บริการข่าวไทยรัฐ

บิ๊กตู่ตรวจการบ้าน เศรษฐกิจฐานราก

โดย ลมกรด

หากไม่มีเหตุขัดข้องสุดวิสัยจนต้องเปลี่ยนโปรแกรมกะทันหัน ตอนเย็นวันนี้ นายกฯบิ๊กตู่ มีคิวจะไปเดินตลาดคลองผดุงกรุงเกษม ข้างทำเนียบรัฐบาล ซึ่งมีการจัดงาน “Thailand’s Best Local Product สุดยอดสินค้า หลากหลายทั่วไทย หาได้ในท่ีเดียว” เพื่อตรวจการบ้านผลการดำเนินงานพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก

โดยปกติแล้วตลาดคลองผดุงฯจะเปิดโอกาสให้ทุกกระทรวงเป็นเจ้าภาพจัดแสดงและจัดจำหน่ายสินค้าหมุนเวียนกันกระทรวงละ 1 เดือน เป็นการเปิดโอกาสและสร้างช่องทางให้ผู้ประกอบการรายย่อย แต่หนนี้พิเศษกว่าทุกครั้ง เพราะมอบหมายให้ กระทรวงมหาดไทยเป็นเจ้าภาพจัดงาน 3 เดือน (ตั้งแต่วันที่ 4 พ.ค.-24 ก.ค.) โดย กรมการพัฒนาชุมชน จะนำผลิตภัณฑ์ที่ บริษัทประชารัฐรักสามัคคี และกลุ่มจังหวัด 18 กลุ่ม เข้าไปส่งเสริมสนับสนุนมาวางขาย

ธีมงานของเดือนนี้คือ ผลิตภัณฑ์แปรรูปที่มีนวัตกรรม Forward Greater Innovation เช่น เครื่องจักสาน ผ้า อาหารไทย ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาบูธที่มีคนซื้อมากๆก็มีกระเป๋าและผลิตภัณฑ์ด้นมือ จ.ลพบุรี ติหมา (ถังตักน้ำทำจากใบต้นจาก) จ.ตรัง กระเป๋าจักสานผักตบชวา จ.ชัยนาท กลุ่มผลิตภัณฑ์ศิรดา จ.ลำปาง สมุนไพรขมิ้นรวม 6 สายพันธุ์ จ.นครศรีธรรมราช และทอดมันหน่อกะลา จ.นนทบุรี

ส่วนธีมงานเดือน มิ.ย. คือ ผลิตภัณฑ์เกษตรปลอดภัย Healthy Nature เช่น ข้าวไทย ผัก ผลไม้ ปิดท้ายพีเรียดสุดท้ายเดือน ก.ค.ด้วยธีม ผลิตภัณฑ์จากหมู่บ้านท่องเที่ยว Local Tourism

งานนี้ถือเป็นแหล่งรวมของดีทั่วประเทศ ที่สำคัญผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นล้วนได้รับการส่งเสริมสนับสนุนจากบริษัทประชารัฐรักสามัคคีและ 18 กลุ่มจังหวัดทั้งสิ้น เป็นการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากตามนโยบายสานพลังประชารัฐ โดยยึดหลักชุนชนลงมือทำ เอกชนร่วมขับเคลื่อน รัฐสนับสนุน ซึ่งก็เป็นอย่างที่ผมเคยเขียนไว้ในบทความเรื่อง “โชว์ความสำเร็จก้าวแรก ชุมชนเศรษฐกิจฐานราก” นี่แหละคือผลสัมฤทธิ์ที่ภาครัฐ เอกชน และชุมชน ร่วมกันทำงานมาปีกว่า

ใครอยากพิสูจน์ของดีทั่วไทย เชิญไปเดินดูให้เห็นกับตาเหมือนบิ๊กตู่ได้เลย จะได้เห็นว่าบริษัทประชารัฐรักสามัคคีลงไปช่วยชุมชนพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้จริงหรือไม่ ผลิตภัณฑ์ขายดีจริงหรือป่าว และถ้าชอบสินค้าชิ้นไหนก็อุดหนุนซะเลยไม่ต้องลังเล เพราะรายได้ทั้งหมดจะลงไปสู่ชุมชนถึงมือชาวบ้านโดยตรง

การดำเนินงาน 3 ปีของรัฐบาล คสช. ต้องยกให้ นโยบายสานพลังประชารัฐ โดดเด่นที่สุด เพราะทำให้ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม มาร่วมกันทำงานเป็นทีม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำงานในรูปแบบ วิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise หรือ SE) ซึ่งมีการบริหารจัดการที่ เป็นระบบ ช่วยเหลือชาวบ้านแบบ ครบวงจร และ ต่อเนื่อง มีเป้าหมายชัดเจนคือ สร้างรายได้ให้ชุมชน

วันนี้ถ้าบิ๊กตู่ตรวจการบ้านแล้ว ผมก็ขอฝากถึง ร่างกฎหมายวิสาหกิจเพื่อสังคม ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนตรวจทานของกฤษฎีกาก่อนส่งเข้าพิจารณาในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ อยากให้ผลักดันร่างกฎหมายนี้ผ่านออกมาบังคับใช้ให้ทันในยุครัฐบาลนี้

การทำงานในรูปแบบ SR มีความก้าวหน้ากว่าการทำ กิจกรรมเพื่อสังคม (Corporate Social Responsibility หรือ CSR) เพราะ SR ทำงานเป็นระบบและยั่งยืนกว่า ขณะที่ CSR มีหลายกิจกรรมที่ทำแบบฉาบฉวย และไม่ได้กลับไปติดตามผล

หนำซ้ำมีบางบริษัทที่ทำแบบ CSR for show คือทำซีเอสอาร์เพียงแค่ สร้างภาพลักษณ์ หรือทำเพื่อ ลดหย่อนภาษี เท่านั้น.

ลมกรด