บริการข่าวไทยรัฐ

เปิดเทอมแล้วยิ้มร่า ส่งความสุขให้เด็กฯ

“เปิดเทอม”... ปีการศึกษาใหม่ของเด็กนักเรียนก็ได้เริ่มขึ้นมาแล้ว เป็นความหวังเป็นความสุขที่เด็กๆจะได้รับนับตั้งแต่วัยอนุบาลเป็นต้นไป

พระมหาสมัย จินฺตโฆสโก เลขานุการมูลนิธิกลุ่มแสงเทียน วัดบางไส้ไก่ ธนบุรี กทม. บอกว่า ความสุขของเด็กใดไม่เท่ากับการได้มีของเล่นและได้ของเล่นที่เหมาะสมแก่วัย

“ความสุขของเด็กอาจจะไม่เหมือนกับความสุขของผู้ใหญ่ ความสนุกสนานของเด็กก็อาจจะไม่เหมือนกับความสนุกสนานของผู้ใหญ่เช่นเดียวกัน ดังนั้นความสุขของผู้คนในแต่ละวัยย่อมไม่เหมือนกัน”

จึงมีคำถามว่าแล้วเราจะแบ่งความสุขที่เรามีอยู่นี้อย่างไรจึงจะตกถึงผู้คนในสังคมได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกัน?

“ความสุข”...ของเด็กคือการได้เล่นของเล่นที่ชื่นชอบรวมถึงได้มีโอกาสเรียนหนังสือเหมือนกับเพื่อนทั่วๆไป ได้มีชีวิตอยู่ในครอบครัว...สังคมที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักความอบอุ่น ปราศจากความขัดแย้งต่างๆนานา

พอตื่นขึ้นมาก็มีอาหารเช้าไว้ให้รับประทานและได้ไปเรียนหนังสือ ไปเล่นกับเพื่อนๆที่โรงเรียน มันสมองที่มีอยู่ก็พร้อมที่จะเรียนรู้และรับเอาเนื้อหาทางวิชาการได้อย่างเต็มที่ ยิ่งมีเพื่อนในห้องเรียนที่ชอบพอและรักการเรียนด้วยกันแล้วก็จะกลายเป็น “พลัง”... ที่ผลักดันให้เด็กอยากเรียนรู้มากขึ้น

นี่เป็นความสุขของเด็กที่ไม่มีความสลับซับซ้อนมากมายเลย ถ้าพ่อ...แม่ซึ่งเป็นผู้ปกครองของเด็กและคุณครู แนะนำพร่ำสอนเด็กนักเรียนได้มีความรู้ความเข้าใจในเบื้องต้นก็จะสามารถมอบความสุขให้กับลูกๆ และลูกศิษย์ได้โดยที่ไม่ยากเย็นนัก แต่ถ้าไม่รู้...ไม่เข้าใจที่ต้นเหตุแล้วก็อาจจะกลายเป็น “งมเข็มในมหาสมุทร”

ส่วนความสุขของ “คนหนุ่มสาว”...วัยที่กำลังเจริญพันธุ์ก็คือการได้มีเพื่อนที่มีทัศนคติหรือมีพฤติกรรมไปในทิศทางเดียวกัน มีคนที่รู้ใจ... เข้าใจ ในที่สุดอาจจะนำไปสู่การพัฒนาการเป็นเพื่อนร่วมคิดเพื่อนร่วมสุขร่วมทุกข์

หรือพัฒนาไปถึงคำว่า “แฟน” ก็ได้

“การที่มีความสนใจไปในทิศทางเดียวกัน การที่มีเพื่อนที่ชอบด้านดนตรี ด้านการกีฬา ด้านศิลปะการแสดง ด้านการช่วยเหลือสังคม การไปเที่ยวชมสถานที่ต่างๆ ตามแหล่งธรรมชาติและสถานที่แปลกใหม่ร่วมกับเพื่อนๆ ก็กลายเป็นความสุขของคนหนุ่มสาวอีกทางหนึ่ง ดังนั้น...การคบหาสมาคมกับเพื่อนๆในวัยเดียวกันของคนหนุ่มสาวจึงถือว่าเป็นหัวใจอันสำคัญยิ่งที่จะช่วยผลักดันให้พวกเขาได้พัฒนาตนเองเพิ่มมากขึ้น”

ถึงตรงนี้จะเป็นทางออกและทางเลือกของคนหนุ่มสาวในระยะยาวว่าอนาคตของตนเองจะเดินไปในทิศทางใด ความสุขของพวกเขาจึงอยู่ที่การได้พบกับสิ่งที่ชอบได้เลือกกับสิ่งที่ถนัดและได้เลือกเอาเอง

สำหรับความสุขของ “วัยกลางคน” คือการที่ได้มีครอบครัวอย่างถูกต้องครบบริบูรณ์ มีองค์ประกอบทางครอบครัวที่สมบูรณ์ นับตั้งแต่ความเป็นพ่อ ความเป็นแม่ ความเป็นลูก มีหน้าที่การงานที่มั่นคง ชัดเจน มีปัจจัยสี่ไม่ว่าอาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค และ...ปัจจัยที่ห้าคือรถยนต์

“ความสุขที่มีเกียรติในสังคมที่เรียกว่าโลกธรรมคือ มีลาภ มียศ ได้รับการสรรเสริญ มีพวกพ้องบริวารมากมาย นี่คือความสุขของวัยกลางคน ส่วนความสุขของ “ผู้สูงวัย” ก็นับตั้งแต่การมีสุขภาพที่แข็งแรง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆนานา ได้รับการดูแลเอาใจใส่จากลูกหลานอย่างเสมอต้นเสมอปลาย ได้มีโอกาสคบหาสมาคมกับผู้สูงวัยเช่นเดียวกัน ได้มีโอกาสชื่นชมกับผลงาน...ความดีที่ตนเองได้ทำไว้แล้วในอดีตจนกลายเป็น “ตัวอย่างที่ดี” ให้สังคม

...ได้มีโอกาสไปทำบุญสุนทานตามวัดวาอารามใกล้บ้านหรือสถานที่ที่ตนเองเคารพและศรัทธา เหล่านี้เป็นความสุขใจของวัยกลางคนและวัยผู้สูงอายุที่แต่ละคนแต่ละฝ่ายไม่ควรมองข้ามไป ถ้าเป็นพระสงฆ์ที่เผยแผ่ธรรมะก็ควรตระหนักว่าควรจะสอนธรรมะให้แก่แต่ละกลุ่มคนมีเนื้อหาเช่นใด...ที่เหมาะสมแก่กรณีไป ประโยชน์กับการสอนธรรมะก็จะมีมากมายมหาศาล เพียงเข้าใจในกลุ่มคนที่จะรับเอาธรรมะไปประพฤติปฏิบัติให้เกิดความสุข

พระมหาสมัย ย้ำว่า เราจำเป็นต้องมีความเข้าใจในความต้องการและความสุขใจของแต่ละวัย แล้วเราจะไม่งงงวยไปกับการให้ความสุขที่ไม่ได้ผลอีกต่อไป...แต่ถ้าย้อนไปดูความทุกข์ใจกับการได้เรียนหนังสือของเด็กก็ติดตามมาเมื่อเด็กอนุบาลหรือเด็กเล็กก่อนวัยเรียนไม่อยากไปโรงเรียน ไม่อยากไปเรียนหนังสือเพราะกลัวโรงเรียน กลัวคุณครู กลัวเพื่อนๆ กลัวจะไม่ได้รับความปลอดภัย หรือเรียกง่ายๆว่า “กลัวความแปลกใหม่ของชีวิต”

“เด็กมีความรู้สึกว่าสถานที่ที่เขาจะไปเรียนหนังสือนั้นมันไม่เหมือนกับภายในครอบครัวที่เขาเคยมีชีวิตอยู่มาก่อน จนบางทีต้องปรับตนเองให้เข้ากับเพื่อนกับสถานที่ ใช้เวลานานนับเดือนก็เคยมีมา ดังนั้นพอเปิดเทอมปีการศึกษาใหม่จึงมักพบเห็นผู้ปกครองไม่ว่าจะเป็นแม่หรือตายายไปนั่งรอเฝ้าลูกหลานหน้าโรงเรียนอยู่เป็นประจำ”

ความทุกข์ ของผู้ปกครองเด็กนักเรียนนักศึกษาอีกประการหนึ่งคือการเดินทางไปเรียนหนังสือของลูกหลานของพวกเขาอาจจะไม่ได้รับความปลอดภัย จึงเป็นหัวใจสำคัญของการศึกษาในปัจจุบัน ถึงแม้ว่าสถาบันการศึกษามีมาตรฐานทางด้านวิชาการ การบริหารจัดการที่ครบถ้วนของครูบาอาจารย์และผู้บริหารสถานศึกษาจะมีบริบูรณ์เพียงใดก็ตาม แต่ปัญหาที่กล่าวมาข้างต้นยังกลายเป็น “ฝันร้าย” ของผู้จะไปเรียนหนังสือ...ของผู้ปกครอง

ความทุกข์ใจ อีกประการหนึ่งคือการไม่ทำหน้าที่ของ “ผู้เรียน” ...เมื่อลูกหลานไม่เข้าไปอยู่ในกรอบของการศึกษาเล่าเรียนแล้ว ปัญหาทางด้านต่างๆก็จะติดตามมา

การที่จะช่วยกันสร้างความสุขใจให้กับเด็กนักเรียน นิสิต นักศึกษาซึ่งเป็นลูกหลานในสังคมของเรานี้ จำเป็นที่เราและท่านซึ่งเป็นผู้ใหญ่ในครอบครัว ชุมชน สังคมจะต้องหาทางร่วมมือร่วมใจกันป้องกันความเสียหาย...ความสูญเสียที่อาจจะเกิดขึ้นกับพวกเขา

“พ่อ แม่ ผู้ปกครองเด็กจะต้องคอยดูแลเอาใจใส่...พร่ำสอนสม่ำเสมอ ให้เกิดความสุข...ความรักความอบอุ่น จะรอให้คุณครูและโรงเรียนเป็นผู้พร่ำสอนเด็กเพียงอย่างเดียวคงไม่ได้ ครอบครัวจะต้องเป็นต้นทุนให้กับเด็กในเบื้องต้นแล้วให้เด็กไปต่อยอดเอาสิ่งที่ดีงามที่โรงเรียน”

“ผู้ปกครอง” อย่าได้คิดว่าทาง “คุณครู” และ “โรงเรียน” จะสามารถปรับพฤติกรรมอันไม่พึงประสงค์ของเด็กได้ทุกเรื่อง...ทุกกรณี เพราะหนึ่งห้องเรียนจะมีเด็กเรียนหนังสืออยู่หลายสิบคนหรือเกือบครึ่งร้อย ผู้ปกครองจะต้องตระหนักให้มากในเรื่องนี้แล้วเริ่มรับผิดชอบลูกหลานของตนเองได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

เปิดเทอมใหม่ขอให้เป็นความสุขใจกับการได้เรียนหนังสือชั้นใหม่และโรงเรียนใหม่ของเด็กนักเรียน นิสิต นักศึกษา ขอให้คุณครูและผู้บริหารโรงเรียนได้ช่วยกันดูแลเอาใจใส่ลูกหลานของชาวบ้านกันอย่างเต็มที่

...จุดใดที่เคยเป็นช่องโหว่จนสร้างความเสื่อมเสียมาให้กับคุณครูและสถาบันการศึกษาแล้วก็ขอให้ช่วยกันปิดช่องโหว่นั้นให้ได้ จะได้สร้างความมั่นใจให้กับผู้ปกครองเด็กอีกต่อไป เพราะความไว้วางใจและความเชื่อมั่นความศรัทธาของผู้ปกครองมันมิได้เกิดขึ้นมาง่ายๆ

ถ้าเราเสียศรัทธาและเสียความเชื่อมั่นไปแล้ว โอกาสที่จะเรียกกลับคืนมาได้เป็นสิ่งที่ยากมาก

ขอให้ทุกฝ่ายทั้งในรั้วสถานศึกษาและนอกรั้วสถานศึกษาช่วยกัน “สร้างความสุขให้กับเด็กนักเรียน นิสิต นักศึกษา” ได้อย่างทั่วถึงแล้วผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของเด็กไทยจะติดตามมาอย่างแน่นอน...

_