บริการข่าวไทยรัฐ

นายกฯ หวังเห็น ขรก.รุ่นใหม่ ซื่อสัตย์สุจริต คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม

นายกฯ คาดหวังให้นักบริหารรุ่นใหม่เปลี่ยนแปลง ตระหนักถึงความซื่อสัตย์สุจริต คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน สู่การปฏิรูปข้าราชการ 4.0 นำสู่การเปลี่ยนแปลงประเทศตามโรดแม็ป

เมื่อวันที่ 17 พ.ค. 60 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวมอบโอวาทแก่ข้าราชการที่สำเร็จจากโครงการพัฒนานักบริหารการเปลี่ยนแปลงรุ่นใหม่ พร้อมมอบประกาศนียบัตร และเข็มที่ระลึก แก่ข้าราชการที่สำเร็จจากโครงการพัฒนา นักบริหารการเปลี่ยนแปลงรุ่นใหม่ รุ่นที่ 9 จำนวน 39 คน โดยมี นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) คณะผู้บริหาร อาจารย์ ที่ปรึกษา และข้าราชการผู้สำเร็จโครงการเข้าร่วม

โดย นายกฯ กล่าวให้โอวาทตอนหนึ่งว่า ขอแสดงความยินดีกับข้าราชการรุ่นใหม่ เป็นบุคลากรที่มีคุณภาพของภาครัฐ และจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล รวมทั้งการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ และนำนโยบายของรัฐบาลไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างเสริมการพัฒนาความเจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืนให้แก่ประเทศชาติ และคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่พี่น้องประชาชน ทั้งนี้ ภาครัฐที่จะต้องบริหารงานโดยยึดหลักธรรมาภิบาล เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน และจะต้องปรับตัวในการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคมในยุคดิจิทัล รวมทั้งการเข้าสู่ยุคประเทศไทย 4.0 ซึ่งมุ่งเน้นการบูรณาการในการดำเนินการและบริหารจัดการ รวมทั้งด้านงบประมาณ การพัฒนาศักยภาพทุนมนุษย์การเพิ่มประสิทธิภาพงานและการบริการ การสร้างความโปร่งใส และสร้างให้ภาคราชการมีขีดสมรรถนะสูง มีระบบการบริหารงานที่ดีมีประสิทธิภาพ เป็นที่เชื่อถือ ศรัทธา และเป็นที่พึ่งของประชาชน และผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างแท้จริง

นายกฯ กล่าวต่อว่า การที่ทุกท่านได้ปฏิบัติงานจริง รวมถึงการทำงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ เป็นการนำร่องให้ทุกท่านได้เข้าใจระบบและบริบทการบริหารงานภาครัฐ ภาคเอกชน และกลไกการบริหารการเปลี่ยนแปลงในองค์กรต่างๆ ที่มีความแตกต่างกัน ในบางหน่วยงานที่ท่านอาจจะต้องทำงานร่วมกับฝ่ายข้าราชการการเมือง ภาคเอกชนและภาคประชาสังคม ขอให้นำหลักการประชารัฐซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนมาบูรณาการทำงานในเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อประสานการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนให้มีประสิทธิภาพ และเพื่อร่วมกันขับเคลื่อนระบบราชการ 4.0 ให้เป็นรูปธรรม ในการพัฒนาประเทศไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน จะต้องใช้ระยะเวลาและความอดทน โดยต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนอย่างเข้มแข็ง ความสำเร็จเหล่านี้เกิดขึ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความมุ่งมั่น ทุ่มเท เสียสละของทุกๆ ท่าน โดยคาดหวังให้นักบริหารการเปลี่ยนแปลงรุ่นใหม่ทุกคนนำความรู้ และประสบการณ์ต่างๆ ที่ได้รับการบ่มเพาะจากโครงการฯ ไปใช้พัฒนาปฏิบัติหน้าที่ที่รับผิดชอบในหน่วยงานของตนเองให้บรรลุผลสัมฤทธิ์ภารกิจภาครัฐตามเป้าหมาย และผลักดันการดำเนินนโยบายสาธารณะและบริการ ให้เกิดประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนอย่างเป็นธรรมและทั่วถึง พร้อมทั้งขอให้ทุกคนตระหนักในเรื่อง "ความซื่อสัตย์สุจริต" และ "คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน" อยู่เสมอ และปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยหลักธรรมาภิบาล ทุ่มเท เสียสละ และอุทิศเวลาให้แก่ราชการอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ที่สำคัญ คือ ต้องหมั่นศึกษาหาความรู้ เพื่อพัฒนาตนเองและเรียนรู้เพิ่มเติมตลอดเวลาเพื่อให้เป็นผู้ที่รอบรู้ รู้จริง รู้กว้าง การสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ในภาคราชการ และเพื่อความก้าวหน้าในอาชีพ ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งในการนำพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จ อีกทั้งขอให้ทุกท่านได้น้อมนำแนวพระราชดำริหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และหลักการทรงงานมาเป็นแนวทางในการประพฤติปฏิบัติตน และปฏิบัติหน้าที่ราชการตามรอยเบื้องพระยุคลบาทต่อไป จากนั้นนายกฯ ได้ร่วมถ่ายรูปร่วมกับข้าราชการและผู้ร่วมงานครั้งนี้ รวมทั้งร่วมถ่ายเซลฟี่ด้วย

ต่อมา นายกฯ ได้ให้สัมภาษณ์ว่า ถือเป็นโอกาสดีที่ได้พบปะผู้จบหลักสูตรดังกล่าว จากการคัดเลือกข้าราชการรุ่นใหม่จากหน่วยงานต่างๆ ที่ผ่านมาก็มีการอบรมทั้งผู้ที่เป็นข้าราชการเก่า ตั้งแต่ระดับปลัดกระทรวงลงมา เป็นการอบรมเพื่อให้เป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง เพราะประเทศชาติต้องการเปลี่ยนแปลง โดยการมีหลักคิดที่ถูกต้อง มีการคิด วิเคราะห์ มีการทำงานอย่างบูรณาการ มีการจัดทำแผนงานอย่างบูรณาการ การใช้งบประมาณร่วมกัน การทำงานร่วมกันในระยะเวลาที่กำหนด ทุกอย่างคือโรดแม็ปในการเปลี่ยนแปลงประเทศ นายกฯ กล่าวว่า โดยเป็นสาระสำคัญในการปฏิรูปที่ต้องนำพาโดยรัฐบาล ซึ่งข้าราชการทั้งส่วนกลาง ภูมิภาค ท้องถิ่น ต้องพัฒนาไปเป็นข้าราชการ 4.0 ต้องเดินไปทีละขั้น เพราะไปไม่ได้ง่ายๆ ในส่วนภาคเอกชนเองก็ต้องทำ ส่ิงสำคัญที่สุดคือการพัฒนาคน พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพราะเรามีความคิดพื้นฐานที่แตกต่างกัน ซึ่งเป็นเรื่องของทุกรัฐบาล ที่ต้องแก้ปัญหาเหล่านี้ให้ได้ ตนทำได้ระดับหนึ่ง วันหน้าก็ต้องทำต่อไปเรื่อยๆ แล้วก็จะเป็นประเทศชาติที่มีความก้าวหน้า พ้นจากประเทศที่กำลังพัฒนาไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งต้องพัฒนาให้สูงสุดเพื่อเราจะได้อยู่ได้ในสังคมโลกวันนี้