บริการข่าวไทยรัฐ

'เรืองไกร' มาตามนัด ยื่น สตง.สอบเรือดำน้ำเพิ่ม เหตุสงสัย 'จีทูจี' เก๊

"เรืองไกร" ยื่น สตง.สอบเรือดำน้ำเพิ่ม ชี้ขัดวินัยการเงินการคลัง ผิด รธน.มาตรา 244 และอาญา มาตรา 157 ลั่น ให้เวลาสองสัปดาห์ หากไม่ทำ ขู่ร้อง ป.ป.ช.เอาผิดทั้ง ครม. ขณะที่ สตง.สรุปเรื่องรายงานส่งผู้ว่าฯ 15 พ.ค.นี้

เมื่อวันที่ 15 พ.ค. 60 ที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย เข้ายื่นหนังสือถึงผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ให้ตรวจสอบโครงการจัดหาเรือดำน้ำ ว่ามีการใช้เงินแผ่นดินเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องหรือไม่ โดยมี นางชลาลัย สุขสถิตย์ ผู้ตรวจเงินแผ่นดิน 1 เป็นผู้รับเรื่อง

สำหรับประเด็นที่นายเรืองไกรขอให้ สตง.ตรวจสอบเพิ่มเติม คือ การจัดซื้อด้วยวิธีรัฐต่อรัฐ หรือ จีทูจี จริงหรือไม่ เพราะบริษัทไชน่า ชิปบิวดิ้ง แอนด์ ออฟชอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ซึ่งทำสัญญากับกองทัพเรือในกรณีนี้ เคยเป็นคู่สัญญากับรัฐบาลไทยมาก่อนในลักษณะข้อตกลงระหว่างกองทัพบกกับบริษัทผู้ขายโดยตรง ไม่ใช่กับรัฐบาลแต่อย่างใด นอกจากนี้ ยังมีปัญหาเรื่องความไม่โปร่งใสในการเปิดเผยข้อมูลโครงการดังกล่าวเกี่ยวกับตัวเลขการก่อหนี้ผูกพันงบประมาณวงเงิน 3.6 หมื่นล้านบาท แตกต่างจากโครงการอื่น เช่น โครงการจัดหาสะพานยุทธวิธีสนับสนุนหน่วยทหารช่าง วงเงิน 577.50 ล้านบาท ที่มีการเปิดเผยข้อมูลผ่านเว็บไซต์ของรัฐบาลที่ www.cabinet.soc.go.th อย่างไม่ปิดบัง แต่โครงการจัดหาเรือดำน้ำกลับไม่มีการเปิดเผยให้สาธารณชนรับทราบอย่างที่เคยปฏิบัติมา อีกทั้ง ยังเห็นว่าการดำเนินโครงการดังกล่าวของคณะรัฐมนตรีเป็นการใช้จ่ายเงินที่ไม่เป็นไปตามวินัยการเงินการคลัง ที่กำหนดไว้ในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย

"ในการหาข้อมูลเกี่ยวกับเรือดำน้ำในสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต จะพบข้อมูล 3 ชิ้น คือ 1 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ไปประเทศจีนเรื่องเอฟ 26 จี 2. ข้อสั่งการนายกรัฐมนตรีให้ทำเองขนาดเล็ก และ 3. เรื่องการวิจัยพัฒนาและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของกระทรวงกลาโหม ผมสงสัยว่าข้อมูลที่ 3 นี้น่าจะเกี่ยวข้องกับโครงการจัดหาเรือดำน้ำ โดยเรื่องดังกล่าว พล.อ.ประวิตร ทำหนังสือเสนอเข้า ครม.เพื่อรับทราบในวันที่ 7 เม.ย. 60 ซึ่งเป็นวันที่รัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้แล้ว ดังนั้นการดำเนินโครงการนี้ต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญปี 60 ด้วย และหาก สตง.ไม่ดำเนินการอะไรภายในสองสัปดาห์นี้ ผมจะไปยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช.เอาผิด ครม.ทั้งคณะ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และรัฐธรรมนูญมาตรา 244 กรณีไม่ปฏิบัติตามหลักวินัยการเงินการคลัง" นายเรืองไกร ระบุ

ด้าน นางชลาลัย กล่าวยืนยันว่า สตง.ได้ตรวจสอบเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง และจะนำข้อมูลของนายเรืองไกรไปประกอบการตรวจสอบด้วย ซึ่งในวันนี้ (15 พ.ค. 60) ผู้ตรวจสอบโครงการนี้จะสรุปผลตรวจสอบในเรื่องงบประมาณและการจัดซื้อจัดจ้างให้ นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน รับทราบและพิจารณาว่าจะต้องมีการตรวจสอบเพิ่มเติมอย่างไรหรือไม่ โดยจะมีการแถลงผลอย่างเป็นทางการต่อสาธารณะในเร็วๆ นี้