วันอาทิตย์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สตง.เกินขอบเขต

โดย ลมกรด

นานๆทีจะได้เห็นคนในองค์กรอิสระฉะกันเอง ล่าสุด คณะกรรมการการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) กับ ผู้ว่าการการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เกิดรายการขบเหลี่ยมปีนเกลียวกัน จากกรณีการสรรหากรรมการ คตง.ชุดใหม่ จนกลายเป็นประเด็นที่ทำให้สังคมฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมา

ที่ผ่านมา สตง.เป็นองค์กรอิสระที่ไม่ค่อยมีฤทธิ์เดชมากนัก หมัดหนักไม่เท่า ป.ป.ช. กับ ศาลรัฐธรรมนูญ ที่พอตัดสินคดีแล้วทำให้ฝ่ายการเมืองกระเทือนซางอย่างจัง

แต่ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ซือแป๋ได้เพิ่มอำนาจให้ สตง. สามารถท้วงติงยับยั้งการใช้จ่ายเงินเชิงนโยบายที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายหรือมีผลประโยชน์ทับซ้อน เพื่อป้องกันความเสียหายจากนโยบายประชานิยม ทำให้ สตง.มีฤทธิ์เดชมากขึ้นทันตาเห็น

ในความเป็นจริงไม่มีพรรคการเมืองไหนที่หาเสียงโดยไม่แฝงประชานิยม ขึ้นอยู่กับว่าเป็นประชานิยมเข้มข้นขนาดไหน มีความคุ้มค่าแค่ไหน และเมื่อตั้งรัฐบาลแล้วก็ต้องบริหารประเทศตามนโยบายที่หาเสียงไว้ แต่จากนี้ไปรัฐบาลอาจทำตามนโยบายไม่ได้ เพราะอาจถูก สตง.มัดมือมัดเท้าไม่ให้ดำเนินการ

ในอนาคตรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจะไม่กล้าทำหูทวนลมกับคำทักท้วงของ สตง.อีกแล้ว เพราะมีผลให้คุณให้โทษรัฐบาลได้

จึงไม่แปลกที่ คสช.รีบชิงออกคำสั่งให้มีการสรรหา คตง.โดยไม่รอกฎหมายลูก และไม่แปลกที่ผู้ว่าการ สตง.กับ คตง.ชุดปัจจุบันขบเหลี่ยมกันในการสรรหาครั้งนี้

ทุกฝ่ายล้วนต้องการต่อท่ออำนาจส่งคนเบียดเข้าไปเป็น คตง.ชุดใหม่ ถ้าทำสำเร็จก็ขี่คอรัฐบาลได้ยาวถึง 7 ปี

ที่ผมบอกตอนต้นว่ามีประเด็นที่สังคมเริ่มฉุกคิดคือ การให้อำนาจสตง.ยับยั้งนโยบายรัฐบาลหรือฟ้องร้องพรรคการเมืองเป็นเรื่องที่ดีจริงหรือ? ตอนทำประชามติทุกคนพุ่งความสนใจไปที่ภาพรวมกับความจำเป็นตามสถานการณ์เพื่อให้เดินไปสู่ประชาธิปไตยให้เร็วที่สุด จนลืมมองประเด็นนี้ไป แต่ตอนนี้สังคมเริ่มได้คิด แม้แต่พรรคประชาธิปัตย์ก็เพิ่งตื่นตัวออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านเรื่องนี้

โดยหลักการแล้ว สตง. (มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Office of the Auditor General of Thailand) ควรเข้าไปตรวจสอบการใช้จ่ายเงินงบประมาณหลังจากที่ปิดงบดุลแล้ว เหมือนผู้ตรวจสอบบัญชีบริษัท ถ้าพบการใช้เงินผิดวิธี หรือทุจริต ก็สั่งให้แก้ไขหรือดำเนินคดีได้

แต่ สตง.ไม่ควรมีอำนาจยับยั้งนโยบายรัฐบาลที่ผ่านการหาเสียงเลือกตั้งมาแล้ว หรือไปเบรกการใช้จ่ายงบประมาณโดยอ้างว่าใช้เงินไม่คุ้มค่า เพราะ อำนาจในการอนุมัติงบประมาณเป็นอำนาจของสภา และ การตรวจสอบรัฐบาลก็เป็นหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ ในสภามีฝ่ายค้านคอยถ่วงดุลอยู่แล้ว

อำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติคืออำนาจของประชาชน แต่กลับถูกเอาไปยัดใส่มือให้ สตง. เมื่อไหร่ที่บ้านเมืองเข้าสู่ประชาธิปไตยเต็มใบ คงได้เห็นนักการเมืองเสนอแก้ไขประเด็นนี้ รวมถึงอีกหลายเรื่องที่บิดเบี้ยวแฝงอยู่ในรัฐธรรมนูญ

สตง.เคยได้รับเสียงชื่นชมที่จับทุจริตโครงการประดับอุโมงค์ไฟของ กทม. แต่กับโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำ ผู้ว่าการ สตง. โดดเข้ามาตรวจสอบตั้งแต่ยังไม่ทันได้เซ็นสัญญาซื้อขาย แถมรีบให้ข่าวทำนองการันตีความโปร่งใสให้ด้วย ทำให้สังคมเคลือบแคลงในมาตรฐานการทำงาน และข้องใจว่าทำไม เอาอกเอาใจผู้มีอำนาจจนเกินงาม??

ลมกรด