วันพุธที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

กฎหมายกำลังภายใน

ท่ามกลางความฉุกละหุกในการเร่งออกกฎหมายต่างๆ ขณะนี้มีรายงานข่าวที่ยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการระบุว่า ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) มีหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีขอให้ใช้อำนาจมาตรา 44 เพื่อออกกฎหมายปฏิรูปประเทศรวดเดียว 36 ฉบับ รวมทั้งร่าง พ.ร.บ. ที่องค์กรสื่อเรียกว่ากฎหมายควบคุมสื่อ

เหตุผลที่จะต้องใช้ทางลัดเพื่อออกกฎหมายปฏิรูป อ้างว่า ถ้าทำตามขั้นตอนปกติจะออกกฎหมายไม่ทันภายในปี 2560 เนื่องจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)มีงานล้นมือ จะต้องออกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญมากมาย ถ้ารายงานข่าวนี้เป็นจริงจะมีคำถามว่า 3 ปีที่ผ่านมาองค์กรที่เรียกว่าแม่นํ้า 5 สาย มัวทำอะไรกันอยู่ ทำไมไม่เร่งออกกฎหมาย

องค์กรที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการออกกฎหมายเพื่อปฏิรูปประเทศ มีทั้งสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) สปท. และ สนช. มีอำนาจหน้าที่ในการศึกษาและเสนอแนะแนวทางปฏิรูปประเทศ เมื่อศึกษาเสร็จแล้วทำไมจึงไม่จับมือกัน จัดอันดับความสำคัญก่อนหลัง และทยอยออกกฎหมายจำเป็นเร่งด่วนตามลำดับ ทำไมจึงต้องรอจนถึงปีสุดท้ายจึงใช้ทางลัด

ร่างกฎหมายที่เป็นข่าวเสนอให้ใช้ ม.44 ประกาศใช้เป็นกฎหมายทันที โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการออกกฎหมายของรัฐสภา และไม่ต้องรับฟังความเห็นประชาชนที่จะได้รับผลกระทบ ล้วนแต่เป็นเรื่องสำคัญๆ เช่น ร่างกฎหมายส่งเสริมวัฒนธรรมการเมืองประชาธิปไตย, การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ก.ม.ว่าด้วยงบประมาณและการคลัง และการศึกษา

ล้วนแต่เป็นเรื่องที่สำคัญ และควรเปิดรับฟังความคิดเห็น “ของผู้เกี่ยวข้อง” พร้อมทั้งวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นอย่างรอบด้าน และเปิดเผยความคิดเห็นและการวิเคราะห์ต่อประชาชน และนำมาประกอบการพิจารณาในการออกกฎหมายทุกขั้นตอนตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ จะอ้างว่าผ่านประชาพิจารณ์แล้วเหมือน ก.ม. ยุทธศาสตร์ชาติหรือไม่?

ผู้ที่ยึดแนวความคิดอำนาจนิยมหรือเผด็จการอาจจะถามว่า ทำไมต้องฟังเสียงประชาชน เพราะร่างกฎหมายเหล่านี้ล้วนแต่ผ่านการกลั่นกรองของคนระดับมันสมองของประเทศใน สปท. หรือ สปช. แต่ผู้ที่ยึดหลักการประชาธิปไตยยืนยันว่าต้องรับฟังเสียงประชาชน เช่น ร่างกฎหมายสื่อ ยังเถียงกันไม่จบระหว่างฝ่ายที่ต้องการควบคุม และฝ่ายที่ยึดหลักเสรีภาพ

การข้ามขั้นตอนการออกกฎหมาย เสี่ยงต่อการถูกกล่าวหาจงใจปฏิบัติหน้าที่ หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย อาจมีการฟ้องร้องถึงศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศในสายตาของประชาคมโลก สัญญาว่าจะคืนสู่ประชาธิปไตย แต่รัฐบาลไทยกลับใช้กำลังภายในออกกฎหมายเองรวดเดียว 36 ฉบับ.