บริการข่าวไทยรัฐ

นายกฯ ยัน ไร้หน่วยงานรัฐถูกไวรัสมัลแวร์โจมตี ขอพยาบาลอย่าเดินขบวน (คลิป)

นายกรัฐมนตรียืนยัน ยังไม่มีหน่วยงานราชการไทย ถูกไวรัสมัลแวร์เรียกค่าไถ่โจมตี ยันต้องมีระบบดูแล แต่ไม่ใช่เป็นการปิดกั้น ปชช. ขอพยาบาลอย่าเดินขบวนประท้วง เพราะไม่เกิดประโยชน์  


วันที่ 15 พ.ค. พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ขณะนี้ฝ่ายความมั่นคงได้มีมาตรการติดตามการแพร่ระบาดของมัลแวร์เรียกค่าไถ่ และปฏิบัติตามที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี ได้แจ้งเตือนมา ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายงานว่าหน่วยงานราชการใดที่ถูกโจมตีด้วยมัลแวร์ดังกล่าว มีเพียงหน่วยงานเอกชน 2-3 บริษัทตามที่เสนอข่าว พร้อมยืนยันว่าการออกมาเตือนของรัฐบาลไม่ได้เป็นการสร้างกระแสเพื่อที่จะว่าจ้างบริษัทเอกชนเข้ามาวางระบบป้องกัน เพราะเรื่องนี้ กระทรวงดีอี มีแนวทางในดูแลอยู่แล้ว

นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ปัญหาความมั่นคงทางไซเบอร์ เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณา เพราะการเปิดเสรีทุกอย่างอาจทำให้เกิดอันตรายในวันข้างหน้า ที่ยากต่อการควบคุม แต่ไม่ได้หมายความว่า จะต้องไปควบคุมการเข้าถึงข้อมูลหรือปิดกั้นการใช้งานของประชาชน เพราะที่ผ่านมารัฐบาลได้เปิดกว้างในการแสดงความคิดเห็นอยู่แล้ว เว้นแต่เป็นเรื่องผิดกฎหมายก็ต้องดำเนินการ

พลเอกประยุทธ์ ยังกล่าวถึงปัญหาการบรรจุพยาบาลวิชาชีพ ว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องนี้และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังพิจารณาอยู่ เพราะทั้งหมดอยู่ในแผนปฏิรูประบบสาธารณสุขทั้งระบบ แต่ปัญหาการอนุมัติ ที่ไม่ผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี เพราะยังไม่มีความชัดเจน จึงสั่งการให้กระทรวงสาธารณสุขไปจัดทำรายละเอียด วิธีการในการบรรจุคนเข้ารับราชการ เบื้องต้นแนวทางจัดหลักเกณฑ์ คือพิจารณาอัตราว่างจากการเกษียณอายุราชการ และการเกลี่ยตำแหน่ง อย่างกรณีที่ข้าราชการระดับสูงเกษียณอายุราชการ 1 ตำแหน่ง อาจเปิดรับบรรจุข้าราชการระดับล่างทดแทน 4 ตำแหน่ง เป็นต้น

นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า ไม่ได้ละเลย และให้ความสำคัญเป็นพิเศษ แต่ต้องเป็นไปตามขั้นตอน อีกทั้งขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขมีตำแหน่งว่างกว่า 1 หมื่นอัตรา ซึ่งสามารถแปลงมารับบรรจุพยาบาลได้ จึงอยากให้นำเอาตำแหน่งนี้มาพิจารณาก่อนโดยไม่จำเป็นต้องเปิดอัตราใหม่เพื่อรับพยาบาลโดยตรง

ทั้งนี้ ขอพยาบาลให้เข้าใจการทำงานของรัฐบาล อย่าออกมาเคลื่อนไหวเดินขบวนเพราะไม่เกิดประโยชน์ หากช่วยได้รัฐบาลก็จะช่วยเต็มที่ ขอให้พยาบาลมีเหตุผล ไม่เช่นนั้นจะตกเป็นเครื่องมือฝ่ายการเมือง ที่มักหยิบยกปัญหาความขัดแย้งมาขยายความให้เกิดประเด็น

ส่วนนักการเมืองที่กล่าวถึงจะใช่นางสาวรังสิมา รอดรัศมี อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ หรือไม่นั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่ทราบ เพราะตนเองไม่รู้จักใคร และที่พูด พูดตามหลักการและเหตุผล.