วันจันทร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

จากนามธรรมสู่รูปธรรม

อดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ออกมาแสดงความคิดเห็นทางการเมืองอีกครั้ง เนื่องในโอกาสวันเกิดครบ 85 ปี มีการแจกหนังสือเรื่องการสร้างความปรองดองระบุว่า มูลเหตุที่แท้จริงของความแตกแยก มาจากปัญหาการเมืองไม่เป็นประชาธิปไตย ปัญหาการเมืองมีปัญหาเดียวคือระบอบเผด็จการ ส่วนการปรองดองต้องทำให้อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน

อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตผู้นำกองทัพ กล่าวว่า หลักการปกครองในปัจจุบัน คงหนีไม่พ้นระบอบประชาธิปไตย คืออำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน ต้องถือว่าเป็นทหารผู้ยึดมั่นและเชื่อมั่นในประชาธิปไตย และคัดค้านระบอบเผด็จการมาโดยตลอด เคยสละตำแหน่งผู้นำกองทัพ ออกมาตั้งพรรค การเมืองเพื่อต่อสู้ในระบบรัฐสภา และประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนสิงหาคม 2559 พล.อ.ชวลิต เคยให้สัมภาษณ์ทีมข่าวการเมืองหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ บางตอนความว่า “ผู้ที่คิดแบบผู้มีอำนาจในกองทัพตอนนี้ คิดเหมือนกับผู้มีอำนาจในอดีต ทำให้ประเทศ ไทยไม่สามารถแก้ปัญหา คือระบอบการปกครองแบบเผด็จการให้หมดสิ้นไปได้” และอีกตอนหนึ่งว่า ทหารชอบพูดว่าเข้ามาบริหารประเทศ เพื่อป้องกันนักการเมืองคดโกง

พล.อ.ชวลิต วิจารณ์รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่า “ขณะนี้รัฐบาลปกครองด้วยความหวาดระแวงหรือไม่ เช่นเปิดช่องให้มี ส.ว. 250 คนอยู่ในมือ เพื่อเปิดทางให้มีนายกรัฐมนตรีคนนอกได้” ใช้โมเดลไม่เอามวลชน แต่กำลังใช้อำนาจปูทางขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี คสช.ยังเข้าใจผิด ที่ใช้อำนาจทำให้ประชาชนอยู่ในแถวแนวทางนี้ไม่สามารถนำประเทศสู่ความสำเร็จ

พรรคความหวังใหม่ ซึ่ง พล.อ.ชวลิตจัดตั้งขึ้น ก่อนการเลือกตั้งใหญ่ 2535 ได้นำเอาคำขวัญของกองทัพไปใช้ ในการหาเสียงเลือกตั้งเป็นครั้งแรก นั่นก็คือคำขวัญที่ว่า “ประเทศมั่นคง ประชาชนมั่งคั่ง” คสช. ก็ยังใช้คำขวัญลักษณะนี้อยู่ พล.อ.ชวลิตก็ยังชูธงประชาธิปไตย ตามหลักการ “อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน” ซึ่งค่อนข้างเป็นนามธรรมที่จับต้องได้ยาก

พล.อ.ชวลิตยืนยันว่า ทางออกของประเทศ ต้องสร้างประชาธิปไตย ยึดหลักอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน กระจายอำนาจให้ประชาชนใช้อำนาจ เพื่อประโยชน์ของประชาชน คล้ายกับคำประกาศของประธานาธิบดีลินคอห์น ผู้ยิ่งใหญ่ของสหรัฐ อเมริกา ที่ให้นิยามประชาธิปไตยสั้นๆว่า “การปกครองของประชาชน โดยประชาชนและเพื่อประชาชน”

แต่ปัญหาที่ท้าทายที่สุดก็คือ ทำอย่างไรจึงจะสามารถแปรเปลี่ยนคำขวัญหรูๆ เช่น “อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน” ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญไทยทุกฉบับจากความเป็นนามธรรมให้เป็นรูปธรรม ที่สามารถจับต้องได้ และเป็นของจริงในการปกครองประเทศ ไม่ใช่เป็นเพียงคำขวัญหรูๆ เพื่อปลอบใจประชาชน แต่อำนาจอธิปไตยเป็นของอื่น.