วันพุธที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สปท.ชงนายกฯ นั่ง ปธ.บอร์ด กปช.ปัดชง ก.ม.ล้วงตับประชาชน

สปท.ชงนายกฯ นั่ง ปธ.บอร์ด กปช.คุมมั่นคงไซเบอร์ สั่งล้วงตับได้ รัฐ-เอกชนไม่ร่วมมือเจอคุก ขณะที่ "พิสิษฐ์" ปัดเขียน ก.ม.ล้วงความลับประชาชน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ในวันพรุ่งนี้ (15 พ.ค.) จะมีวาระพิจารณาผลการศึกษาและข้อสังเกตร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ของคณะ กมธ.ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน สปท. ที่มี พล.อ.อ.คณิต สุวรรณเนตร เป็นประธาน กมธ. มีสาระสำคัญให้แก้ไขเพิ่มเติมคำนิยามหลายประเด็น อาทิ คำว่า "ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์" หมายถึงมาตรการป้องกัน รับมือ แก้ไขสถานการณ์ด้านภัยคุกคามทางโครงข่ายโทรคมนาคมการบริการดาวเทียม ระบบกิจการสาธารณูปโภคพื้นฐาน ระบบกิจการสาธารณะสำคัญ ไม่ให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ ความมั่นคงทางการทหาร โดยเสนอแก้ไขสัดส่วนคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (กปช.) ให้มีนายกฯ หรือรองนายกฯ ที่ได้รับมอบหมายมาเป็นประธาน กปช. เปลี่ยนจากเดิมที่กำหนดให้ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเป็นประธาน ขณะที่บทบัญญัติว่าด้วยสำนักงาน กปช. แก้ไขให้ กปช.เป็นส่วนราชการ ฐานะเท่ากับกรม ที่ขึ้นตรงต่อนายกฯ จากเดิมที่เป็นเพียงหน่วยงานของรัฐฐานะนิติบุคคล ปรับเรื่องหน้าที่ให้ กปช.เป็นองค์กรศูนย์กลางด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ให้อำนาจตอบสนอง รับมือ ตอบโต้เชิงรุกกับกรณีทีเกิดภัยคุกคามอย่างมีนัยสำคัญหรือร้ายแรง โดยกำหนดการสร้างมาตรการรับมือดังกล่าวอยู่ในชั้นความลับและให้อำนาจ

ผู้สื่อข่ารายงานว่า ส่วนมาตรการรับมือและการปฏิบัติต่อภัยคุกคามทางไซเบอร์ ให้อำนาจ กปช.สั่งการไปยังหน่วยงานของรัฐหน่วยงานเอกชนให้แก้ไข ยกเลิก หรือยุติการกระทำที่เป็นภัยต่อความมั่นคงไซเบอร์ทันที กรณีหน่วยงานรัฐไม่ปฏิบัติตามให้ถือว่ากระทำผิดวินัย และส่งเรื่องให้ ครม.พิจารณาได้ ส่วนกรณีเอกชน ให้อำนาจ กปช.สั่งตรงไปยังหน่วยงานเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการก่อภัยคุกคามทางไซเบอร์ ยุติการกระทำหรืองดเว้นการกระทำได้ทันที ถ้าเกิดกรณีที่จำเป็นซึ่งต้องได้รับความยินยอมจากเอกชนก่อน หากหน่วยงานเอกชนไม่ยินยอม สามารถใช้มาตรการทางคำสั่งศาลได้ นอกจากนี้ ยังเสนอเพิ่มมาตรการลงโทษด้วยการจำคุกและปรับเงินด้วย หากฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่

พล.ต.ต.พิสิษฐ์ เปาอินทร์ รองประธาน กมธ.ด้านสื่อสารมวลชน สปท. กล่าวว่า พ.ร.บ.นี้ วางกรอบป้องกันการถูกคุกคามความมั่นคงทางไซเบอร์ โดยมีคณะกรรมการ กปช.คอยกำหนดนโยบายรับมือเวลาเกิดภัยคุกคาม การทำงานจะจัดกลุ่มระวังภัยในทางลับของความมั่นคงทุกมิติ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ หน่วยงานการเงิน การธนาคาร ความมั่นคง คอยระเเวดระวังวิเคราะห์จัดลำดับความเสี่ยง โดยจะไม่คิดเเค่มาตราการตั้งรับอย่างเดียว หากพิสูจน์ทราบเจอตัวการ จะมีเเนวทางตอบโต้กลับไปด้วย

เมื่อถามว่า หลายฝ่ายกังวลจะเป็นร่างกฎหมายล้วงข้อมูลความลับประชาชน พล.ต.ต.พิสิษฐ์ กล่าวว่า ไม่ใช่แน่นอน เพราะเราได้แก้ไขเนื้อหาว่า การขอข้อมูลใดๆ จากรัฐหรือเอกชน สำนักงานเลขาธิการความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ที่อยู่ภายใต้กำกับของ กปช. ต้องยื่นเรื่องขออนุญาตศาลออกเป็นคำสั่ง เพื่อประกอบการขอข้อมูล ต่างจากร่างเดิมที่กำหนดนโยบายขอข้อมูลได้ทันทีโดยไม่ต้องขออนุญาตศาล กมธ.เสนอแก้แบบนี้เพื่อให้ศาลชี้ขาด เป็นเเนวทางเเบบสากล ไม่ริดรอนสิทธิประชาชน รวมถึงป้องกันภัยความมั่นคงควบคู่กันด้วย อย่างไรก็ตาม พ.ร.บ.นี้ไม่เกี่ยวกับการติดตามตรวจสอบผู้กระทำผิดกฎหมายอาญามาตรา 112 กรณีดังกล่าวมี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์คอยดำเนินการแยกกันชัดเจนเเล้ว.