วันศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

พ.ร.บ.ไซเบอร์

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ได้พิจารณาร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชน ที่มี พล.อ.อ.คณิต สุวรรณเนตร เป็นประธาน โดยรวมแล้วความหมายของกฎหมาย ฉบับนี้ เป็นมาตรการป้องกันและแก้ไขสถานการณ์ด้านภัยคุกคามทางโครงข่ายโทรคมนาคมการบริการดาวเทียม ระบบกิจการสาธารณูปโภคพื้นฐาน ระบบกิจการสาธารณะสำคัญ ไม่ให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ ความมั่นคงทางทหาร โดยคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (กปช.) จะมี นายกฯหรือรองนายกฯ ที่ได้รับมอบหมายเป็นประธานโดยตำแหน่ง

อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการชุดนี้ สามารถใช้อำนาจสั่งการไปยังหน่วยงานของรัฐ หรือหน่วยงานเอกชนให้แก้ไข ยกเลิก หรือยุติการกระทำที่เป็นภัยต่อความมั่นคงไซเบอร์ได้ทันที ถ้าหน่วยงานของรัฐไม่ปฏิบัติตามถือว่ากระทำผิดวินัย ในส่วนของภาคเอกชนถ้าไม่ยินยอมสามารถใช้ มาตรการทางคำสั่งศาล ให้ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดได้เช่นกัน นอกจากนี้ยังกำหนดโทษการฝ่าฝืน พ.ร.บ.ดังกล่าวทั้งจำและปรับไว้ด้วย

ถ้าพูดถึง กฎหมายคุมสื่อ แล้ว จะมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการควบคุมการทำหน้าที่ของสื่อครอบคลุมทุกสื่อทั้งสิ่งพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์และออนไลน์ ที่โดยปกติมี กฎหมายแพ่ง กฎหมายอาญา และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ควบคุมอยู่แล้ว เมื่อพิจารณาจากเนื้อหาในบทบัญญัติ ของ พ.ร.บ.ไซเบอร์ สามารถจะควบคุมไปถึงสื่อออนไลน์ต่างๆด้วยไม่ว่าจะเป็น เฟซบุ๊ก ยูทูบ ไลน์ หรือเว็บไซต์ต่างๆ

สิ่งที่จะต้องพึงระมัดระวังก็คือการออกกฎหมายต่างๆเพื่อใช้ในการ ควบคุมสื่อทุกประเภทไม่ว่าจะด้วยเจตนารมณ์ด้านความมั่นคงหรือปกป้องเศรษฐกิจและสังคมก็ตามจะต้องมองในส่วนที่เป็นผลกระทบบางประการเช่น เรื่องสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ดีไม่ดีจะเป็นการออกกฎหมายที่ขัดกับรัฐธรรมนูญเข้า ผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจและการนำข้อมูลไปใช้ในทางการเมืองหรืออาชญากรรมทางด้านเศรษฐกิจ

เหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ

การออกกฎหมายเพื่อใช้ในการควบคุมการนำเสนอข้อมูลข่าวสารก็เหมือนดาบสองคม หากจะใช้กฎหมายเข้าควบคุมทุกประเด็นก็จะกลายเป็นการผูกขาดอำนาจโดยรัฐ และจะกระทบกับความมั่นใจในการลงทุนในอนาคต

ที่ผ่านมาภาครัฐที่ดูแลความมั่นคงได้ตั้งหน่วยงานตรวจสอบหรือที่เรียกว่า ศูนย์ไซเบอร์เพื่อความมั่นคง ซึ่งอยู่ภายในการดูแลของ กองทัพ ขึ้นมา พร้อมๆกับศูนย์ตรวจสอบติดตามการกระทำผิดของกระทรวงดิจิทัลเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม หน่วยงานความมั่นคงของรัฐบางหน่วย เช่น ดีเอสไอ ก็มีเครื่องไม้เครื่องมือในการดักฟัง โดยอ้างว่าเป็นงานด้านความมั่นคง และมักจะไปเกี่ยวข้องกับการเมืองในบางสถานการณ์

การตรวจสอบหรือป้องกันยับยั้งการกระทำความผิดทางไซเบอร์ควรกำหนดรายละเอียดของความผิดให้ชัดเจน เช่น ความผิดตามมาตรา 112 หรืออาชญากรรม ถ้าเป็นเรื่องชาวบ้านหยุมหยิมไม่มีเจตนาจะก่อความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง หรือการนำเสนอข้อเท็จจริงของสื่อมวลชนก็ไม่ควรไม่แตะต้องเดี๋ยวจะถูกครหาว่าปิดหูปิดตาประชาชน.

หมัดเหล็ก
mudlek@thairath.co.th