บริการข่าวไทยรัฐ

ผู้นำจีนปลุกเส้นทางสายไหมใหม่

เมื่อ 14-15 พฤษภาคม ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ได้เชิญผู้นำ 29 ประเทศ รัฐมนตรีกว่า 100 คน นักธุรกิจระดับโลกอีกกว่าพันคน เข้าร่วมการประชุมระดับสูง “เวทีข้อริเริ่มเส้นทางสายไหมและเส้นทางสายไหมทางทะเลในศตวรรษที่ 21” ที่กรุงปักกิ่ง เชิญผู้นำอาเซียน เช่น โจโก วิโดโด อินโดนีเซีย ดูเตร์เต ฟิลิปปินส์ นาจิบ ราซัค มาเลเซีย อองซาน ซูจี เมียนมา สมเด็จฮุนเซน กัมพูชา แต่ไม่เชิญ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้นำไทย อ้างว่าเชิญไปร่วมประชุม BRICS Summit ครั้งที่ 9 แทน

เป็นข้ออ้างว่าไม่สมเหตุสมผล เพราะการประชุม เส้นทางสายไหมใหม่ สำคัญกว่า BRICS เยอะ ไม่งั้น ผู้นำจีน จะเชิญ ผู้นำถึง 29 ประเทศ รัฐมนตรีกว่า 100 คน นักธุรกิจใหญ่อีกกว่าพันคน เข้าร่วมประชุมทำไม

การประชุมใหญ่ เส้นทางสายไหมแห่งศตวรรษที่ 21 ของ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ครั้งนี้ วิเคราะห์กันว่า เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจการลงทุนในประเทศจีนที่กำลังอ่อนล้า และ เพิ่มการลงทุนตามเส้นทางสายไหม เพราะผู้นำจีนเริ่มโครงการนี้มาตั้งแต่ปี 2013 เมื่อ 4 ปีที่แล้ว แต่เพิ่งมาจัดประชุมใหญ่ในเดือนพฤษภาคม 2017 ซึ่ง นสพ.ไฟแนนเชียล ไทม์ ระบุว่า “ยอดส่งออกการลงทุน” ใน เส้นทางสายไหมใหม่ One Belt One Road กำลังลดลงต่อเนื่อง ปี 2016 ลดลง 2% ปี 2017 ลดลงไปแล้วถึง 18% จึงต้องออกแรงกระตุ้น

ข้อมูลที่ผมคิดว่า รัฐบาลไทยควรให้ความสนใจอย่างยิ่ง ก็คือ จีนข้ามไทยไปลงทุนเส้นทางสายไหมใหม่ในสิงคโปร์มากที่สุด เพราะ เส้นทางสายไหมทางทะเล มี ช่องแคบมะละกา เป็นจุดเชื่อมที่สำคัญ แต่จีนกลับให้ไทยลงทุนรถไฟความเร็วสูง เพื่อเชื่อมเส้นทางสายไหมลงสู่ สิงคโปร์ แถมยัง ให้ไทยลงทุนฝ่ายเดียว แต่จีนได้กำไรไปเต็มๆ

เส้นทางสายไหมทางทะเล มีจุดเริ่มต้นจาก มณฑลฟูเจี้ยน ผ่าน มณฑลกวางตุ้ง กวางสี เกาะไหหลำ ลงใต้ไปผ่าน ช่องแคบมะละกา ย้อนกลับไปผ่าน กรุงกัวลาลัมเปอร์ โกตาบาลู ไปยัง กรุงโคลอมโบ ศรีลังกา ผ่าน มหาสมุทรอินเดีย ไปยัง กรุงไนโรบี ในแอฟริกา แล้วข้าม ทะเลแดง ไปสู่ ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ไปสิ้นสุดที่ นครเวนิส ประเทศอิตาลี จึงไม่แปลกที่การประชุมระดับสูงเส้นทางสายไหมครั้งนี้ ผู้นำอิตาลี จึงเป็นผู้นำยุโรปเพียงคนเดียวที่ได้รับเชิญเข้าร่วม

เส้นทางสายไหมใหม่ หรือ เส้นทางสายไหมแห่งศตวรรษที่ 21 หรือ One Belt One Road เป็นเส้นทาง เชื่อมจีนกับ 64 ประเทศทั่วโลก ครอบคลุมประชากรโลก 4,500 ล้านคน หรือ 62% มีจีดีพีรวมกัน 23 ล้านล้านดอลลาร์ คิดเป็น 1 ใน 3 ของโลก แต่วันนี้คงไม่ถึงแล้ว เพราะ ผู้นำอินเดียประกาศบอยคอตการประชุมครั้งนี้ เพราะไม่พอใจที่จีนจะสร้างเส้นทางสายไหมผ่าน แคว้นแคชเมียร์ ของอินเดียในพื้นที่ที่ปากีสถานยึดครอง

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กล่าวเปิดการประชุมว่า โครงการเส้นทางสายไหมใหม่นี้ ไม่ใช่การพยายามแผ่อิทธิพลของจีน ไม่ใช่การก้าวตามรอยเท้าเก่าๆ แต่เป็นการสร้างแพลตฟอร์มใหม่ของความร่วมมือที่เปิดกว้าง สนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจโลกที่เปิดกว้าง จีนต้องการสร้างระบบการค้าและการลงทุนที่ยุติธรรม สมเหตุสมผล และโปร่งใส จีนเต็มใจที่จะแบ่งปันประสบการณ์การพัฒนาต่อทุกประเทศ และจะไม่แทรกแซงกิจการในประเทศของประเทศอื่น

เส้นทางสายไหมใหม่ เป็นการ ฟื้นฟูเส้นทางสายไหมเดิม ที่เป็นเส้นทางการค้าโบราณของจีน แต่ขยายการเชื่อมต่อทั้ง ทางบก ทางทะเล กับ เอเชีย แอฟริกา ยุโรป ผ่านการลงทุนก่อสร้าง ท่าเรือ ทางรถไฟ ถนน นิคมอุตสาหกรรม ตลอดทางที่เส้นทางสายไหมใหม่พาดผ่าน เพื่อเข้าถึงเศรษฐกิจแหล่งใหม่และพลังงานใหม่ที่จีนต้องการ

แม้ ผู้นำจีน จะบอกว่า นี่ไม่ใช่การแผ่ขยายอิทธิพล แต่ในความจริงก็เป็นการแผ่ขยายอิทธิพล ผมก็หวังว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะ “เดินนโยบายสายกลาง” เพื่อ รักษาสมดุลผลประโยชน์ของชาติ ให้มากที่สุด.

“ลม เปลี่ยนทิศ”