วันอังคารที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

2 ปี คลอด ก.ม.อุ้มบุญ ไร้เงาทำในไทย ย้ายฐานปั๊มลูกประเทศเพื่อนบ้าน

หายไป 2 ปี ผุดขึ้นมาเป็นข่าวใหญ่อีกครั้ง เมื่อศุลกากรหนองคาย รวบหนุ่มวัย 25 ปี รับจ้างหิ้วถังไนโตรเจนภายในบรรจุหลอดใส่อสุจิ 6 หลอด ระบุชื่อผู้ให้บริการบริษัทหนึ่ง เป็นอสุจิของชาวจีน และชาวเวียดนาม ขณะกำลังจะเดินทางออกนอกประเทศ ที่ด่านพรมแดนสะพานมิตรภาพไทย–ลาว จ.หนองคาย เมื่อวันที่ 20 เม.ย. 60 ที่ผ่านมา



ทั้งนี้ จากการสอบสวนพบว่า มีการว่าจ้างจากนายยู ลูกครึ่งไทยญี่ปุ่น ไม่ทราบชื่อและนามสกุลจริง ให้มารับถังไนโตนเจนที่มีการบรรจุอสุจิ ไข่ และตัวอ่อนแช่แข็ง สลับสับเปลี่ยนกันไป ที่คลินิก 4 แห่งในกรุงเทพฯ แล้วนำข้ามไปยังนครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว  ไปยังคลินิกแห่งหนึ่งตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นมา รวม 12 ครั้ง และยังได้นำไปยังกรุงพนมเปญ กัมพูชา ทางด่านอรัญประเทศ ไปโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง และคลินิกไม่ทราบชื่อ โดยในปี 2559 รวม 13 ครั้ง แต่ละครั้งจะได้ค่าจ้าง 5,000 บาท

คำถามตามมาจากคดีนี้ ก็คือ “ทำไมต้องขนอสุจิจากไทยข้ามไปยังประเทศเพื่อนบ้าน!?”

หากแฟนๆ ไทยรัฐยังจำได้เมื่อครั้ง “คดีอุ้มบุญ” โด่งดังขึ้นมาเมื่อ 2 ปีก่อน ไม่ว่าจะเป็นเคสของน้องแกรมมี่ ซึ่งเป็นเด็กที่เกิดจากการอุ้มบุญโดยที่พ่อและแม่ชาวออสเตรเลียได้ว่าจ้างด้วยจำนวนเงิน 3.5 แสนบาทแก่หญิงสาวชาวไทย วัย 21 ปี ให้เป็นผู้รับอุ้มบุญเด็ก แต่สุดท้ายกลับทอดทิ้งให้อยู่กับผู้รับจ้างตั้งครรภ์ภายหลังจากที่ทราบว่าเด็กป่วยเป็นดาวน์ซินโดรม

หรืออย่างกรณีโด่งดังข้ามประเทศ เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารนำกำลังเข้าตรวจสอบคอนโดแห่งหนึ่งย่านลาดพร้าว หลังได้รับแจ้งมีการอุ้มบุญ โดยพบเด็กทารก 9 คน แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจไปมากกว่านั้น คือ เด็กทั้ง 9 คนมีพ่อเป็นชาวญี่ปุ่นคนเดียวกัน กระทั่งสืบสาวราวเรื่องจนทราบว่า พ่อชาวญี่ปุ่นวัย 24 ปีคนนี้ จ้างสาวไทยอุ้มบุญเด็กทั้งหมด 14 คน และได้นำออกนอกประเทศไปแล้ว 3 คน เหลืออีก 9 คน และยังมีเด็กอีก 2 คนที่อยู่ในโรงพยาบาล โดยเศรษฐีนักธุรกิจอ้างว่า ต้องการมีทายาทไว้เลี้ยงดู และวางแผนจะมีลูก 100-1,000 คนด้วย

จึงทำให้เกิดความสงสัยถึงสาเหตุที่ต้องการมีลูกนับพันคน ซึ่งทางการแพทย์มีความกังวลเป็นอย่างยิ่งว่า อาจจะนำเด็กเหล่านั้นไปทำสเต็มเซลล์ หรือ มีส่วนเกี่ยวข้องในการค้ามนุษย์ หรือไม่ แล้วควรจะป้องกันอย่างไร???

นั่นจึงเป็นเหตุผลส่วนหนึ่งที่ทำให้ทางแพทยสภา ผลักดันจนคลอด พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ.2558 สำเร็จเสร็จสิ้นในปีถัดมา

เน้นๆ สาระสำคัญ พ.ร.บ.อุ้มบุญ ที่ควรรู้!

สำหรับเงื่อนไขการอุ้มบุญหรือตั้งครรภ์แทนนั้น

(1.) ผู้ที่ขอให้มีการตั้งครรภ์จะต้องเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย หมายความว่า สามีภริยาได้จดทะเบียนสมรสอย่างถูกต้องตามกฎหมาย หรือในกรณีที่สามีหรือภริยาไม่ได้มีสัญชาติไทย ต้องจดทะเบียนสมรสมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี

(2.) หญิงที่รับตั้งครรภ์แทนต้องไม่ใช่บุพการีหรือผู้สืบสันดานของสามีหรือภริยาที่ชอบด้วยกฎหมาย

(3.) หญิงที่รับตั้งครรภ์แทนต้องเป็นญาติสืบสายโลหิตของสามีหรือภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายตาม ข้อ 1 แต่ในกรณีที่ไม่มีญาติสืบสายโลหิตของสามีหรือภริยาที่ชอบด้วยกฎหมาย กฎหมายได้เปิดโอกาสให้หญิงอื่นรับตั้งครรภ์แทนได้

(4.) หญิงที่รับตั้งครรภ์แทนต้องเป็นหญิงที่เคยมีบุตรมาก่อนแล้วเท่านั้น ถ้าหญิงนั้นมีสามีที่ชอบด้วยกฎหมาย จะต้องได้รับความยินยอมจากสามีก่อน และที่สำคัญ

(5.) จะต้องไม่ใช้ไข่ของหญิงที่รับตั้งครรภ์แทน เพื่อป้องกันความเชื่อมโยงทางพันธุกรรม และความรู้สึกผูกพันของผู้รับตั้งครรภ์แทนต่อเด็ก

และที่น่าสนใจในประเด็น “อุ้มบุญ” อยู่ในมาตรา 24 ห้ามมิให้มีการตั้งครรภ์แทนเพื่อประโยชน์ทางการค้า  รวมทั้ง มาตรา 27 ห้ามกระทำการเป็นคนกลางหรือนายหน้า โดยเรียก รับหรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด เพื่อเป็นการตอบแทนในการจัดการหรือชี้ช่องให้มีการรับตั้งครรภ์แทน

และ มาตรา 28 ห้ามประกาศโฆษณาไขข่าวให้แพร่หลายด้วยประการใดๆ เกี่ยวกับการตั้งครรภ์แทนว่ามีหญิงที่ประสงค์จะเป็นผู้รับตั้งครรภ์แทนผู้อื่น หรือมีบุคคลที่ประสงค์จะให้หญิงอื่นเป็นผู้รับตั้งครรภ์แทน หรือมีบุคคลที่ประสงค์จะให้หญิงอื่น เป็นผู้รับตั้งครรภ์แทน ไม่ว่าจะได้กระทําเพื่อประโยชน์ทางการค้าหรือไม่ก็ตาม

ส่วนสาระสำคัญอื่นๆ ยังมีในมาตรา 33 ห้ามมิให้สามีและภริยาที่ชอบด้วยกฎหมาย หรือสามีหรือภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งประสงค์ จะมีบุตรโดยการตั้งครรภ์แทนปฏิเสธการรับเด็กที่เกิดจากการตั้งครรภ์แทน เพื่อป้องกันพ่อแม่ไม่รับเด็ก หากเด็กกำเนิดออกมาและมีภาวะทางด้านร่างกายผิดปกติ


มาตรา 35  ห้ามมิให้ผู้ใดซึ่งมิใช่ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมให้บริการเกี่ยวกับเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์
รวมทั้งรับฝาก รับบริจาค ใช้ประโยชน์จากอสุจิ ไข่ หรือตัวอ่อน หรือทำให้สิ้นสภาพของตัวอ่อน

มาตรา 42 ห้ามมิให้ผู้ใดซื้อ เสนอขาย นำเข้า หรือส่งออก ซึ่งอสุจิ ไข่ หรือตัวอ่อน

ด้วยเหตุนี้จึงส่งผลให้ประเทศไทยไม่สามารถทำ “อุ้มบุญ” ได้อย่างเสรีเหมือนเมื่อก่อน ขณะที่ประเทศลาว และกัมพูชายังไม่มีกฎหมายนี้

 ก.ม.ใหม่เคร่ง! สถานพยาบาล ปฏิเสธอุ้มบุญ

ด้าน สถานพยาบาลย่านถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ปฏิเสธการให้บริการอุ้มบุญ โดยระบุว่า “ถ้าต้องการจะอุ้มบุญจริงๆ คงต้องรบกวนไปสอบถามที่อื่น เนื่องจากที่นี่ไม่ได้ให้บริการในเรื่องของอุ้มบุญ และไม่สามารถให้คำแนะนำได้ว่าจะต้องไปทำที่ไหน แต่หากสามารถอุ้มท้องเองได้ทางเรายินดีให้บริการ โดยเริ่มจากการปรึกษากับแพทย์ เพื่อตรวจสอบดูว่า ร่างกายผิดปกติหรือไม่อย่างไร”

ส่วนสถานพยาบาลย่านลาดพร้าว เผยว่า “หากต้องการอุ้มบุญจริงๆ สามีภรรยาจะต้องไปจดทะเบียนสมรสให้ถูกต้องตามกฎหมายก่อน เนื่องจากตามกฎหมายอุ้มบุญ สามีภรรยาที่มีความประสงค์ต้องการผู้อุ้มบุญ จะต้องจดทะเบียนสมรส และต้องให้ญาติของฝ่ายสามีหรือภรรยาเป็นผู้อุ้มบุญให้เท่านั้น เพราะหากต้องการให้คนที่ไม่ใช่ญาติอุ้มบุญให้จะมีความผิดตามกฎหมาย ทางสถานพยาบาลจะไม่รับทำ ส่วนถ้าจะให้แนะนำไปทำที่อื่นนั้น ไม่มีข้อมูลเรื่องนี้”

คอนโดพักพิงแม่อุ้มบุญ เผย ไล่นิติชุดเก่า รับเงินแก๊งอุ้มบุญนับแสนบาท

จากที่เมื่อก่อนคอนโดย่านลาดพร้าว ใกล้กับสถานพยาบาลที่รับอุ้มบุญ จะมีแม่อุ้มบุญมาอาศัยพักพิงอยู่ชั่วคราว กระทั่ง เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ เข้าบุกตรวจค้นเมื่อ 2 ปีที่แล้วนั้น ล่าสุด ผู้สื่อข่าวได้ไปสำรวจมาเช่นเดียวกัน

ผู้ดูแลคอนโด (ไม่เปิดเผยชื่อ) เผยว่า “เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นนานมาแล้ว เมื่อปี 2557 โดยทางคอนโดได้ไล่นิติบุคคลชุดเก่าออกไปแล้ว เนื่องจากตรวจสอบพบว่ามีการรับเงินจากแก๊งอุ้มบุญเป็นหลักแสนบาท แต่ปัจจุบันได้เปลี่ยนนิติบุคคลชุดใหม่ และไม่มีเหตุการณ์แบบนั้นขึ้นอีก

ส่วนในปัจจุบันมีชาวต่างชาติพักเพียง 3 ห้องเท่านั้น โดยมีภรรยาเป็นคนไทย และมีลูกด้วยกันแล้ว ซึ่งหากมีชาวต่างชาติมาขอเช่าห้อง ทางนิติบุคคลจะมีการสอบถามก่อนว่าทำงานเกี่ยวกับอะไร ถ้าเกิดว่าเขาระบุไม่ได้ว่าทำงานเกี่ยวกับอะไรทางคอนโดจะปฏิเสธการให้เช่า และขอถ่ายสำเนาพาสปอร์ตไว้เวลาทำสัญญาด้วย”

อย่างไรก็ดี ยืนยันว่าทางคอนโดนี้ไม่ได้มีปัญหาเกี่ยวกับกรณีรับจ้างอุ้มบุญแล้ว ซึ่งหากมีก็คงไม่กล้าปล่อยให้เช่าอย่างแน่นอน

ด้าน ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณดังกล่าว เผยว่า ปัจจุบันไม่เห็นกลุ่มแม่อุ้มบุญแล้ว

สุดท้ายแม้วันนี้จะไร้เงาการอุ้มบุญในประเทศไทย เพราะกฎหมายเข้มงวดขึ้น แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่าจะหมดไป เพราะข่าวล่าสุดได้พิสูจน์ให้ทราบแล้วว่า เมื่อทำในประเทศไทยไม่ได้ก็ย้ายไปทำในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งยังไม่มีกฎหมายเข้ามาควบคุมก็ย่อมได้!?

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน