วันพุธที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ผ่าพิสูจน์กระทะโคเรียคิง สคบ.คุมเข้มขายตรงตัดตอนแชร์ลูกโซ่

(ภาพจากเว็บไซต์ : Korea King)

สคบ.สังคายนาข้อมูลขายตรงทั้งระบบ เรียกผู้ประกอบการรายงานตัว ป้องกันแฝงตัวทำธุรกิจแชร์ลูกโซ่ กำหนดคุณสมบัติให้ผู้ประกอบธุรกิจขายตรงต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ขีดเส้นต้องมีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่ต่ำกว่า 5 ล้านบาท ด้านกระทะโคเรียคิงเจ้าปัญหาส่ง 3 หน่วยงานผ่าพิสูจน์หาความจริง

พล.ต.ต.ประสิทธิ์ เฉลิมวุฒิศักดิ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยว่า สคบ.เตรียมออกประกาศให้ผู้ประกอบการธุรกิจขายตรง และตลาดแบบตรงทุกราย เข้ามารายงานและชี้แจงรายละเอียดการทำธุรกิจกับ สคบ.ใหม่อีกครั้ง เพื่อตรวจสอบว่า ยังประกอบธุรกิจ หรือยังขายสินค้าอยู่จริงหรือไม่ เพราะหลังจากที่ พ.ร.บ.ขายตรงและตลาดแบบตรงฉบับใหม่ ซึ่งผ่านการเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ไปแล้ว เมื่อมีผลบังคับใช้ สคบ.ต้องปรับปรุงข้อมูลผู้ประกอบธุรกิจทั้งหมด และยังช่วยกำจัดผู้ประกอบธุรกิจตัวปลอมที่แฝงตัวเข้ามาทำธุรกิจในลักษณะของแชร์ลูกโซ่ด้วย

“หลังจากกฎหมายออกมามีผลบังคับใช้แล้ว สคบ.ต้องตรวจสอบข้อมูลผู้ประกอบธุรกิจใหม่ทั้งหมด และขอให้ทุกรายที่เคยมาจดทะเบียนกับ สคบ.เข้ามายืนยันตัวตน เข้ามายืนยันการทำธุรกิจ มีแผนงานที่ชัดเจน และมีสินค้า และบริการที่จะทำการขายชัดเจน เพื่อป้องกันคนที่ไม่หวังดีแฝงตัวเข้ามาหลอกลวงผู้บริโภคที่ตอนนี้มีข่าวให้เห็นอยู่บ่อยๆ”

พล.ต.ต.ประสิทธิ์กล่าวถึงรายงานผลการดำเนินกรณีโฆษณากระทะยี่ห้อโคเรียคิง อ้างถึงการเคลือบสาร 8 ชั้นว่า สคบ.ได้ดำเนินการส่งตัวอย่างกระทะไปยัง 3 หน่วยงานดังนี้ 1.ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ เพื่อดำเนินการวิเคราะห์ทดสอบหาข้อเท็จจริง 2.กรมวิทยาศาสตร์บริการ วิเคราะห์ทดสอบเพื่อหาการปนเปื้อนหรือหลุดร่วงของสารเคมีต่างๆ กรณีที่มีการนำมาประกอบอาหาร และ 3.ส่งตัวอย่างกระทะไปยังนายวีรชัย พุทธวงศ์ ซึ่งเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาเคมี คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน

“สคบ.ได้สุ่มเก็บตัวอย่างกระทะเทฟลอนยี่ห้ออื่นๆ ให้ทั้ง 3 หน่วยงานทดสอบเพิ่มเติมด้วย และเมื่อได้รับผลการตรวจพิสูจน์แล้ว จะส่งให้คณะกรรมการขายตรงและตลาดแบบตรงพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป”

ด้านนายพิฆเนศ ต๊ะปวง รองเลขาธิการ สคบ. กล่าวว่า หลังจากกฎหมายขายตรงฉบับใหม่ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา สคบ.จะเริ่มต้นการร่างกฎหมายอื่นๆที่เกี่ยวข้อง และกำหนดขั้นตอนการควบคุมก่อนที่กฎหมายจะมีผลบังคับใช้ใน 120 วัน ซึ่งตามกฎหมายฉบับใหม่นี้ ถือเป็นครั้งแรกที่ สคบ.บังคับให้ผู้ประกอบธุรกิจต้องมีการวางเงินประกันไว้ก่อนจดทะเบียนด้วย ซึ่งจะเป็นเงินสดหรือพันธบัตร และเมื่อเกิดกรณีพิพาท หรือมีผู้บริโภคร้องเรียนเรียกค่าเสียหาย สคบ.จะนำเงินส่วนนี้ไปให้ผู้บริโภคทันที หากตรวจสอบพบว่า ผู้ประกอบธุรกิจมีความผิดจริง

อย่างไรก็ตามสาระสำคัญของกฎหมายฉบับดังกล่าว ได้กำหนดคุณสมบัติให้ผู้ประกอบธุรกิจขายตรงจะต้องเป็นบริษัทจำกัด บริษัทมหาชนจำกัด และห้างหุ้นส่วนจำกัด มีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่ต่ำกว่า 5 ล้านบาท จากเดิมที่เปิดโอกาสให้บุคคลใดก็ได้ทำธุรกิจขายตรงได้ ส่วนการประกอบธุรกิจตลาดแบบตรง กำหนดคุณสมบัติเปิดกว้างให้ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลสามารถยื่นคำขอจด ทะเบียนการประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงได้ ไม่ได้กำหนดทุนจดทะเบียน เพื่อไม่ให้กระทบกับผู้ประกอบการรายย่อย โอทอป และออนไลน์

สำหรับบทลงโทษของการประกอบธุรกิจขายตรงและธุรกิจตลาดแบบตรงมีบทกำหนดโทษเดียวกันหากทำธุรกิจโดยไม่จดทะเบียนจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ขณะที่อัตราโทษค่าปรับรายวันหากยังฝ่าฝืนอยู่กำหนดให้ธุรกิจขายตรงเสียค่าปรับไม่เกินวันละ 20,000 บาทต่อวัน.