บริการข่าวไทยรัฐ

กระตุกกลไกสมอง กระตุ้นคลังสมองชาติ

ศ.นพ.ประเวศ วะสี

“การที่รองนายกรัฐมนตรี สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ให้นโยบายให้สภาพัฒน์สร้างกลไกสมองของประเทศ ต้องถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุดเพราะประเทศไทยเต็มไปด้วยโครงสร้างอำนาจ แต่ขาดโครงสร้างทางสมอง ทำให้ไม่สามารถเผชิญวิกฤตการณ์ของความซับซ้อนได้”

ศ.นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส บอกว่า เมื่อจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ตั้งสภาวิจัยแห่งชาติ เมื่อ พ.ศ.2502 ใช้คำว่า “เพื่อให้เป็นสมองของชาติ” แต่ก็ไม่ได้เป็น เพราะไม่มีใครช่วยคิดว่าการที่จะเป็นสมองของชาตินั้นเป็นอย่างไร เรามีมหาวิทยาลัยจำนวนมาก แต่มหาวิทยาลัยก็ทำหน้าที่สอนหนังสือเป็นส่วนใหญ่ไม่สามารถเป็นสมองของชาติได้

ในแผ่นดินจีนในยุคซุนชิวและจ้านกั๋ว ซึ่งกินเวลากว่า 500 ปี เต็มไปด้วยการต่อสู้ระหว่างรัฐต่างๆ เจ้าผู้ครองรัฐคืออำนาจ สิ่งที่เจ้าผู้ครองรัฐแสวงหามากที่สุดคือที่ปรึกษาที่ฉลาดปราดเปรื่อง ถ้ารัฐใดปราศจากที่ปรึกษาที่ฉลาดก็จะสูญสลายไป ที่ปรึกษาคือกลไกทางสมองของรัฐ นี่เป็นเหตุว่าทำไมเล่าปี่จึงไปหาขงเบ้งถึง 3 ครั้ง เพื่อเชิญมาเป็นที่ปรึกษา ท่ามกลางความไม่พอใจของนักรบร่วมสาบาน 2 คน คือ กวนอูและเตียวหุย

ที่ปรึกษาคือนักคิดที่รอบรู้และฉลาดปราดเปรื่อง มีความเป็นอิสระ ไม่ขึ้นกับการสั่งซ้ายหันขวาหันโดยผู้มีอำนาจ แต่สามารถชี้นำการตัดสินใจให้ผู้มีอำนาจได้ ผู้มีอำนาจจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ได้ ถ้าผู้มีอำนาจตัดสินใจผิดย่อมนำไปสู่ความพ่ายแพ้ หรือความล่มสลายขององค์กร

“กลไกทางสมองไม่ใช่เอาการวิจัยเป็นตัวตั้ง เพราะการวิจัยมักจะสร้างความรู้แยกย่อยเป็นส่วนๆ แต่กลไกสมองต้องเป็นการคิดที่มาจากฐานการรอบรู้...การคิดจะต้องนำการวิจัย และใช้การวิจัยเป็นเครื่องมือจากการคิดไปสู่การปฏิบัติ มหาวิทยาลัยมีนักวิจัยแต่เกือบไม่มีนักคิดเลยจึงเป็นกลไกทางสมองไม่ได้”

ยกตัวอย่างว่าถ้ามหาวิทยาลัยตั้งสถาบันเพื่อประชาธิปไตย ถามว่าสถาบันนี้จะทำอะไร จะสอนรึก็มีคณะต่างๆทำหน้าที่สอน (ซึ่งไม่ค่อยได้ผลอะไร) อยู่แล้ว จะทำวิจัยก็ทำได้ทีละเรื่องสองเรื่องแล้วก็ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร แต่ถ้าสถาบันแห่งนี้เป็น “สำนักคิด”...เชิญนักคิดที่รอบรู้ และปราดเปรื่องมาช่วยกันคิด คงทำอะไรได้มาก

“สำนักคิดอาศัยความรู้ทั้งหมด ทั้งที่ได้จากการวิจัยหรือมิใช่และความรู้ในตนที่ได้มาจากประสบการณ์มาเป็นฐานคิด และจากการคิดจะทำให้รู้ว่าต้องการการวิจัยเรื่องอะไรอีก จึงจะเข้าใจเรื่องนี้ดีขึ้น การคิดนำไปสู่การตัดสินใจว่าจะทำหรือไม่ทำอะไร ทำอย่างไร และการทำนั้นจะได้ผลจะต้องวิจัยอะไรอีก”

“การคิด” จึงต้องนำ “การวิจัย”...กลุ่มนักคิดที่อิสระในเรื่องและระดับต่างๆ คือกลไกสมอง

คราวนี้ก็มาทำความเข้าใจกันก่อนว่า “กลไกสมองไม่ใช่ระบบราชการ” นั่นเพราะระบบราชการเป็นระบบควบคุม มีกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ คำสั่ง หลายแสนฉบับ ที่ใช้บังคับให้ปฏิบัติ มีบุคลากรจำนวนมหาศาลที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎ ระเบียบ โดยไม่มีความรู้ในเนื้อหาสาระของงาน หรือสภาวะและความต้องการของสังคมที่เปลี่ยนแปลงและมีความจำเพาะ

ระบบบริหารในระบบราชการจึงเป็นการบริหารกฎระเบียบเป็นส่วนใหญ่ ไม่ใช่การจัดการ (Management) ซึ่งมุ่งผลสัมฤทธิ์โดยต้องพัฒนาคนและสร้างความรู้

“ระบบราชการจึงขาดประสิทธิผลและประสิทธิภาพในการทำอะไรๆให้สำเร็จ และไม่สามารถพัฒนาคุณภาพคนและสร้างความรู้ใหม่ เนื่องจากเป็นโครงสร้างอำนาจที่เน้นการควบคุมดังกล่าว”

ศ.นพ. ประเวศ ย้ำว่า การผิดระเบียบเป็นเรื่องร้ายแรงในทางราชการ ข้าราชการจึงมีแรงจูงใจสูงที่จะทำตามระเบียบไปวันหนึ่งๆ ไม่อยากริเริ่มทำอะไรใหม่ๆ เพราะกลัวผิดระเบียบ ข้าราชการยังถือเป็นสิทธิที่จะได้รับเลื่อนไปดำรงตำแหน่งบริหารสูงขึ้นไป โดยไม่คำนึงถึงว่าจะมีความรู้ความสามารถเหมาะสมกับตำแหน่งนั้นๆหรือไม่

ซึ่งน่าจะเป็นสิทธิของประเทศชาติประชาชนมากกว่าที่จะได้ผู้มีความรู้ความสามารถเหมาะสมที่สุดมาดำรงตำแหน่ง

ระบบราชการมีโครงสร้างและทรัพยากรอันมหึมา แต่ไม่สามารถเป็นหน่วยสัมฤทธิศาสตร์ได้ และเปลี่ยนแปลงยาก โค่นล้มได้ยาก และไม่ควรคิดเชิงโค่นล้ม แต่ควรคิดเชิงมี “ตัวช่วย”

“ถ้ามีตัวช่วยที่เหมาะสม ระบบราชการสามารถใช้ทุนของตนให้เป็นประโยชน์ได้มาก ตัวช่วยต้องมีปัญญาและไม่ทำอะไรเพื่อตนเอง”

ตัวช่วยนี้อาจเรียกชื่อต่างๆกัน เช่น คณะทำงานยุทธศาสตร์ สำนักคิด กลุ่มคิด คลังสมอง ฯลฯ ซึ่งก็คือกลไกสมอง กลไกนี้ต้องเป็นอิสระ ไม่มีอำนาจ ถ้ามีอำนาจก็จะไม่คิด ควรสังเกตว่าในประเทศของเรา เมื่อตั้งองค์กรใหม่ๆขึ้น มักจะต้องการมีอำนาจ แล้วก็ไม่สำเร็จเพราะสิ่งที่ขาดแคลนไม่ใช่อำนาจ แต่คือ “ปัญญา”

เนื่องจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) เป็นหน่วยงานในระบบราชการ แต่ควรจะตั้งขึ้นโดยกฎหมายให้เป็นองค์กรอิสระ อาจเรียกว่า สถาบันคลังสมองแห่งชาติ

จุดเริ่มต้นที่สำคัญคือ แสวงหานักคิดที่รอบรู้ปราดเปรื่องที่สุด ที่ไม่ทำอะไรเพื่อตนเองให้ได้สัก 7-8 คน มาประกอบกันเป็นสำนักคิด เพื่อคิดเรื่องที่สำคัญๆของประเทศ...โดยที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สภาวิจัยฯ และ สกว. เป็นเลขานุการ เพื่อเป็นฐานข้อมูลและการสร้างความรู้ที่จำเป็น

กลไกสมองควรมีในทุกส่วนของประเทศ...ตามพื้นที่ เช่น ชุมชน ท้องถิ่น...ในองค์กร เช่น กระทรวง กรม มหาวิทยาลัย พรรคการเมือง ...ในเรื่องต่างๆ ที่สำคัญๆ เช่น กลุ่มวิจัยยุทธศาสตร์ชาติ กลุ่มยุทธศาสตร์อาหาร กลุ่มยุทธศาสตร์การท่องเที่ยว กลุ่มยุทธศาสตร์ปฏิรูปการศึกษา

สถาบันคลังสมองแห่งชาติที่สภาพัฒน์จะช่วยส่งเสริมให้เกิดกลไกสมองในพื้นที่ ในองค์กร และในเรื่องที่สำคัญต่างๆ และเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายคลังสมองของประเทศ เครือข่ายเหล่านี้จะเรียนรู้จากกันและกัน เสริมให้ปัญญาของชาติสมบูรณ์และแข็งแรงขึ้น

ผลจากการคิดของเครือข่ายคลังสมองของประเทศ นำไปสู่ความเข้าใจของสาธารณะ สู่ผู้ปฏิบัติในระดับต่างๆ และสู่ผู้กำหนดนโยบาย ปฏิสัมพันธ์ทางปัญญาระหว่าง “สาธารณะ”...“ผู้ปฏิบัติ”...“ผู้กำหนดนโยบาย” ที่มีเครือข่ายคลังสมองของชาติเป็นตัวช่วย จะทำให้เกิดสังคมอุดมปัญญา

“สังคมอุดมปัญญา” จึงจะเป็น “สังคมสันติสุข” ได้

อนึ่ง ภาคธุรกิจมีคนเก่งๆมากที่สุด มีทรัพยากรและมีความคล่องตัว รัฐบาลควรมีนโยบายชักชวนให้ภาคธุรกิจรวมตัวกันสร้าง เครือข่ายคลังสมองภาคธุรกิจเพื่อพัฒนาประเทศไทย โดยทำงานเช่นเดียวกับสถาบันคลังสมองแห่งชาติของสภาพัฒน์ ทั้งอิสระและโดยร่วมมือกัน

ที่เสนอมานี้เป็นความเห็นอย่างหนึ่ง ถ้า “ผู้รู้” ช่วยกันระดมความคิดในการสร้างคลังสมองของประเทศที่สามารถทำงานได้อย่างมีคุณภาพและยั่งยืน และรัฐบาลสนองตอบ ก็เป็นโอกาสของประเทศไทยที่จะมี “สมองของประเทศ” ที่เคยหวังไว้เมื่อตั้งสภาวิจัยแห่งชาติเมื่อ พ.ศ.2502

ทักท้วง ทวงถามถึงเรื่องนี้ก็เพราะว่า...วันเวลาผ่านมาถึงวันนี้เนิ่นนานมาเกือบ 60 ปี...ประเทศก็ยังออกจากสภาวะวิกฤติไม่ได้.