจนเป็นประเด็นในสื่อมวลชนทุกแขนง จนกระทั่งนำไปสู่คำสั่งของคณะกรรมการขายตรงและตลาดแบบตรง สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ให้ยุติการโฆษณาตั้งแต่วันนี้ (17 พฤษภาคม) เป็นต้นไป

ต้นเรื่องมาจากว่ามีคนไปพบว่ากระทะยี่ห้อเดียวกัน รุ่นเดียวกัน วางจำหน่ายอยู่ในประเทศสิงคโปร์ ในราคาเพียงใบละ 600 บาท ในขณะที่ในประเทศไทยมีการโฆษณาขายตรงทางโทรทัศน์ที่มีพรีเซนเตอร์เป็นพิธีกรชื่อดังในราคาเฉลี่ยใบละ 1,650 บาท จากราคาที่ตั้งไว้ถึงใบละ 18,000 บาท หรือแม้ว่าจะหักลบราคาตะหลิวที่แถมฟรี มูลค่า 900 บาทแล้ว ก็ยังมีราคาอยู่ที่ใบละ 1,200 บาทอยู่ดี เท่ากับมีราคาถูกกว่าที่จำหน่ายในประเทศสิงคโปร์ถึง 2 เท่า

จึงเกิดคำถามกันโดยทั่วไปว่า การโฆษณาขายสินค้าในลักษณะนี้ เป็นการหลอกลวงผู้บริโภคด้วยการโฆษณาเกินจริงจากพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 หรือไม่

ซึ่งในประเด็นนี้ คณะกรรมการขายตรงฯ สคบ. พิจารณาแล้วเห็นว่า โฆษณามีลักษณะจูงใจ เช่น การใช้คำว่า กระทะ "Korea King" มีความลื่นไหลกว่า 300% หรือ 3 เท่า เคลือบ 8 ชั้น หรือกำหนดเงื่อนไขให้ได้โปรโมชั่น สิ่งเหล่านี้ ถือว่ามีลักษณะจูงใจต่อผู้บริโภค โดยการโฆษณาต้องสามารถพิสูจน์ได้ แต่สำหรับกรณีนี้ถือว่า ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ 

นอกจากนี้ ยังพบอีกว่าในการโฆษณาดังกล่าว ยังไม่มีการอ้างอิงที่มาของราคาที่จำหน่าย 15,000 และ 18,000 บาท ถือว่าเป็นการโฆษณาที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นไปตามนั้น และถือเป็นการโฆษณาไม่เป็นธรรม Fake Original Price หรือการปลอมราคาจริง

อย่างไรก็ตาม ในประเด็นการตั้งราคาเกินจริงนั้น ได้มีข้อสังเกตจากนักการตลาดบางคนว่า การโฆษณาแบบที่กระทะโคเรียคิงดำเนินการอยู่นั้น ไม่ได้มีความแตกต่างไปจากการโฆษณาขายตรงสินค้าทางสถานีโทรทัศน์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นในระบบดิจิทัลฟรีทีวี หรือระบบดาวเทียม และเคเบิลทีวี (ทีวีแบบบอกรับเป็นสมาชิก) ที่มีการตั้งราคาขายไว้สูงๆ แล้วค่อยๆ ลดราคาลงมาสำหรับคนที่โทรศัพท์ไปสั่งในทันทีที่ดูรายการโฆษณาสินค้า

ขณะเดียวกัน การซื้อขายสินค้าประเภทที่ไม่ได้เป็นสินค้าที่มีการควบคุมราคา การตั้งราคาขายเบื้องต้น และราคาขายจริงที่แตกต่างกันมากๆ ก็เป็นไปตามกลไกการตลาดและความพึงพอใจของผู้บริโภค อีกทั้งหากราคาขายในประเทศไทยกับในประเทศสิงคโปร์แตกต่างกันถึงครึ่งต่อครึ่งขนาดนี้จริง เหตุใดจึงไม่มีใครหิ้วกระทะรุ่นนี้เข้ามาขายเพื่อทำกำไรเช่นเดียวกับสินค้นประเภทอื่นๆ ที่มีการ “พรีออเดอร์” และ “หิ้ว” เข้ามาจำหน่ายกันเป็นว่าเล่น

จึงนำไปสู่คำถามว่า กระแสวิพากษ์วิจารณ์จนกระทั่งนำไปสู่การตื่นตัวของ สคบ. และหน่วยงานรัฐต่างๆ นั้น เป็นเพราะกระแสของการ “ตามแห่” จากใน Social Media หรือเป็นเพราะบริษัทตัวแทนจำหน่ายกระทะโคเรียคิงกระทำการโฆษณาเกินจริงจนเข้าข่ายละเมิดกฎหมายจริง และเหตุใดจึงไม่มีการดำเนินการกับสินค้าอื่นๆ ที่ใช้กลยุทธ์การตลาด และการโฆษณาแบบที่โคเรียคิงทำอยู่ก่อนหน้านี้

ทั้งนี้ คำสั่งของ สคบ.ในวันนี้ ยังเป็นเพียงการห้ามการโฆษณาในแบบที่เคยทำเท่านั้น ไม่ได้เป็นการห้ามจำหน่ายสินค้าชนิดนี้ ในราคาที่ขายกันอยู่แต่อย่างใด เพราะยังไม่ได้มีการพิสูจน์ว่า สินค้าไม่ได้ผลิตด้วยวัสดุตามที่โฆษณาไว้หรือไม่ อย่างไร ขณะที่ ทางบริษัทผู้แทนจำหน่ายยังคงมีสิทธิ์ที่จะอุทธรณ์คำสั่งของคณะกรรมการขายตรงฯ ต่อคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคได้ รวมทั้งยังมีสิทธิ์ฟ้องร้องต่อศาลปกครองต่อไปได้ หากเห็นว่า สคบ.ออกคำสั่งทางปกครองที่ไม่เป็นธรรมต่อทางบริษัท

สำหรับในประเด็นเรื่องวัสดุที่นำมาใช้ในการผลิตกระทะที่ต้องรอการพิสูจน์ต่อไปว่าเป็นไปตามที่มีการโฆษณาจริงหรือไม่นั้น ก็น่าสนใจตรงที่มีนักวิชาการที่ขยันแสดงความคิดเห็นกับเรื่องต่างๆ ใน Social Media ออกมาตั้งวงพิสูจน์กันยกใหญ่ เพราะรู้ดีว่าจะมีสื่อกลุ่มหนึ่งที่ไม่ขยันหาแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ และเชี่ยวชาญในเรื่องนี้จริงๆ ตามแห่ไปสัมภาษณ์เพื่อเพิ่มความดังให้กับนักวิชาการกลุ่มนี้

เป็นการอาศัยช่องว่างที่หน่วยราชการไทยมักจะมีปฏิกิริยาต่อเรื่องแบบนี้ ค่อนข้างช้า โดยอ้างระเบียบราชการที่ไม่จำเป็นต่างๆ มากมาย จนทำให้เกิดการฉวยโอกาสของคนที่ต้องการทำตัวเองให้เป็นที่รู้จักโดยอาศัยความมักง่ายของสื่อมวลชนบางส่วน เพื่อสร้างมูลค่าของตัวเองในด้านอื่นๆ ต่อไป

ปรากฏการณ์เรื่องกระทะโคเรียคิง จึงเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของกระแสการวิพากษ์วิจารณ์ที่มีต้นกำเนิดมาจาก Social Media ซึ่งน่าจะเป็นกรณีศึกษาให้แก่บริษัทเอกชนที่ทำธุรกิจขายสินค้าและบริการ ซึ่งเกี่ยวข้องกับผู้บริโภคโดยตรง เพื่อที่รองรับกับภาวะวิกฤติอันอาจเกิดจาก Social Media ในอนาคต

ขณะที่ ผู้บริโภคทั้งหลาย ก็ต้องบริโภคข่าวสารจากทั้งใน Social Media และสื่อมวลชนต่างๆ อย่างมีสติ เพราะโลกของข้อมูลข่าวสารในวันนี้ “สิ่งที่เราเห็น อาจจะไม่ใช่สิ่งที่เป็น” เสมอไป...

ชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี
www.twitter.com/chavarong