วันอังคารที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

คิดถึงกันบ้างมั้ย? 5 คนดังที่หายไป แต่ยังอยู่ในใจของคนดู

เพราะวงการบันเทิงเป็นวงการที่ไม่แน่นอนและไม่ยืนยาว มีดาราแจ้งเกิดใหม่ขึ้นได้ทุกวัน ส่วนดาราเก่าๆ ที่เคยโด่งดังมีชื่อเสียง ก็ค่อยๆ ถูกกาลเวลาลบเลือนไป หรือบางคนชิงผันตัวเองออกไปสู่เส้นทางอาชีพอื่น และทิ้งแค่ผลงานดีๆ เอาไว้ให้ผู้ชมได้จดจำ ถึงแม้ว่าชื่อของพวกเธออาจจะถูกลืมเลือนไปบ้างตามกาลเวลา แต่ผลงานการแสดงที่ทิ้งเอาไว้ก็ยังคงทำให้แฟนๆ ยังจำพวกเธอได้ แม้จะห่างหายไปนานแค่ไหนก็ตามแต่ 
วันนี้บันเทิงไทยรัฐออนไลน์จะพาไปย้อนวันวานของ 5 สาวที่เคยโด่งดังในอดีตว่ามีใครกันบ้าง และพวกเธอเหล่านี้ได้ทิ้งผลงานอะไรเอาไว้แฟนๆ บ้าง ให้แฟนๆ ได้คิดถึงและรอคอยการกลับมากันบ้าง ไปดูกันเลย

เริ่มต้นกันที่นักแสดงสาว จอย ศิริลักษณ์ ผ่องโชค ที่เข้าสู่วงการบันเทิงตั้งแต่อายุ 7 ขวบ จากรายการสโมสรผึ้งน้อย ด้วยการมีผลงานเพลง โบว์สีชมพู และเคยเป็นผู้ประกาศข่าวในรายการ จิ๋วแจ๋วเจาะโลก ก่อนจะได้มาเล่นละครช่อง 7 เรื่อง ขมิ้นกับปูน รับบทเป็น ปัทมา และหลังจากนั้นมาก็เล่นละครกับทางช่อง 3 ในเรื่องโสมส่องแสง จึงทำให้จอยเริ่มเป็นที่รู้จักตั้งแต่ตอนนั้น จากนั้นจอยยังมีผลงานละครที่แจ้งเกิดและทำให้กลายเป็นนางเอกอันดับต้นๆ ของวงการ จากละครเรื่อง รักเดียวของเจนจิรา, เสน่ห์นางงิ้ว, สาวน้อยคาเฟ่ และราชินีหมอลำ

เพราะเป็นคนที่มีความสามารถทางการร้องเพลง จึงทำให้จอยได้มีอัลบั้มเพลงในปี 2539 เป็นเพลงสตริง มีเพลงติดหูอย่าง ความรัก และจอยยังมีอัลบั้มเพลงลูกทุ่งอีกในปี 2548 มีเพลงสร้างชื่ออย่าง โสดไม่ได้ตั้งใจ อีกด้วย

จากนั้น จอย ศิริลักษณ์ ก็ได้ห่างหายไปจากวงการบันเทิง ไปเรียนต่อจนจบปริญญาเอก และทำธุรกิจส่วนตัวเล็กๆ น้อยๆ ของตัวเอง ก่อนที่จอยจะกลับมาปรากฏตัวอีกครั้งบนเวที The Mask Singer Season 2 ภายใต้หน้ากากหงส์ดำเมื่อไม่นานมานี้อีกด้วย

มาต่อกันที่นักแสดงสาว ปูเป้ รามาวดี นาคฉัตรีย์ หรือนามสกุลเดิมคือ สิริสุขะ ซึ่งเธอเป็นพี่สาวของนักแสดงสาว เชอร์รี่ เข็มอัปสร นั่นเอง ปูเป้เข้าวงการได้เพราะการคว้าตำแหน่งสาวแพรวในปี 1996 และหลังจากนั้นก็ถูกชักชวนจาก อายุ ยุวดี ผู้จัดละครจากค่ายยูม่า มาเล่นละครกับทางช่อง 3

และชื่อของปูเป้ก็กลายเป็นนางเอกเบอร์ต้นๆ ของช่อง 3 อีกคน หลังจากที่ความน่ารัก ตากลม ผมหยิกฟู ที่เป็นเอกลักษณ์ของเธอโดนใจแฟนๆ ละคร ซึ่งปูเป้ก็ยังได้สร้างความประทับใจจากละครที่เธอเล่นมากมายหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น ตามรักคืนใจ, ท่านชายกำมะลอ และอื่นๆ อีกมากมาย

หลังจากใช้ชีวิตบนเส้นทางบันเทิงอยู่นานหลายปี ปูเป้ได้ตัดสินใจสละโสดกับ วรวีร์ นาคฉัตรีย์ และค่อยๆ หันหลังให้กับวงการบันเทิง เนื่องจากเธอมีลูกที่ต้องดูแล จนกระทั่งลูกๆ เริ่มโต ปูเป้ก็ได้กลับมารับงานละครปีละเรื่อง และเรื่องล่าสุดที่แฟนๆ ได้ชมผลงานของเธอคือ เลือดรักทรนง กับบทของ แม่นิ่ม นั่นเอง

ทางด้านนางร้ายมีชื่ออย่าง กิ๊ก สุวัจนี พานิชชีวะ หรือนามสกุลเดิมคือ ไชยมุสิก เริ่มต้นการทำงานในวงการบันเทิงด้วยการถ่ายโฆษณาแป้งเด็กอินโนเซนต์ ตั้งแต่ 8 ขวบ เป็นการชิมลางก่อนจะเข้าวงการบันเทิงอย่างจริงจังเมื่ออายุ 17 ปี โดยการได้รับโอกาสจากคุณแดง สุรางค์ เปรมปรีดิ์ ให้เล่นละครเรื่องแรกอย่างเรื่อง หน้ากากดอกซ่อนกลิ่น ประกบคู่กับพระเอกชื่อดังในยุคนั้นอย่าง โอ วรุฒ วรธรรม ซึ่งเรื่องนี้กิ๊กได้รับบทเป็นนางเอกเรื่องแรกและเรื่องเดียว

แต่หลังจากนั้นกิ๊กก็ได้เล่นละครให้กับช่อง 7 เรื่อยมา และมีชื่อเสียงโด่งดังจากบทของ มาหยารัศมี ในละครเรื่อง ดาวพระศุกร์ จนทำให้ชื่อของกิ๊กหลายเป็นนางร้ายเบอร์ต้นๆ ของวงการละคร

กิ๊ก สุวัจนี ฝากฝีมือการแสดงไว้กับละครมากมายหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น กระสือ, มนต์รักลูกทุ่ง, ทัดดาวบุษยา, สามีเงินผ่อน, ไทรโศก, ซิทคอม บางรักซอยเก้า และอีกมากมายหลายเรื่องที่เธอได้ฝากฝีมือเอาไว้ให้แฟนๆ ได้คิดถึงกัน แม้จะเป็นนางร้ายที่ร้ายกาจมากๆ แต่นอกจอ กิ๊กกลับเป็นผู้หญิงเฮฮา ไม่ห่วงสวย ด้วยบุคลิกนี้ยิ่งทำให้แฟนๆ ละครของเธอยิ่งรักนางร้ายคนนี้ และนอกจากผลงานละครแล้ว กิ๊กยังได้รับโอกาสให้เป็นพิธีกรรายการอย่าง คลื่นแซด, แซดทีวี และยุทธการบันเทิง

ก่อนที่กิ๊กจะตัดสินใจแต่งงานอย่างเงียบๆ กับ แจ๊คกี้ ธรรมจักร และผันตัวเองไปเป็นคุณแม่เลี้ยงดูลูกๆ ของเธอ ซึ่งตอนนี้สาวกิ๊กกลายเป็นคุณแม่ลูก 3 ที่ยังคงสวยและแซ่บอยู่ งานนี้ลูกๆ โตเมื่อไร เราคงได้เห็นสาวกิ๊กกลับมาเล่นละครให้ได้ดูอีกครั้ง

ตัวแม่สุดแซ่บในวงการอย่าง บุ๋ม ตรีรัก รักการดี สาวผู้เปิดมิติใหม่ให้กับวงการบันเทิงด้วยการเป็นนางเอกที่มีภาพลักษณ์เซ็กซี่ โดยบุ๋มเข้าสู่วงการบันเทิงได้ด้วยการเป็นดาวคณะนิเทศศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยกรุงเทพ

โดยการได้เล่นละครเรื่องแม่นาคพระโขนง ทางช่อง 3 ในปี 2532 คู่กับ เอกพันธ์ บรรลือฤทธิ์ จากนั้นบุ๋มก็มีผลงานละครและภาพยนตร์มากมายหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น สี่แผ่นดิน, แก้วขนเหล็ก, บ้านผีปอบ 1 และ 2

จนกระทั่งในปี 2538 บุ๋มได้ออกอัลบั้มเพลงกับค่ายคีตา เรคคอร์ดส โดยใช้ชื่อว่า Moddy ตรีรัก ซึ่งการเป็นนักร้องของบุ๋มนั้นได้สร้างความฮือฮาให้กับวงการบันเทิงไม่น้อย เพราะเธอใส่เสื้อเอวลอยโชว์สะดือ และใส่กางเกงขาสั้นแค่ 1 คืบ โดยมีเพลงดังอย่าง มีแฟนหรือยังจ๊ะ เพราะเหตุนี้จึงทำให้คนเริ่มติดภาพเซ็กซี่ของบุ๋มมาตั้งแต่นั้น

จนกระทั่งบุ๋มอายุ 32 ปี จึงตัดสินใจออกจากวงการบันเทิง ไปศึกษาและใช้ชีวิตที่สหรัฐอเมริกา บุ๋มได้ใบประกาศนียบัตรวิชาชีพตัดขนสุนัขและแมว ยึดเป็นอาชีพและทำมานานกว่า 15 ปี แม้จะไปอยู่ที่อเมริกา แต่บุ๋มก็ยังไปๆ มาๆ ที่เมืองไทย และยังมีผลงานการถ่ายแบบเซ็กซี่ออกมาให้แฟนๆ ของเธอได้ดูเป็นครั้งคราวให้หายคิดถึงเธอบ้าง

และล่าสุดบุ๋ม ตรีรัก ด้วยวัย 50 ปี แต่รูปร่างหน้าตาของบุ๋มยังคงไม่เปลี่ยนไปจากเดิม เธอจึงได้ตัดสินใจกลับมาอยู่ที่เมืองไทย พร้อมทั้งทำธุรกิจด้านความงามตามความถนัดของตัวเอง

ปิดท้ายด้วยนักร้อง-นางเอกสาว บัวชมพู สหวัฒน์ หรือนามสกุลเดิม ฟอร์ด สาวลูกครึ่งไทย-อังกฤษ ผู้มีหน้าตาน่ารักและลักยิ้มขโมยใจหนุ่มๆ บัวเริ่มเข้าวงการบันเทิงเมื่ออายุ 17 ปี ด้วยความบันเทิง เมื่อโรงเรียนพาไปทัศนศึกษาชมการผลิตรายการเกมฮอตเพลงฮิต และมีทีมงานไปสะดุดตา เลยเรียกบัวไปทดสอบเสียงเพื่อเป็นนักร้อง

ระหว่างรอทำอัลบั้ม บัวไปเป็นพิธีกรรายการ Teen Talk ในช่วง T-Health ตามด้วยรายการ Gang of Five และเล่นมิวสิกวิดีโอ ก่อนจะได้เล่นละครและมีผลงานที่แฟนๆ ชื่นชอบอย่างเรื่อง กากเพชร, นังเหมียวย้อมสี, มัสยา, เสน่ห์นางซิน, ตี๋ตระกูลซ่ง และอีกหลายเรื่อง

แต่จุดเริ่มต้นที่ทำให้บัวมีอัลบั้มเพลง เนื่องจากการที่บัวได้ร้องเพลง แค่อยากจะบอก ที่เป็นเพลงประกอบละครเรื่อง กากเพชร ที่บัวเล่น จึงทำให้บัวมีอัลบั้มเดี่ยวตามมาถึง 4 ชุด และมีเพลงฮิตคุ้นหูของวัยรุ่นมากมายหลายเพลง ไม่ว่าจะเป็นเพลง ดอกไม้ในใจเธอ, Sunshine Day, อย่าทำให้ฉันรักเธอ, ลม, วงกลม และอีกมากมายหลายเพลง

เรียกว่าบัวประสบความสำเร็จในวงการบันเทิงเป็นอย่างมาก ทั้งทางด้านการแสดงและนักร้อง ก่อนที่จะตัดสินใจแต่งงานกับแฟนหนุ่มนักธุรกิจอย่าง สมประสงค์ สหวัฒน์ และไปเป็นแม่บ้านดูแลลูกๆ อย่างเต็มที่ ซึ่งตอนนี้บัวมีลูก 3 คน หลังจากที่ลูกชายเริ่มโตและเข้าโรงเรียน บัวชมพูก็ได้มารับงานพิธีกรรายการอาหารตามที่เธอชื่นชอบ และปัจจุบันมีร้านเสื้อผ้าชื่อว่า ตัวตน เป็นของตัวเอง.