บริการข่าวไทยรัฐ

สปท.รับทราบร่าง ก.ม.ไซเบอร์ ติดดาบ กปช.ล้วงตับข้อมูลเอกชน

สปท.รับทราบร่าง พ.ร.บ.ความปลอดภัยไซเบอร์ ตั้งนายกฯ เป็นประธาน กปช.ดูแลความมั่นคงระบบคอมพิวเตอร์ ติดดาบให้อำนาจล้วงตับข้อมูลเอกชนได้ "คำนูณ" ท้วงเนื้อหา ห่วงละเมิดเสรีภาพประชาชน

เมื่อวันที่ 15 พ.ค.60 ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) มี ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธาน สปท.เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาวาระการปฏิรูปที่สำคัญและเร่งด่วน เรื่องผลการศึกษาและข้อสังเกตร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน มีสาระสำคัญ คือ การมีมาตรการป้องกันระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์อินเทอร์เน็ต การสื่อสาร โทรคมนาคม และดาวเทียม หากเกิดสถานการณ์รุนแรงต่อระบบดังกล่าว โดย พล.ต.ต.พิสิษฐ์ เปาอินทร์ รองประธานกมธ.ชี้แจงต่อที่ประชุม สปท.ว่า กมธ.นำร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวที่ผ่านความเห็นจาก ครม.มาให้ข้อสังเกต เพื่อเสนอให้รัฐบาลนำไปแก้ไข เช่น การแก้ไขคำจำกัดความ "ไซเบอร์" ให้ครอบคลุมความมั่นคงชาติทุกมิติ และโครงสร้างคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (กปช.) จากเดิมที่มี รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเป็นประธาน มาเป็นนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน พร้อมยกฐานะสำนักงาน กปช.ให้มีฐานะเทียบเท่ากรม ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี โดย กปช.มีอำนาจสั่งการหน่วยราชการและเอกชน ให้กระทำการหรือยุติการกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งได้ รวมทั้งมีอำนาจเข้าถึงข้อมูลระบบคอมพิวเตอร์ของรัฐและเอกชนได้ เมื่อเกิดเหตุภัยคุกคามทางไซเบอร์ แต่ต้องได้รับคำสั่งศาลก่อนยกเว้นกรณีเหตุฉุกเฉินที่หากไม่ดำเนินการ อาจเกิดความเสียหายร้ายแรงให้ กปช. ดำเนินการเข้าถึงข้อมูลได้และรายงานให้ศาลทราบโดยเร็ว

พล.ต.ต.พิสิษฐ์ กล่าวต่อว่า ระหว่างที่ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวยังไม่มีผลบังคับใช้ กมธ.จะเสนอให้นายกฯ ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557 ให้ตั้งคณะกรรมการกปช.ขึ้นเป็นการชั่วคราวทำหน้าที่ไปพลางๆ ก่อน จากนั้นสมาชิก สปท.อภิปรายแสดงความเห็น ส่วนใหญ่ท้วงติงเรื่องคำนิยาม "ไซเบอร์" ที่กว้างเกินไปและการที่ กปช.มีอำนาจสั่งการให้เอกชนต้องปฏิบัติตาม

โดย นายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิก สปท.กล่าวว่า มาตรา 44(3) ที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่เข้าถึงข้อมูลการติดต่อสื่อสารทั้งทางไปรษณีย์ โทรศัพท์ โทรสาร คอมพิวเตอร์ เครื่องมือ หรืออุปกรณ์ในการสื่อสารสื่ออิเล็กทรอนิกส์หรือดำเนินการตามมาตรการเหมาะสม แต่ต้องได้รับการอนุญาตจากศาลยกเว้นกรณีเร่งด่วน ที่ให้ กปช.ดำเนินการไปก่อนแล้วค่อยรายงานให้ศาลทราบโดยเร็วนั้น หมายความว่านอกจากจะให้มีอำนาจดักฟังได้แล้ว ยังให้ดำเนินการตามมาตรการเหมาะสมได้อีก น่าเป็นห่วงว่าการที่ กปช.มีอำนาจสั่งการครอบคลุมถึงเอกชนได้นั้นจะมีหลักประกันอย่างไรว่า จะไม่ถูกเจ้าหน้าที่นำไปใช้จำกัดสิทธิเสรีภาพการแสดงออกของประชาชน จึงควรระบุให้ชัดเจนว่า อำนาจเหล่านี้จะไม่ก้าวล่วงถึงเนื้อหาในการแสดงออกของประชาชนหลังจากสมาชิก สปท.อภิปรายครบถ้วนแล้วที่ประชุมได้รับทราบรายงานดังกล่าว และส่งรายงานให้ ครม. คณะกรรมการกฤษฎีกาประกอบการพิจารณาต่อไป