วันอาทิตย์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

บี้สอบลึก 'เรือดำนํา' พท.ร้องสตง. สงสัยจีทูจีเก๊ มี '17บ.' ถือหุ้น

“บิ๊กจิ๋ว” เปิดบ้านฉลองเบิร์ธเดย์ 85 ปี โปรยยาหอมเอาใจช่วยรัฐบาล คสช. แต่กระตุกเตือนต้องคืนอำนาจให้ประชาชน แนะเร่งแก้ปากท้อง ขจัดความยากจน “วัฒนา” ขย่ม 3 ปีบทเรียนหายนะยึดอำนาจปกครองเบ็ดเสร็จแต่ประเทศเจริญลง “อนุดิษฐ์” โยนชาวบ้านถามตัวเองดูมีอะไรดีขึ้น “วิษณุ” โต้นักวิจารณ์แค่ยังไม่สะใจ ไม่ใช่แย่ทั้งหมด กมธ.สปท.ดัน พ.ร.บ.ไซเบอร์ ชงนายกฯ นั่งประธานบอร์ด กุมอำนาจล้วงตับหน่วยงานรัฐ-เอกชน ฝ่าฝืนเจอโทษถึงคุก “คณิต-พิสิษฐ์” อ้างรับมือภัยไฮเทค ปัดลิดรอนเจาะความลับประชาชน “เรืองไกร” ร้อง สตง.สอบซื้อเรือดำน้ำ จีทูจี จริงหรือเก๊ แฉ “ไชน่า ชิปบิวดิ้งฯ” รัฐบาลจีนไม่ใช่เจ้าของทั้งหมด ไร้เงางบฯผูกพันในงบฯปี 2560 “วิษณุ” นัด สธ.ผ่าปมพยาบาลขู่ไขก๊อก ชี้ช่องแปลงอัตรามาใช้ก่อน เครือข่าย พยาบาลฯล่าชื่อยื่นนายกฯรื้อมติ ครม.

ประเด็นผลงานครบรอบ 3 ปีของรัฐบาล คสช. กลายเป็นประเด็นร้อนที่มีการตอบโต้กันไปมาระหว่างฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ล่าสุด พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี สะท้อนมุมมองชี้ให้เห็นถึงเจตนาดีของรัฐบาลทหาร แต่เตือนสติถึงอย่างไรก็ต้องคืนอำนาจให้ประชาชน เพราะเป็นสิ่งที่ประชาชนต้องการพร้อมเสนอแนะให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง เป็นเรื่องสำคัญที่สุด

“บิ๊กจิ๋ว” เปิดบ้านเบิร์ธเดย์ 85 ปี

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 14 พ.ค. ที่บ้านซอยปิ่นประภาคม พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เปิดบ้านต้อนรับข้าราชการ ทหารตำรวจ พ่อค้า นักธุรกิจ และประชาชน เข้าอวยพรเนื่องในวันครบรอบวันคล้ายวันเกิดครบ 85 ปี ในวันที่ 15 พ.ค. หลังจากนอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลกว่า 6 เดือน มาพักฟื้นที่บ้านโดย พล.อ.ชวลิต พร้อมคุณหญิงพันธุ์เครือ ยงใจยุทธ ภริยา ออกมาจากบ้านพักตั้งแต่ช่วงเช้า สวมชุดไทยผ้าไหมหน้าตาแจ่มใส ใช้ไม้เท้าช่วยพยุงการเดิน เพื่อมานั่งรับแขกบริเวณหน้าบ้าน โดยมีนายเสนาะ เทียนทอง ประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย นายกร ทัพพะรังสี อดีตรองนายกฯ นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช อดีต รมว.ศึกษาฯ นายอุดมเดช รัตนเสถียร อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย พล.อ.ณฐพันธุ์ วัฒนวิบูลย์ อดีตเสนาธิการทหาร พล.อ.วิชิต ยาทิพย์ พล.ต.ศรชัย มนติวัต อดีตนายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำ พล.อ.ชวลิตมาร่วมอวยพร

จากนั้น พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ กล่าวว่า ขอขอบคุณ ที่ทำให้วันนี้ได้มาพูดคุยกัน อยู่โรงพยาบาลมา 6 เดือน หลังหกล้มในบ้านเมื่อวันที่ 6 พ.ย.59 อยากฝากไปยังพี่น้องที่อายุรุ่นเดียวกันอีก 15 ปี จะครบ 100 ว่า ขณะตื่นนอนอย่ารีบลุกทันทีทันใด จะทำให้หน้ามืด ตนลุกขึ้นจนล้มหัวฟาดพื้นมีเลือดคั่งในสมอง กระดูกนิ้วก้อยขวาหักเส้นเลือดในสมองแตกสองเส้น ส่งผลกระทบต่อความจำ ต้องใช้เวลาฟื้นฟูที่โรงพยาบาล

ทั้งนี้ พล.อ.ชวลิตได้แจกของที่ระลึกเป็นหนังสือ “เราจะสร้างความปรองดองกันอย่างไร” โดยนำบทความ ที่ พล.อ.ชวลิตเคยให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนมารวบรวมไว้ อาทิ มูลเหตุแท้จริงความแตกแยกมาจากปัญหาทางการเมืองไม่เป็นประชาธิปไตย และปัญหาทางการเมือง ปัญหาเดียวคือระบอบเผด็จการ ความปรองดองทางการเมือง คือ การทำให้อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน เป็นต้น นอกจากนี้ ยังได้แจกพระสมเด็จนางพญา ฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี “รุ่นประวัติศาสตร์โลก” วัดอรุณราชวราราม กทม.

สะกิดต่อม คสช.คืนอำนาจ ปชช.

พล.อ.ชวลิต ให้สัมภาษณ์ถึง ผลงาน 3 ปีคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ว่า การจะดูผลงาน ต้องรู้อย่างละเอียดไม่ใช่รู้เพียงบางส่วน ขอบอกว่าขอเอาใจช่วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้บริหารบ้านเมืองชุดนี้ มีเจตนาดี พวกเรารู้มีเจตนาจะเอาจริงเอาจังกับสิ่งที่ทำอยู่ พยายามภาวนาเอาใจช่วย แต่จะให้ตอบจริงๆว่าเป็นอย่างไรนั้น ต้องให้เวลาหน่อยจึงจะตอบได้ ส่วนที่รัฐบาลจะทำตามโรดแม็ปที่ตั้งไว้แล้วจะมีการเลือกตั้งหรือไม่นั้น คิดว่าหลักการปกครองปัจจุบัน คงหนีไม่พ้นระบอบประชาธิปไตย คืออธิปไตยเป็นของปวงชน เป็นหลักที่ถูกต้อง เมื่อ 20-30 ปีที่ผ่านมา เราเคยต่อสู้ในระบบนี้มาแล้ว ฝ่ายหนึ่งอยากได้อธิปไตย มีปวงชนเป็นส่วนประกอบที่จะเลือกมาอยู่ในระบอบประชาธิปไตย ผู้บริหารประเทศตอนนี้ให้ความจริงใจต่อมวลชน มวลชนก็จะรัก เชื่อว่าท่านพยายามทำอย่างนี้อยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม คสช.ต้องคืนอำนาจให้กับประชาชน เพราะเป็นสิ่งที่มวลชนต้องการ

แนะเร่งแก้ปากท้องขจัดความจน

เมื่อถามว่า 3 ปีที่ผ่านมารัฐบาลบริหารงานแบบอำนาจเต็มแต่มีปัญหาเรื่องปากท้อง โดยเฉพาะความยากจน ด้านเศรษฐกิจยังไม่ค่อยดี พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า ในชีวิตตนได้ตั้งเจตนารมณ์เอาไว้ และต้องทำให้สำเร็จ เมื่อตอนรับราชการอยู่ยังทำไม่สำเร็จ ที่สำเร็จเพียงเรื่องเดียวคือการสร้างความสงบสุข แต่แน่นอนที่สุดรัฐบาลนี้พยายามจะแก้ไข คิดว่าต่อไปนี้รัฐบาลน่าจะทำอะไร เพื่อขจัดความยากจนของพี่น้องประชาชน คือสิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะต้องทำ

“วัฒนา” ชี้บทเรียนหายนะยึดอำนาจ

นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า “บทเรียนที่น่าอาย”หลายคนคงยังจำภาพเหตุการณ์เมื่อสามปีที่แล้วได้ว่า มีประชาชนกลุ่มหนึ่งร่วมกับข้าราชการได้ออกมาขับไล่รัฐบาลที่มาจากประชาชน เรียกร้องให้ทหารออกมายึดอำนาจและแสดงความดีใจที่ทหารยึดอำนาจสำเร็จ บัดนี้ครบรอบสามปี รัฐบาลเตรียมเฉลิมฉลองด้วยการแถลงถึงความสำเร็จของการยึดอำนาจท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความล้มเหลว ฟากรัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรีหาว่าเป็นวาทกรรมบิดเบือน ทั้งที่ประชาชนที่กำลังทุกข์ยากเพราะพิษเศรษฐกิจรู้ดีว่าการยึดอำนาจนำมาซึ่งความหายนะในทุกด้านเพราะเกิดขึ้นกับตัวเอง

ซัดบริหารเบ็ดเสร็จแต่ ปท.เจริญลง

นายวัฒนาระบุด้วยว่า นับเป็นความโชคดีของคนไทยที่เผด็จการกลุ่มนี้หลงอำนาจจนปัญญามืดบอด ถ้าพวกเขามีความฉลาดรู้จักคำว่าพอรีบคืนอำนาจให้กับประชาชนแต่เนิ่นๆผู้คนอาจจะยังคิดว่าเป็นคนดีมีความสามารถ และเข้ามาเพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศ นับจากการยึดอำนาจจนกว่าจะมีการเลือกตั้งหรือเท่ากับเกิน 4 ปี ที่คนพวกนี้บริหารประเทศ ผลงานที่ออกมาคือความรับผิดชอบที่ไม่สามารถไปโทษใครได้อีก ทั้งที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จบริหารโดยไม่มีฝ่ายค้านแต่ประเทศกลับเจริญลงทุกด้าน ที่ขยันเป็นพิเศษคือการหาเหตุผลเลื่อนโรดแม็ป ทั้งหมดคือความด้อยสติปัญญาของรัฐบาลแต่เป็นหายนะที่เกิดขึ้นกับประชาชนทุกคน รวมทั้งสื่อมวลชน กลุ่มพยาบาลวิชาชีพและประชาชนที่เคยเรียกร้องให้ทหารออกมายึดอำนาจ โดยมิได้ตระหนักว่านักการเมืองที่มาจากประชาชนจะชั่วดีอย่างไรก็ตรวจสอบได้ รัฐบาลที่มาจากประชาชนย่อมฟังประชาชน แต่เผด็จการคือตัวปัญหาที่ไม่เคยฟังประชาชน ทำเพื่อตัวเองและพวกพ้องแต่ไม่ยอมรับการตรวจสอบ แสดงความขลาดกลัวกระทั่งผู้หญิงที่จะไปแสดงความกตัญญูต่อบิดาที่ถูกลอบสังหาร ที่น่าแปลกคือผู้คนที่เคยแสดงความกล้าหาญออกมาขับไล่รัฐบาลที่มาจากประชาชน แต่กลับก้มหัวสยบยอมรับความเดือดร้อนที่เกิดจากเผด็จการ

“โต้ง” ฉะไร้ความเชื่อมั่นฉุด ศก.ดิ่งเหว

ด้านนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตรองนายกฯกล่าวว่า เศรษฐกิจไทยมีปัญหา ตัวเลขหลายตัวแสดง ถึงความถดถอย สะท้อนปัญหาการบริหารการจัดการเศรษฐกิจของรัฐบาลอย่างยิ่ง เศรษฐกิจดีไม่ดีดูได้จากความคึกคักในการจับจ่ายใช้สอย เป็นผลกระทบแบบลูกโซ่ คนขายของยากขึ้น คนรอรับรายได้จะมีรายได้น้อยลง จะมีเงินเหลือไปจับจ่ายกับคนอื่นน้อยลง กลายเป็นงูกินหาง รัฐบาลควรจะอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ โดยเฉพาะไปยังผู้มีรายได้น้อยทั้งคนในเมือง ภาคเกษตร คนทำงานประจำ และคนทำงานอิสระ รายได้จากการอัดฉีดจากภาครัฐจะเกิดเงินหมุนเวียนจับจ่ายใช้สอย ทำให้เศรษฐกิจกลับมาสู่ภาวะที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ประเทศรอบบ้านเรามีอัตราการขยายตัวดีกว่าไทย ที่อัตราการขยายตัวต่ำ มองเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากความไม่มั่นใจที่กำลังเป็นอยู่ จึงยังต้องระวังตัวและต้องประคับประคองในช่วงเวลานี้จนกว่าทิศทางการเมืองจะชัดเจน

ให้ชาวบ้านถามใจ 3 ปีมีอะไรดีขึ้น

น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ อดีต รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กล่าวว่า คสช.เข้ามาบริหารประเทศ 3 ปี ผลงานที่ปรากฏมีอะไรบ้าง ประชาชนคงได้เห็นจากชีวิตความเป็นอยู่ของตัวเอง แล้วว่ามีอะไรดีขึ้นหรือไม่ เพราะการบริหารประเทศคือการทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้น แต่ส่วนตัวที่เป็นอดีต ส.ส. ได้พบปะกับประชาชน คิดว่าการบริหารประเทศของ คสช.ไม่ได้ทำให้ประเทศดีขึ้นกว่าเดิม ก่อนที่ คสช.จะเข้ามา ประเด็นที่ใช้ในการยึดอำนาจคือการสร้างความสามัคคีปรองดองนั้น ประชาชนคงเห็นเป็นประจักษ์แล้วว่าความขัดแย้งยังไม่ได้ลดลง และประชาชนก็ยังคงบ่นถึงสภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ลงสะท้อนถึงความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ หนี้สินครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้นแบบก้าวกระโดด ดังนั้น ในภาพรวมคิดว่าการบริหารประเทศของ คสช. ไม่ได้ทำให้ประเทศดีขึ้นกว่าเดิม

“วิษณุ” โต้ไม่สะใจแต่ไม่ใช่แย่หมด

เมื่อเวลา 11.30 น. ที่วัดชมภูเวก จ.นนทบุรี นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์หลังเป็นประธานเปิดพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดชมภูเวก ถึงกรณีฝ่ายการเมืองวิพากษ์วิจารณ์ผลงานรัฐบาลช่วง 3 ปี ยังสอบไม่ผ่านว่า ผลงาน 3 ปีที่พูดถึงเป็นผลงานคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่จะครบ 3 ปี วันที่ 22 พ.ค. หลังจากนั้นจะครบรอบ 3 ปีรัฐบาลตรงกับเดือน ก.ย. นายกฯกำชับทุกกระทรวงเตรียมแถลงไว้แล้ว เสียงวิจารณ์ที่ออกมาปล่อยให้วิจารณ์ไป รัฐบาลรับฟังเพราะเป็นสิ่งที่คนอื่นประเมิน คนที่พอใจหรือได้ประโยชน์ชื่นชอบ คนที่ไม่พอใจรู้สึกเสียประโยชน์ก็มีสิทธิ์วิจารณ์ ต้องรับฟังและจับประเด็นนำมาอธิบาย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมชี้แจงอยู่แล้ว รัฐบาลมีหน้าที่ชี้แจงว่ามีอุปสรรคและปัญหาอะไร จะทำอะไรต่อไป ไม่ควรไปตอบโต้ นอกจากนั้นแล้วยังมีโจทย์อื่นที่ต้องชี้แจงจากหลายช่องทาง เช่น จากจดหมายที่ส่งมายังรัฐบาลมาตลอด ไม่ใช่แค่ช่วงครบรอบปี ต้องมีการประเมินอยู่ตลอด จึงเข้าใจว่าที่ออกมาวิจารณ์กันนั้น เป็นเพราะยังไม่สะใจกัน ไม่เต็มที่ แต่คงไม่ใช่แย่ไปหมดหรือผิดไปหมด

เหน็บคำวิจารณ์เหมือนเปิดตัว ลต.

เมื่อถามว่า ในฐานะอยู่ในรัฐบาลพอใจกับผลงานหรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า “ในส่วนที่ผมเห็นก็มีสิทธิ์พูดว่าเป็นที่น่าพอใจ แต่ยอมรับมีปัญหาอยู่บ้างเกี่ยวกับทัศนคติของเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชน เมื่อประชาชนวิจารณ์เราก็รู้ว่า เหมือนเวลาใกล้เลือกตั้ง เสียงปี่ฆ้องเริ่มดังขึ้น ใครๆก็อยากปรากฏตัวให้เห็นว่ายังมีชีวิตอยู่ในโลก เป็นเรื่องธรรมดา ไม่ต้องไปต่อปากต่อคำอะไร ในช่วง 1-2 ปีแรกยังไกลจากการเลือกตั้ง ไม่รู้จะรีบเปิดตัวไปทำไม แต่ตอนนี้ต้องรีบเปิดตัวเดี๋ยวหัวคะแนนจะหนี ชาวบ้านจะลืม จึงเป็นเรื่องธรรมดาไม่เป็นไร ส่วนคนอื่นในรัฐบาลจะพอใจกับผลงานหรือไม่นั้นไม่ทราบ แต่ได้เห็นความตั้งใจของเจ้าหน้าที่ แต่การทำงานจะติดขัด5 เรื่อง คือ เรื่องคน เทคโนโลยี งบประมาณ อำนาจ และการสร้างความรับรู้ให้กับประชาชน วันนี้เราพยายามแก้ 5 เรื่องนี้อยู่

คุยสางปัญหาสรรหา คตง.ไม่ยาก

นายวิษณุยังกล่าวถึงกรณีองค์กรอิสระเสนอรายชื่อคณะกรรมการสรรหา คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) ยังไม่ครบว่า คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้ร่างวิธีแก้ปัญหามาให้ดูแล้ว จากนี้จะเชิญผู้เกี่ยวข้องมาหารืออีกครั้งหนึ่ง เมื่อถามว่า วิธีแก้ปัญหาจะเป็นการแก้ไขคำสั่ง คสช.หรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า อยากให้รอดู ไม่ต้องตื่นเต้นตกใจ ปัญหาเหล่านี้แก้ไขได้ เพราะปัญหาเกิดจากคน มั่นใจว่าต้องแก้ได้ บางอย่างต้องแก้ด้วยความเข้าใจของคน ส่วนบางอย่างต้องแก้ด้วยกติกา เมื่อถามย้ำว่า การแก้ไขครั้งนี้จะแก้ที่กติกาหรือคน นายวิษณุกล่าวเพียงสั้นๆว่า ขอให้รอฟังจะดีกว่า

“องอาจ” ติงกติกาต้องปฏิบัติได้จริง

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง สนช. มีประเด็นแขวนไว้ 2-3 มาตราว่า ที่ยังไม่ได้ข้อยุติทั้งทุนประเดิมตั้งพรรคการเมือง ค่าสมาชิกพรรค การฟ้องร้องคดีทุจริตเลือกตั้งโดยยังไม่ได้ตัวผู้กระทำผิดนั้น อยากให้ดูอย่างรอบคอบทุกมิติ ไม่ควรละเลยสภาพความเป็นจริงของสังคมไทย ต้องพิจารณาบนพื้นฐานของหลักการ ดังนี้ 1.ยึดมั่นสิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทยในทางการเมือง ตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ 2.การเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงการมีส่วนร่วมทางการเมืองบนพื้นฐานของความสมัครใจได้อย่างเท่าเทียม 3.การสร้างพรรคการเมือง เป็นพรรคของประชาชนมากกว่าเป็นพรรคของคนคนเดียว หรือเป็นพรรคของตระกูลใดตระกูลหนึ่ง คณะ กมธ.พยายามสร้างกลไกป้องกันปัญหาในอดีต แต่ไม่แน่ใจว่าบทบัญญัติใหม่ๆที่ใส่ไว้จะปฏิบัติได้จริงหรือไม่ ขอฝากให้ช่วยดูให้ถ่องแท้ว่าทำอย่างไรกลไกต่างๆที่ใส่ไว้จะปฏิบัติได้จริง เพื่อช่วยสร้างรากฐานที่ดีของพรรคการเมืองไทยต่อไป

ชงนายกฯนั่ง ปธ.บอร์ดไซเบอร์

อีกเรื่อง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) วันที่ 15 พ.ค. มีวาระเพื่อพิจารณาผลการศึกษาและข้อสังเกตร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของคณะ กมธ.ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน สปท.ที่มี พล.อ.อ.คณิต สุวรรณ–เนตร เป็นประธาน กมธ.ฯสาระสำคัญให้แก้ไขเพิ่มเติมคำนิยามคำว่า “ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์” หมายถึงมาตรการป้องกัน รับมือ แก้ไขสถานการณ์ด้านภัยคุกคามทางโครงข่ายโทรคมนาคม การบริการดาวเทียม ระบบกิจการสาธารณูปโภคพื้นฐาน ระบบกิจการสาธารณะสำคัญ ไม่ให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ ความมั่นคงทางการทหาร โดยเสนอแก้ไขสัดส่วนคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (กปช.) ให้มีนายกฯหรือรองนายกฯ ที่ได้รับมอบหมายเป็นประธาน กปช.จากเดิม รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธาน และแก้ไขให้สำนักงาน กปช.เป็นส่วนราชการ มีฐานะเทียบเท่ากรม ขึ้นตรงต่อนายกฯ จากเดิมเป็นเพียงหน่วยงานของรัฐ มีฐานะเป็นนิติบุคคล และปรับเหน้าที่ให้ กปช.เป็นองค์กรศูนย์กลางด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ให้อำนาจตอบสนอง รับมือ ตอบโต้เชิงรุกกับกรณีที่เกิดภัยคุกคามอย่างมีนัยสำคัญหรือร้ายแรง โดยกำหนดการสร้างมาตรการรับมือดังกล่าวอยู่ในชั้นความลับ

ห้ามล้วงตับรัฐ–เอกชนดื้อแพ่งเจอคุก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ส่วนมาตรการรับมือและการปฏิบัติต่อภัยคุกคามทางไซเบอร์ ให้อำนาจ กปช. สั่งการไปยังหน่วยงานของรัฐ หน่วยงานเอกชนให้แก้ไข ยกเลิก หรือยุติการกระทำที่เป็นภัยต่อความ มั่นคงไซเบอร์ทันที กรณีหน่วยงานรัฐไม่ปฏิบัติตามให้ถือว่ากระทำผิดวินัย และส่งเรื่องให้ ครม.พิจารณาได้ ส่วนกรณีเอกชน ให้อำนาจ กปช.สั่งตรงไปยังหน่วยงานเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการก่อภัยคุกคามทางไซเบอร์ยุติการกระทำหรืองดเว้นการกระทำได้ทันที ถ้าเกิดกรณีที่จำเป็น ซึ่งต้องได้รับความยินยอมจากเอกชนก่อน หากหน่วยงานเอกชนไม่ยินยอมสามารถใช้มาตรการทางคำสั่งศาลได้ นอกจากนี้ ยังเสนอเพิ่มมาตรการลงโทษด้วยการจำคุกและปรับเงินด้วย หากฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่

“คณิต” อ้างอัพเดตให้ทันคุมไฮเทค

พล.อ.อ.คณิต สุวรรณเนตร ประธานคณะกรรมาธิการด้านการสื่อสารมวลชน สปท.กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวมีเนื้อหาหลัก จากที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ผ่านการเห็นชอบมาแล้ว จะมีความทันสมัยต่อการควบคุมเทคโนโลยี ขณะนี้ไวรัสมัลแวร์ เรียกค่าไถ่ชื่อ WannaCry ระบาดไปสู่คอมพิวเตอร์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการไมโครซอฟต์ทั่วโลก กฎหมายฉบับนี้บังคับใช้กับผู้กระทำผิดที่เป็นผู้ปล่อยไวรัสดังกล่าวได้ หากเราพบตัวผู้กระทำผิดจริง แต่เบื้องต้นอยากเตือนประชาชนให้ทราบว่าการใช้เทคโนโลยีเป็นเรื่องต้องระมัดระวัง ยิ่งหากกฎหมายนี้บังคับใช้แล้วควรต้องหลีกเลี่ยงการเปิดเว็บไซต์แปลกๆ ที่เสี่ยงต่อไวรัสและขัดต่อกฎหมายด้วย

โต้วุ่นเขียน ก.ม.เจาะความลับผู้คน

พล.ต.ต.พิสิษฐ์ เปาอินทร์ รองประธาน กมธ.ด้านสื่อสารมวลชน สปท. กล่าวว่า พ.ร.บ.นี้ วางกรอบป้องกันการถูกคุกคามความมั่นคงทางไซเบอร์ มีคณะกรรมการ กปช.คอยกำหนดนโยบายรับมือเวลาเกิดภัยคุกคาม จะจัดกลุ่มระวังภัยทางลับของความมั่นคงทุกมิติ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ หน่วยงานการเงิน การธนาคาร ความมั่นคง คอยระวัง วิเคราะห์ จัดลำดับความเสี่ยง จะไม่คิดเเค่มาตรการตั้งรับอย่างเดียว หากพิสูจน์ทราบเจอตัวการ จะมีแนวทางตอบโต้กลับไปด้วย เมื่อถามว่าหลายฝ่ายกังวลจะเป็นร่างกฎหมายล้วงข้อมูลความลับประชาชน พล.ต.ต.พิสิษฐ์ตอบว่า ไม่ใช่แน่นอน เพราะ กมธ.ได้แก้ไขเนื้อหาว่า การขอข้อมูลใดๆจากรัฐหรือเอกชน สำนักงานเลขาธิการความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ภายใต้กำกับของ กปช. ต้องยื่นเรื่องขออนุญาตศาลออกเป็นคำสั่งตามแนวทางสากล ต่างจากร่างเดิมที่ขอข้อมูลได้ทันที ไม่ต้องขออนุญาตศาล ไม่ลิดรอนสิทธิประชาชน รวมถึงป้องกันภัยความมั่นคงควบคู่กันด้วย และไม่เกี่ยวกับการติดตามตรวจสอบผู้กระทำผิดกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่มี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ดูแลแยกกันชัดเจนเเล้ว

จับตาเอื้อบริษัทระบบไอทีมะกัน

ร.ท.หญิงสุณิสา เลิศภควัต อดีตรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการพบปะกันระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. กับนายวิลเลียม แอล. จอห์นสัน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รัฐโอไฮโอ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า มีเบื้องหลังเกี่ยวกับโครงการวางระบบไอทีที่ใช้เทคโนโลยีทางการทหารสอดแนมข้อมูลส่วนตัวประชาชนหรือไม่ เพราะนายจอห์นสันเป็นอดีตทหารอากาศเชี่ยวชาญข่าวกรอง เคยเปิดบริษัทวางระบบไอทีมาก่อน ถ้าร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการรักษา ความปลอดภัยไซเบอร์ผ่านออกมา บริษัทในเครือข่ายของนายจอห์นสันจะได้วางระบบโครงการของสำนักงานคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติหรือไม่ เพราะมีการเปิดช่องร่วมมือกับบริษัทต่างประเทศได้ ที่น่าสังเกตในมาตรา 19 อนุญาตให้สำนักงานฯรับเงินบริจาคจากภาคเอกชน ถ้ามีรายได้อย่างอื่นไม่ต้องส่งคืนคลัง อาจเป็นช่องทางตอบแทนเงินแลกกับการอนุมัติโครงการหรือไม่ และหลังพูดคุยกับนายจอห์นสันเพียงวันเดียว รัฐบาลประโคมข่าวมัลแวร์ตัวใหม่ในโลกออนไลน์ เหมือนออกตัวล่วงหน้าว่าจำเป็นต้องทุ่มเงินจ้างที่ปรึกษาวางระบบไอที มีความลับต้องปกปิดหรือจึงต้องวางระบบแน่นหนาเช่นนี้ หรือกลัวคนเห็นต่างเปิดโปงรัฐบาลในโลกออนไลน์จึงออกกฎเหล็กปิดหูปิดตาประชาชน

“บิ๊กจิ๋ว” ขอให้เห็นใจ ทร.ซื้อเรือดำน้ำ

วันเดียวกัน พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการจัดซื้อเรือดำน้ำของกองทัพเรือว่า สมัยทำหน้าที่รักษาการตำแหน่ง ผบ.ทหารสูงสุด ได้พูดคุยกับประธานาธิบดีเติ้ง เสี่ยว ผิง ในครั้งนั้นจีนได้มอบรถถัง 200 คัน เรือฟรีเกต 8 ลำ เรือบรรทุกทหาร 2 ลำ ตนขอเรือดำน้ำ 1 ลำ ทางจีนจะให้ขนาดเล็กมา แต่ขอเป็นขนาดใหญ่ จีนบอกว่าขอให้ความสัมพันธ์ไทย-จีนมากกว่านี้น่าจะมอบให้ได้ มองว่าการมีเรือดำน้ำหรือไม่ ไม่ใช่ว่าเป็นสิ่งที่เราพูดๆกัน ยังมีเรื่องที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ เรือดำน้ำที่ไปขอครั้งนั้นไม่ได้ต้องการไปรบกับใคร ความต้องการที่แท้จริงคือการฝึกกำลังพล ให้มีความรู้มากกว่า ทหารที่ทำงานใต้น้ำกับทหารที่ทำงานในน้ำไม่เหมือนกัน เดินสวนกันยังรู้เลย ด้วยวิธีทำความเคารพที่มีความแตกต่างกัน การใช้เรือดำน้ำไม่ใช่ฝึกเพียงหนึ่งถึงสองอาทิตย์ จะต้องใช้เวลานาน เราต้องเห็นใจและเข้าใจกัน ในความ ต้องการที่มีประโยชน์ต่อประเทศชาติ

“เรืองไกร” จ่อร้อง สตง.สาวต่อเชิงลึก

นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ทีมโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติงบประมาณซื้อเรือดำน้ำโดยไม่เปิดเผยข้อมูลตามสมควร ทำให้สังคมอยากรู้ข้อมูล และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้ออกมารับรองเบื้องต้นว่า จากการตรวจสอบยังไม่พบความผิดปกตินั้น ในรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 50 กำหนดหน้าที่ปวงชน ชาวไทยให้ป้องกันผลประโยชน์ประเทศ และมาตรา 51 ให้สิทธิประชาชนในการติดตามการดำเนินการของรัฐ รวมทั้งฟ้องร้องหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ เมื่อตรวจสอบข้อมูลพบข้อสังเกตที่ต้องขอให้ สตง.ตรวจสอบเชิงลึกต่อไป เช่น การจัดหาเรือดำน้ำเป็นลักษณะรัฐต่อรัฐจริงหรือไม่ เพราะบริษัท ไชน่า ชิปบิวดิ้ง แอนด์ ออฟชอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เป็นบริษัทที่มีผู้ถือหุ้นใหญ่ 17 ราย จึงไม่ใช่บริษัทที่รัฐบาลจีนเป็นเจ้าของทั้งหมด และแม้ใช้งบกองทัพเรือ แต่ก็เป็นการใช้เงินแผ่นดินที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้ต้องดำเนินการตามวินัยการเงินการคลัง และเปิดเผยข้อมูลการตั้งงบประมาณและงบผูกพันไว้ใน พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี แต่ในงบกองทัพเรือปีงบประมาณ 2560 กลับไม่พบว่าส่วนใด คืองบฯจัดหาเรือดำน้ำ ดังนั้น วันที่ 15 พ.ค. เวลา 10.00 น. ตนจะไปยื่นหนังสือถึง สตง. เพื่อขอให้ตรวจสอบเชิงลึกในโครงการเรือดำน้ำต่อไป

ผู้ตรวจการฯตั้ง กก.สอบเรือดำน้ำ

พล.อ.วิทวัส รชตะนันทน์ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวถึงความคืบหน้าการพิจารณาคำร้องของนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ขอให้ตรวจสอบและเสนอเรื่องพร้อมความเห็นให้ศาลปกครองวินิจฉัยว่าการลงนามสัญญาจัดซื้อเรือดำน้ำของรัฐบาลเป็นโมฆะว่า หลังสำนักงานฯได้รับคำร้องจากนายศรีสุวรรณแล้วได้ศึกษาและเสนอให้ผู้ตรวจการฯพิจารณา เห็นว่าอยู่ในอำนาจที่ผู้ตรวจการแผ่นดินรับไว้พิจารณาและมีคำวินิจฉัยได้ พร้อมเสนอว่าควรตั้งคณะกรรมการแสวงหาข้อเท็จจริง ผู้ตรวจการแผ่นดินก็เห็นด้วย และจะได้มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป โดยคณะกรรมการตรวจสอบนอกจากจะประกอบด้วยฝ่ายสอบสวนของสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินแล้ว จะมีบุคคลภายนอกที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ มีความรู้ เข้าใจถึงการประเมินภัยคุกคาม ระยะเวลาการทำงานของคณะกรรมการฯไม่น่าจะช้า

“วิษณุ” นัด สธ.ผ่าปมบรรจุพยาบาล

ส่วนกรณีเครือข่ายพยาบาลวิชาชีพเรียกร้องรัฐบาลแก้ไขปัญหากรณี ครม.ไม่อนุมัติอัตราบรรจุข้าราชการตั้งใหม่ตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพจำนวน 10,992 อัตรานั้น นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงปัญหาพยาบาลวิชาชีพลูกจ้างชั่วคราวประกาศจะลาออกเนื่องจากไม่ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการว่า ในวันที่ 15 พ.ค. จะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งตัวแทนสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) สำนักงานกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ตัวแทนจากกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) มาหารือ เหตุที่ไม่มีการบรรจุเพราะมีอัตราว่างกว่า 1 หมื่นอัตรา อาจไม่ใช่อัตราพยาบาลทั้งหมด แต่แปลงมาใช้ก่อนได้ ให้บรรจุตำแหน่งที่ว่างให้หมดก่อนแล้วมาขออนุมัติใหม่ แต่ปรากฏว่าตำแหน่งที่ว่างหมื่นกว่าตำแหน่งกระทรวงสาธารณสุขจะเก็บเอาไว้บรรจุให้คนอื่น แล้วมาขอเพิ่มอีก 1 หมื่นอัตรา ถือว่าไม่ถูกต้อง เกณฑ์การบรรจุดังกล่าวใช้กับทุกกระทรวง ยกตัวอย่างบางกระทรวงขอมา 200 อัตราแต่มีว่างอยู่อีก 700 อัตรา ทำไมไม่บรรจุ 700 อัตราตรงนั้นก่อน แต่ถ้าอ้างว่ามีปัญหาติดเรื่องใดขอให้บอกมาจะแก้ไขให้

ชี้ช่องแปลงอัตรามาใช้ก่อนได้

“ตำแหน่งที่มีอยู่ให้แปลงมาใช้ก่อนไม่มีปัญหาอะไร แล้ววันหลังจะบรรจุแพทย์ ทันตแพทย์ หรือเภสัชกรหรืออะไรก็มาขอใหม่ได้ เวลานี้ตำแหน่งไปกองอยู่โดยไม่ได้ทำอะไร ส่วนที่มีข่าวว่าพยาบาลจะขู่ลาออกเราก็จะพูดกับทางกระทรวงให้ไปพูดต่อ และผมเชื่อว่าเมื่อพูดคุยแล้วจะสามารถคลี่คลายปัญหานี้ได้ เหมือนวันนี้จะตั้งคนเป็นซี 10 แล้วเอาตำแหน่งซี 3 มาแปลงก็ทำได้ หรือเอาซี 11 มาย่อยเป็นซี 3 จำนวน 5 อัตรายังได้ โดยต้องมาขออนุมัติก่อนเพราะระเบียบมีอยู่ ถ้ามีการลาออกจริงจะกระทบระบบหรือไม่นั้น ตอนนี้พยาบาลยังไม่ออกก็ขอให้รอก่อน” นายวิษณุกล่าว

“รังสิมา” บี้รัฐเยียวยากันสมองไหล

ที่พรรคประชาธิปัตย์ น.ส.รังสิมา รอดรัศมี อดีต ส.ส.สมุทรสงคราม พรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า สำนักงาน ก.พ.ระบุเปิดรับบรรจุพยาบาลวิชาชีพปีนี้ 11,213 อัตรา แต่กระทรวงสาธารณสุขชี้แจงว่ารับบรรจุได้เพียง 1,200 อัตรา ทำให้พยาบาลไม่ได้รับการบรรจุ 10,992 คน แท้จริงบรรจุได้มากกว่านี้หรือไม่ อยากให้ทั้งสองหน่วยงานไปบูรณาการหาแนวทางเยียวยาพยาบาลที่ไม่ได้รับการบรรจุด้วย ขอเรียกร้องให้รัฐบาลเล็งเห็นถึงค่าตอบแทนพยาบาลที่ทำงานหนัก ต้องเข้าเวรหลายรอบกะ เป็นอาชีพเฉพาะทาง แต่ค่าตอบแทนน้อยกว่าผู้จบปริญญาตรี เริ่มต้นเพียง 13,000 บาท เป็นห่วงอาจสมองไหลไปสู่โรงพยาบาลเอกชน โรงพยาบาลเอกชนต้องการพยาบาลของรัฐที่มีประสบการณ์ เอกชนมีสวัสดิการเงินเดือนดีกว่าหลายเท่า รัฐบาลควรกำหนดแผนบรรจุพยาบาลวิชาชีพที่ชัดเจน เพื่อเป็นหลักประกันว่าจะไม่ตกงานและได้เป็นข้าราชการ

พยาบาลล่าชื่อยื่นนายกฯ รื้อมติ ครม.

น.ส.รุ่งทิวา พนมแก พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ โรงพยาบาลร้อยเอ็ด ในฐานะผู้ประสานงานเครือข่ายพยาบาลวิชาชีพลูกจ้างชั่วคราว ประจำภาคอีสาน กล่าวว่า เครือข่ายฯ เตรียมหารือร่วมกันว่าจะเคลื่อนไหวต่ออย่างไร ผลการหารือจะชัดเจนได้ภายในวันที่ 15 พ.ค. เบื้องต้นอาจรวบรวมรายชื่อเพื่อขอความเห็นใจจาก ครม.และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ให้เปลี่ยนแปลงมติ ครม. ขอให้อนุมัติตำแหน่งให้ เป็นอัตราที่ไม่ได้มากเมื่อเทียบกับจำนวนพยาบาลและประชาชนที่รับบริการ ที่สำนักงาน ก.พ.ระบุว่าไทยมีสัดส่วนพยาบาลสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่องค์การอนามัย โลกกำหนด 1.4 คนนั้น ตัวเลขนี้รวมทั้งประเทศเป็นพยาบาลทั้งภาครัฐและเอกชน คิดเป็นพยาบาล 1 คนต่อคนไข้ 400 คน ส่วนใหญ่เป็นโรงพยาบาลเอกชน แต่ปัญหาส่วนใหญ่อยู่ในโรงพยาบาลรัฐ 1 คนต่อคนไข้ 600 คน ใน 1 วัน ต้องทำงานหนักอย่างต่ำถึง 16 ชั่วโมง พวกตนต้องการความมั่นคงในวิชาชีพ ต้องการเป็นข้าราชการภายใต้แผ่นดินไทย การลาออกเป็นสิทธิของน้องๆที่ทำได้ อยู่ รพ.รัฐเงินเดือนน้อยอยู่แล้ว แค่ต้องการขวัญกำลังใจ ความก้าวหน้าของวิชาชีพเท่านั้น

สธ.นั่งไม่ติดป้อนข้อมูลแจง คปร.

ด้าน นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงกรณีแถลงการณ์ของเครือข่ายพยาบาลวิชาชีพลูกจ้างชั่วคราว ยืนยันจะลาออก หากไม่มีการบรรจุตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพ 10,992 อัตรา ว่า สธ.ไม่ได้นิ่งนอนใจ วันที่ 15 พ.ค. นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้เรียกเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดทำข้อมูลชี้แจงให้กับคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.)

“บิ๊กตู่”กำชับเตรียมพร้อมรับเปิดเทอม

เมื่อเวลา 11.30 น. พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์แก่ผู้สื่อข่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.กำชับให้กระทรวงศึกษาธิการเตรียมความพร้อมก่อนเปิดภาคเรียนปีการศึกษา 2560 ทั่วประเทศในวันที่ 16 พ.ค. ให้แต่ละโรงเรียนเน้นความปลอดภัย สำรวจจุดอันตราย ซ่อมแซมตึกอาคาร อุปกรณ์ไฟฟ้า โต๊ะเก้าอี้ เครื่องเล่นสนามให้มั่นคงแข็งแรง ตัดแต่งต้นไม้ สนามหญ้า กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์นำโรคให้เรียบร้อย และนายกฯให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กที่ต้องการการพัฒนาอย่างเร่งด่วน หรือโรงเรียนไอซียู มีอยู่ประมาณ 3,000 แห่ง เพราะมีผลการประเมิน PISA ต่ำ การพัฒนามักลงไปไม่ถึง ให้ไปวิเคราะห์ว่าต้องการความช่วยเหลือเรื่องใด เช่น ครูผู้สอน อุปกรณ์การเรียน วิธีการสอน ฯลฯ แล้วแก้ไขให้ตรงจุด ยกระดับมาตรฐานให้ได้

รัดเข็มขัดขอคืนหนังสือเรียนฟรี

พล.ท.สรรเสริญเผยอีกว่า นายกฯยังย้ำให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เร่งทำความเข้าใจกับพ่อแม่ผู้ปกครองและประชาชนถึงแนวคิดการให้ยืมหนังสือเรียนแทนการแจกหนังสือให้แก่เด็กทุกคน ตามนโยบายเรียนฟรีเรียนดี 15 ปีอย่างมีคุณภาพ วันนี้คนไทยควรปรับวิธีคิดใหม่ จะช่วยเหลือประเทศชาติได้อย่างไร ไม่ใช่รอรับการสนับสนุนเพียงอย่างเดียว เด็กทุกคนยังนำหนังสือติดตัวกลับไปบ้านได้ตามปกติ แต่เมื่อสิ้นสุดปีการศึกษา ต้องนำกลับไปคืนโรงเรียน ส่งต่อให้นักเรียนรุ่นถัดไป ฝึกวินัยและคำนึงถึงผู้อื่น เช่นเดียวกับในสิงคโปร์และเวียดนาม ซึ่งไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญเพราะยังเรียนฟรีเช่นเดิม หนังสือที่ให้เด็กยืมเรียนนั้นต้องอยู่ในสภาพดีร้อยละ 70-80 ส่วนที่เสียหายจะซื้อทดแทนใหม่ วิชาใดปรับปรุงเนื้อหาต้องจัดหาให้ใหม่เช่นกัน โดยนักเรียนยังจดประเด็นสำคัญลงไปในหนังสือได้เหมือนเดิม ส่วนแบบฝึกหัดไม่เรียกคืน เพราะแต่ละปีมีหนังสือเรียนสภาพดีและใช้งานได้กว่าร้อยละ 30 หากนำกลับมาใช้ต่อ จะช่วยประหยัดงบประมาณได้ถึงปีละ1,513 ล้านบาท

“วิลาศ” แฉล็อกสเปกบิ๊ก บขส.

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงกรณีนายจิรศักดิ์ เยาว์วัชสกุล ได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ขนส่ง จำกัด ว่า ตั้งแต่วันที่เริ่มต้นการสรรหาจนกระทั่งประชุมคณะกรรมการบริษัท บขส. มีมติตั้งแต่งนายจิรศักดิ์ เมื่อวันที่ 20 เม.ย.มีความพยายามตั้งนายจิรศักดิ์ มาตั้งแต่ต้น ยืดเวลาทิ้งระยะนัดสัมภาษณ์ไปถึง 5 เดือน ทั้งยังแก้ไขระเบียบในส่วนคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่งเอื้อประโยชน์ให้ มีผู้สมัครเข้ารับการสรรหาฯบางคนกำลังรวมตัวฟ้องร้องต่อคณะกรรมการสรรหา ตนยินดีพร้อมไปเป็นพยาน เพราะวิธีการสรรหาไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่เชื่อว่าไม่มีการล็อกสเปก

นายวิลาศกล่าวอีกว่า หลังได้ทักท้วงหลายครั้งว่าสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน (สตง.) มีหนังสือทักท้วงไปยังบอร์ดการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) ว่ากระบวนการสรรหาผู้ว่าการ กปภ.มิชอบด้วยกฎหมาย จากนั้นได้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ว่าการ กปภ.มีนายณัฐจักร ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา อธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญา เป็นประธานกรรมการฯ ตั้งแต่วันที่ 21 ก.พ.ให้ตรวจสอบภายใน 15 วัน ผ่านมา 3 เดือนยังไม่ปรากฏผลสอบ จึงไปตรวจสอบจนมีคนส่งเอกสารมาให้ระบุว่านายณัฐจักร มีพฤติกรรมวิ่งเต้นสนับสนุนให้ผู้อำนวยการภายใน กปภ. เป็นผู้หญิงรายหนึ่งให้ดำรงตำแหน่งระดับผู้อำนวยการสำนักผู้ว่าการฯหรือตำแหน่งอื่นใดในระดับชั้น 10 ต่อผู้ว่าการ กปภ. จึงเตรียมร้องต่ออัยการสูงสุดให้ตรวจสอบจริยธรรมนายณัฐจักรต่อไปด้วย