วันเสาร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ชำแหละกฎเหล็กคุมโลกออนไลน์ “เหยื่อ” วิกฤติการเมือง

อิทธิพลของโซเชียลมีเดียมีบทบาทต่อสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และสังคมโลก

ก่อให้เกิด “อาชญากรรมคอมพิวเตอร์” เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว แม้มี พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เอาผิดกับผู้ที่ทำ “ความผิดต่อระบบคอมพิวเตอร์” และ “ความผิดเกี่ยวกับข้อมูลเนื้อหาในคอมพิวเตอร์”

ปรากฏว่า ถูกฝ่ายต่างๆวิพากษ์อย่างหนัก ถึงเจตนารมณ์ที่ต้องการควบคุมพฤติกรรมที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อระบบคอมพิวเตอร์ แต่กลับมีการฟ้องคดีที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาสูงมาก โดยเฉพาะเนื้อหาที่เกี่ยวกับ “ความมั่นคงของประเทศและการเมือง” ทั้งที่ได้บัญญัติอยู่ในประมวลกฎหมายอาญาทุกฐานความผิดอยู่

กลายเป็นความผิดซ้ำความผิดซ้อน

ถูกใช้เป็นเครื่องมือจัดการทางการเมืองกับฝ่ายตรงข้าม

ยิ่ง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ฉบับแก้ไขมีผลบังคับใช้ ฝ่ายต่างๆย่อม “หวาดผวา” กลัวถูกพนักงานเจ้าหน้าที่ใช้อำนาจเกินเจตนารมณ์ของกฎหมายที่กำหนดเอาไว้

เพราะกติกาใหม่เป็นยาแรง มีการแก้ไขเพิ่มเติม “อัตราโทษปรับ-จำคุก”

ฐาน “ส่งข้อมูล” หรือ “อีเมลขยะ” ก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญแก่ผู้รับสาร หรือนำข้อมูลเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ “อันเป็นเท็จ” “บิดเบือน” “ลามก” “ตัดต่อภาพ” ผู้อื่นให้เสียชื่อเสียง อับอาย

แล้วเจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับนี้เป็นอย่างไร นางสุรางคณา วายุภาพ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์และกฎหมาย เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มีส่วนร่วมในการดำเนินการกฎหมายที่เกี่ยวกับด้านนี้หลายฉบับ ให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง

โดยสะท้อนให้เห็นถึงภาพรวมของรัฐบาล ที่ประกาศนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) ใช้เทคโนโลยีในมุมบวกจนเกิดสตาร์ทอัพขึ้นเยอะมาก เมื่อเดินหน้าทำเศรษฐกิจดิจิทัลก็ต้องแก้โครงสร้างทางกฎหมายที่รองรับเศรษฐกิจดิจิทัล เกี่ยวข้องกับการใช้ไอทีเชิงโปรโมต

และจะต้องมีกฎหมายเข้าดูแลการใช้เทคโนโลยีในด้านลบ เพื่อป้องกันคนไม่ดี เป็นที่มาของกฎหมายหลายฉบับ เช่น พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2550 โดยหลักการเป็นกฎหมายที่ดี ใช้จัดการกับการแฮกระบบ เจาะระบบ ทำลายข้อมูล แต่ไม่ได้ถูกนำไปใช้จัดการในเรื่องเหล่านี้เท่าไหร่ กลับถูกนำไปใช้เกี่ยวกับเรื่อง “หมิ่นประมาท” ก่อให้เกิดปัญหาตามมา ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่จะต้องมีการปรับแก้ และยังมีหลายอย่างเหมือนทันสมัยพอที่จะใช้บังคับกับสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันหรือไม่ เป็นที่มาของการทบทวนว่าจะเอาอย่างไร

รวมถึงเนื้อหา พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ถ้ากินความไปถึงเว็บไซต์ หรือข้อมูลในโลกออนไลน์ด้วย เพราะข้อมูลนั้นๆอาจส่งผลกระทบกระทั่งต่อคนอื่นได้ แต่บางคนบอกว่าเป็นเสรีภาพในการแสดงความเห็น ข้อถกเถียงเหล่านี้จะทำอย่างไรให้เป็นธรรม

สุดท้ายพยายามออกแบบทำนองว่าน่าจะมี “คณะกรรมการกลั่นกรองข้อมูลคอมพิวเตอร์” ที่จะมอบหมายให้พนักงานเจ้าหน้าที่ยื่นคำร้องพร้อมแสดงหลักฐานต่อศาลที่มีเขตอำนาจ ขอให้มีคำสั่งระงับการทำให้แพร่หลายหรือลบซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นออกจากระบบคอมพิวเตอร์ได้

ขอย้ำว่า พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มีหัวใจสำคัญ ต้องการกำหนดฐานความผิดและบทลงโทษ กับผู้หนึ่งผู้ใดก็ตามที่กระทำ ตั้งใจกระทำ ให้ระบบคอมพิวเตอร์นั้นไม่สามารถรักษาความลับได้ ทำให้ข้อมูลรั่วไหล

หมายความว่า ระบบของเราอาจไม่พร้อมใช้งาน เช่น ต้องการส่งอีเมลแต่ระบบล่มหรือมีการแก้ไขข้อมูลของเรา การกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดที่กระทบต่อการรักษาความลับ ทำให้ข้อมูลถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไขหรือไม่อยู่ในสภาพที่มันเป็นมาตั้งแต่ต้น กลับไม่อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน

เข้าข่ายความผิดตามกฎหมายฉบับนี้

ตามสเต็ปจะมีความผิดอย่างไร ขออธิบายให้เห็นภาพว่า ใครที่กระทำต่อระบบคอมพิวเตอร์และข้อมูลคอมพิวเตอร์ เปิดเผย รั่วไหล ไม่สามารถมีความลับได้อีกต่อไป หรือถูกแก้ไขจากตอนที่เราพิมพ์เก็บไว้ในเครื่อง หรือไม่อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน

เช่น แฮกเข้าไปในระบบ เข้าถึงโดยรู้รหัสผ่านหรือเอารหัสผ่านไปเปิดเผยก็เข้าข่ายความผิด

แต่ใครก็ตามที่เข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาตในเครื่องคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟนที่มีคนเปิดเอาไว้ แล้วมีคนมาใช้เครื่องต่อ แบบนี้ไม่เข้าข่ายผิดกฎหมาย แต่เข้ามาโดยวิสาสะเท่านั้น

ยิ่งระบบคอมพิวเตอร์สำคัญยิ่งยวดเกี่ยวข้องกับโครง สร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ เช่น ระบบควบคุมเขื่อน ควบคุมไฟฟ้า ถ้าเข้าไปแฮกข้อมูลทำให้ไฟดับทั้งเมือง ประชาชนเดือดร้อน แม้ยังไม่เกิดความเสียหาย แค่คาดว่าจะมีความเสียหาย ก็เข้าข่ายความผิดและมีโทษหนักขึ้น หลายประเทศในโลกก็มีกฎหมายในลักษณะแบบนี้

มาถึงประเด็นที่ถูกวิจารณ์เยอะมาก กรณีการป้อนข้อมูลลงในคอมพิวเตอร์ เดิมใช้ว่า “อันเป็นเท็จ” ตั้งใจเอาผิดคนที่หลอกลวง ฉ้อโกง ปลอมแปลงเอกสารทางออนไลน์ แต่ถูกตีความเกินเลย กลายเป็นเรื่องหมิ่นประมาท ทำสำนวนฟ้องทั้งตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯและประมวลกฎหมายอาญา

จนถูกกล่าวหาว่าเอาไปใช้ฟ้องแกล้งกันในช่วงที่มีปัญหาทางการเมือง

เพื่อเอาคนไปขังในกระบวนการยุติธรรมให้ลำบากยุ่งยาก

เป็นการใช้กฎหมายโดยไม่คำนึงถึงเจตนารมณ์ เจ้าหน้าที่ก็กลัวถูกข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ จึงดาหน้าฟ้อง ฉะนั้น สมควรจะต้องปฏิรูปประเด็นนี้ให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง

เอาผิดเฉพาะ “ปลอมแปลง-หลอก-ฉ้อโกง” ทางออนไลน์ พร้อมกำหนดไว้ชัดเจน “ไม่ใช่” เป็นการกระทำ “ความผิดฐานหมิ่นประมาท” ความกล้าหาญที่เขียนแบบนี้จะได้เลิกทะเลาะกันในประเด็นนี้เสียที

มีหลายประเด็นในกฎหมายฉบับนี้ถูกมองว่าเป็นอุปสรรคต่อเศรษฐกิจดิจิทัล นางสุรางคณา บอกว่า ขณะนี้ทุกประเทศกลัวการก่อวินาศกรรม การก่อการร้ายรูปแบบใหม่ ทำไซเบอร์แอตแท็กกับระบบสำคัญของประเทศ หากแฮกระบบ เช่น ระบบธนาคารล่ม แม้เป็นธนาคารเดียวก็สร้างความเดือดร้อนมหาศาลแก่ประชาชน

กฎหมายจึงกำหนดบทลงโทษแรง แต่เราก็ไปวิจารณ์ในบางประเด็นจนไปทำลายสิ่งที่ดีๆของกฎหมาย

ทีมข่าวการเมือง ถามว่า เจตนารมณ์ชัดเจน แต่ในทางการเมืองอาจหยิบยกขึ้นมาฟ้องร้องกันได้อีก นางสุรางคณา บอกว่า เมื่อเขียนชัดขนาดนี้ โดยสามัญสำนึกของนักกฎหมายจะไม่หยิบยกมาฟ้อง “หมิ่นประมาท” อีก

แนวโน้มของศาลระยะหลังก็ได้มองและตัดสินว่าไม่มีเจตนารมณ์หมิ่นประมาท

แต่วันนี้ยังมีข่าวกรณีการกด Like (ถูกใจ) ในเฟซบุ๊ก ถูกอีกฝ่ายร้องว่าเข้าข่ายหมิ่นประมาท จะแนะนำประชาชนอย่างไรไม่ให้ตกอยู่ในสภาพแบบนี้ นางสุรางคณา บอกว่า หลักที่ประชาชนและผู้บังคับใช้กฎหมายต้องเข้าใจร่วมกัน เพราะเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นเป็นเรื่องใหญ่มาก

ซึ่งกำหนดไว้ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนขององค์การสหประชาชาติ แสดงให้เห็นว่าทุกคนมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็นอย่างหนึ่งอย่างใดก็ได้ แต่ต้องมีขอบเขตไม่กระทบกระทั่งคนอื่น

หากเป็นข้อเท็จจริง เป็นการรายงานข้อมูลข่าวสาร สิทธิเสรีภาพของสื่อยอมได้รับการถูกคุ้มครอง ไม่เช่นนั้นประชาชนย่อมเข้าถึงข้อมูลข่าวสารไม่ได้ ฉะนั้นถ้ามีข้อมูลทำนองนี้เผยแพร่หรือโพสต์เอาไว้ แล้วมีคนเข้าไปอ่านแล้วชอบไอเดียหรือบางคนไม่ชอบ การเข้าไปแสดงความเห็นถือเป็นสิทธิอันชอบธรรม ที่สำคัญกฎหมายกำหนดเอาไว้ชัดเจนว่า ต้องมีเจตนาพิเศษ มุ่งที่ก่อให้เกิดปัญหา จึงจะเอาผิดได้

ถ้าการแสดงความเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย แต่ไม่ได้มุ่งประสงค์ร้ายกับใคร คิดว่ายังไม่เข้าข่ายความผิด ไม่เช่นนั้นจะเป็นการบังคับใช้กฎหมายที่ผิดเพี้ยน ในที่สุดจะเกิดปัญหาวุ่นวายมาก

กลายเป็นว่าจะผลักให้ฝ่ายที่บังคับใช้กฎหมายเผชิญหน้ากับประชาชน

โดยเฉพาะโลกของคนรุ่นใหม่ไปเร็วมาก ทุกคนมีสมาร์ทโฟน ถ้าไม่รู้จักขอบเขตการใช้สิทธิและอำนาจหน้าที่ของกันและกัน จะเกิดการเผชิญหน้า ซึ่งน่าเป็นห่วง

การทำความเข้าใจจะต้องทำพร้อมกันทั้งสองฝ่าย

ให้เห็นว่าเอาผิดได้เฉพาะ “ปลอมแปลง-หลอก-ฉ้อโกง” ทางออนไลน์

อย่าใช้เอาผิดในประเด็นทางการเมือง

ไม่เช่นนั้นสวนทางกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย.

ทีมการเมือง