บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

คนรวยหวั่นภาษี แห่นำที่ดินเปล่าทำมาหากิน ดันยอดจดธุรกิจใหม่เม.ย.พุ่ง!

พาณิชย์ เผยจดทะเบียนธุรกิจเม.ย.เพิ่ม 20% จำนวน 4,783 ราย ทุนจดทะเบียน 2.18 หมื่นล้าน พุ่ง 75% หลังธุรกิจอสังหาฯ เร่งใช้ที่ดินว่างเปล่าทำธุรกิจ หวั่นถูกเก็บภาษีหลังภาษีที่ดินมีผลบังคับใช้เร็วๆ นี้

เมื่อวันที่ 15 พ.ค. นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยถึงสถิติการจดทะเบียนธุรกิจเดือนเม.ย. 60 ว่า มีผู้ประกอบธุรกิจยื่นขอจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัทจัดตั้งใหม่ทั่วประเทศ 4,783 ราย เพิ่มขึ้น 20% เทียบกับเดือนเม.ย. 59 โดยมีทุนจดทะเบียน 21,832 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 75%

ส่วนสาเหตุที่ทุนจดทะเบียนเพิ่มสูงขึ้นมาก เนื่องจากมีธุรกิจ 4 ราย ที่มาจดทะเบียนมีทุนเกิน 1,000 ล้านบาท โดยเป็นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 3 ราย เพราะนำที่ดินว่างเปล่ามาใช้ประโยชน์ หลังจากที่รัฐบาลจะเก็บภาษีที่ดินที่มิได้ใช้ประโยชน์ หากร่างพ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ... มีผลบังคับใช้เร็วๆ นี้ ส่วนอีก 1 ราย เป็นธุรกิจเกี่ยวกับสาธารณูปโภคขนาดใหญ่

สำหรับ ประเภทธุรกิจที่มีการประกอบธุรกิจใหม่สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป 425 ราย รองลงมาธุรกิจโฮลดิ้ง 362 ราย ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 273 ราย ธุรกิจร้านขายปลีกเครื่องประดับ 236 ราย และธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร 109 ราย ขณะที่ การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจในช่วง 4 เดือน (ม.ค.-เม.ย.) ปี 60 มีจำนวน 23,500 ราย เพิ่มขึ้น 10% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยมีทุนจดทะเบียนจัดตั้ง 91,900 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2%

ส่วน การจดทะเบียนนิติบุคคลเลิกเดือนเม.ย. 60 มีจำนวน 878 ราย ลดลง 2% เทียบกับเดือนเม.ย. 59 โดยมีทุนจดทะเบียนเลิก 3,952 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% ขณะที่การจดทะเบียนเลิกช่วง 4 เดือน ปี 60 มีจำนวน 3,859 ราย ลดลง 14% และมีทุนจดทะเบียนเลิก 13,000 ล้านบาท ลดลง 75% +

นางสาวบรรจงจิตต์ กล่าวว่า ในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา มีการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจเพิ่มขึ้น 10% ทำให้คาดว่าทั้งปีการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจจะเพิ่มขึ้นได้ตามเป้าหมายคือ ขยายตัว 3% หรือมีจำนวนการจดทะเบียนธุรกิจทั้งปีอยู่ที่ 66,000 ราย เนื่องจากปัจจัยสนับสนุนจากเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายเพิ่มมากขึ้น

ทั้งนี้ มาจากการส่งออกสินค้าที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น การใช้จ่ายภาครัฐที่เกี่ยวกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนาดใหญ่ ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญที่จะสร้างความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและช่วยกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชนในประเทศได้มากขึ้น ขณะเดียวกันการลงทุนภาคเอกชนยังได้รับผลบวกจากการขยายเวลามาตรการภาษี เพื่อส่งเสริมการลงทุนในประเทศต่อไปอีก 1 ปี เป็นสิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค. 60

“ส่วนปัจจัยเสี่ยงนั้น เศรษฐกิจไทยยังต้องติดตามแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า ความผันผวนของตลาดเงิน ความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศของสหรัฐฯ และความไม่แน่นอนทางการเมืองของยุโรป รวมทั้งสถานการณ์ขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด”