บริการข่าวไทยรัฐ

นายกฯ เมินยกชั้น 'บีอาร์เอ็น' ก่อการร้าย ชี้ต่างชาติจุ้นแก้ปัญหายาก

นายกฯ ปัดประกาศ "บีอาร์เอ็น" เป็นองค์กรก่อการร้าย ชี้ต่างชาติเข้ามาทำแก้ปัญหาไม่จบไม่สิ้น รับข้อเสนอ สปท.ยึดข้อกฎหมายดูสัญญาคิงเพาเวอร์ ย้ำแก้ปัญหามีนายกเทศมนตรี จ.ระนอง ซ้อน ย้ำต้องยึดตามคำสั่งศาลปกครอง

เมื่อวันที่ 16 พ.ค.60 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกรณีที่ฮิวแมนไรท์วอทช์ เสนอให้องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ประกาศให้กลุ่มแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายู (บีอาร์เอ็น) เป็นองค์กรก่อการร้าย เพื่อให้นานาประเทศได้เข้ามาเพิ่มแรงกดดัน ว่า รัฐบาลได้บังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่ในส่วนของการกระทำความผิด เพื่อป้องกันความรุนแรง แต่การจะเอาองค์กรต่างๆ เข้ามาในประเทศเป็นเรื่องไม่สมควร เพราะต่างประเทศอาจเข้าใจปัญหาของไทยไม่เพียงพอ ซึ่งจะทำให้สนับสนุนการแก้ไขปัญหา เหมือนกับที่ทำในประเทศอื่นและมีปัญหาตามมา ปัญหานี้มีหลายอย่างที่ซับซ้อนไม่ใช่เฉพาะการก่อเหตุความรุนแรง แต่ยังมีผลประโยชน์ทางธุรกิจ ยาเสพติด สินค้าหนีภาษี เพราะเมื่อในพื้นที่วุ่นวาย ผู้ก่อเหตุก็เคลื่อนไหวได้สะดวก

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า ขณะนี้รัฐบาลได้เพิ่มความเข้มงวดและประชาชนในพื้นที่ต่างเข้าใจในปัญหา พร้อมให้ความร่วมมือกับภาครัฐมากขึ้น แต่หากมีการให้เครดิตแก่ผู้ก่อเหตุมาก ก็จะเพิ่มแรงกดดันแก่ฝ่ายรัฐ เพราะองค์กรที่ก่อเหตุที่ยูเอ็นเอ่ยชื่อมานั้นมีอยู่แล้ว เพียงแต่เราไม่ได้ยกระดับ เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และแนวทางการแก้ไขปัญหาของประเทศในอาเซียน คือ จะไม่ก้าวก่ายซึ่งกันและกัน แต่พร้อมจะให้การสนับสนุน เช่นที่มาเลเซียให้การสนับสนุนการพูดคุยสันติสุข

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า สิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหา คือ แนวทางการพัฒนา โดยจะส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วม เพื่อให้เกิดความรักและปกป้องพื้นที่ของตัวเอง ซึ่งวันนี้ประชาชนในพื้นที่ต่างไม่เชื่อคำบิดเบือน แต่ยังมีความหวาดกลัว ดังนั้นมาตรการทางทหารและกฎหมายจึงต้องใช้อย่างระมัดระวัง อย่างไรก็ตามไม่อยากให้นักวิชาการนำเสนอมุมมองของปัญหาเพียงแค่ด้านเดียว เพราะการนำต่างชาติเข้ามาจะแก้ไขปัญหาไม่จบสิ้น เพราะปัญหาในพื้นที่นี้ไม่เหมือนที่อื่น

พล.อ.ประยุทธ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่กรรมาธิการด้านป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ สภาขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ(สปท.) เสนอให้รัฐบาลยกเลิกสัญญาเช่าพื้นที่ ให้บริการสินค้าปลอดอากรในท่าอากาศยานของบริษัทคิงเพาเวอร์ ว่า เมื่อ สปท.เสนอขึ้นมา ก็จะรับไว้พิจารณา แต่จะทำอย่างไรก็ต้องดูกฎหมายและหลักการให้ชัดเจน แต่ไม่ใช่เป็นเรื่องของใครสนิทสนมกับใคร หรือใครเป็นผู้มีอำนาจ การเขียนข่าวแบบนั้นถือว่าเลอะเทอะ โดยจะต้องใช้กฎหมายทั้งเรื่องของสัญญาและเรื่องอื่นๆ ก็จะต้องไปดู

"การจะบอกเลิกสัญญา ทำอย่างไรก็ต้องไปดูให้ดี เพราะที่ผ่านมาไม่ได้ทำในสมัยรัฐบาลนี้ เมื่อถึงรัฐบาลนี้บอกว่าจะยกเลิกสัญญาก็ต้องไปดูว่าทำได้หรือไม่ ว่ากันตามกลไกทางกฎหมายไม่ใช่ว่าจะเข้าข้างใคร" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ยังกล่าวถึงการแก้ปัญหาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) จ.ระนอง ที่มีนายกเทศมนตรี 2 คน ว่า กระทรวงมหาดไทยกำลังดำเนินการอยู่ และยังมีคำสั่งจากศาลปกครองเพื่อหาวิธีการให้สามารถบริหารงบประมาณได้ โดยจะต้องแก้ไขปัญหาให้ได้ตามคำสั่งของศาลปกครอง