บริการข่าวไทยรัฐ

มนุษย์ไร้หัว

คอลัมน์ไทยรัฐซันเดย์สเปเชียลโดยทีมงานนิตยสารต่วย’ตูนสัปดาห์นี้ ขอนำเสนอเรื่องของคน ฟังดูอาจจะธรรมดา แต่แฟนานุแฟนอย่าเพิ่งคิดอย่างนั้นครับ ในเมื่อเป็นคอลัมน์ที่ได้ชื่อว่า “สเปเชียล” เรื่องมนุษย์ที่มาเล่าให้ได้อ่านกันในวันนี้ย่อมเข้าขั้นมหัศจรรย์แน่นอน จะแปลกประหลาดสักแค่ไหนไปดูกันเลยครับ

ขอเริ่มต้นด้วยมนุษย์ตนนี้เลยครับ...เบลมไมส์ (Blemmyes) คนไร้หัว คือมีหน้าตาเหมือนคน ยกเว้นไม่มีหัว ดวงตาสองข้างไพล่ไปอยู่ที่อก ส่วนปากอ้ากว้างก็อยู่ที่พุง ที่แปลกกว่านั้นยังว่า เบลมไมส์ มีอีกชนิดหนึ่งที่มีตาอยู่บนไหล่

เบลมไมส์เกิดจากนักปราชญ์กรีกนามว่า เฮโรโดทัส โดยที่นักประวัติศาสตร์กรีกในศตวรรษที่ 5 คนนี้เล่าไว้ในหนังสือ “ฮิสตอรี่” ของเขาเมื่อ 2,500 ปีมาแล้วถึง “สิ่งมีชีวิตไร้หัว มีดวงตาอยู่บนอก” อาศัยอยู่ในแถบถิ่นห่างไกลจนไปแทบไม่ถึงคือ แถบตะวันตกของลิเบีย ซึ่งน่าจะเป็นส่วนพื้นที่ที่เต็มไปด้วยเนินเขาและป่าไม้หนาแน่น มีจำนวนอยู่มากมาย เฮโรโดทัสเชื่อว่าพวกเบลมไมส์มีอยู่จริง แถมต่อมานักปราชญ์อย่าง สตราโบ และ พลีนี ก็ยังเชื่อเช่นนั้นตามไปอีกต่างหาก

ความเชื่อของนักปราชญ์กรีกส่งต่อถึงนักปราชญ์โบราณสมัยยุคกลาง นักปราชญ์ เหล่านี้หลายคนยังนับว่าเบลมไมส์เป็นคนประหลาดที่อาจมีจริง แต่ยังหาไม่เจอเท่านั้น

ผมว่าความห่างไกลและการติดต่อสื่อสารที่ยากลำบาก รวมทั้งยังไม่มีการสำรวจอะไรเป็นเรื่องเป็นราว เลยทำให้จินตนาการของคนโบราณฟุ้งฝันน่ะครับ เลยเพิ่มต่อไปอีกว่า นอกเหนือจากเบลมไมส์แล้ว ยังมีมนุษย์หัวหมา, มนุษย์ที่มีขาเดี่ยวขนาดใหญ่มาก เคลื่อนไปด้วยวิธีกระโดด ยังครับยังแปลกไม่พอ เพราะนอกจากบรรดามนุษย์ประหลาดทั้งหลายเหล่านี้ พลีนียังเขียนเกี่ยวกับเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่เท้าของพวกเขาคล้ายสายหนัง เคลื่อนตัวไปคล้ายงูเลื้อยแถมไว้ด้วย

เรื่องราวของเบลมไมส์มีมาถึงยุคกลาง แต่เปลี่ยนโฉมไปนิดหน่อย อยู่ในงานของ เซอร์จอห์น มานเดวิลล์ นักเดินทางในศตวรรษที่ 14 เขาเขียนไว้ในหนังสือ “The Travels of Sir John Mandeville” กล่าวถึง “สิ่งมีชีวิตไร้หัว” แม้จะไม่ใช้ชื่อเบลมไมส์แต่รูปร่างไม่ผิดกันเท่าไหร่ ด้วยว่า “เป็นคนน่าเกลียดร้ายกาจเพราะไม่มีหัว ดวงตาของพวกเขาอยู่บนไหล่ทั้งสองข้าง ปากกว้างกลมเหมือนเกือกม้าอยู่ที่กลางอก” มานเดวิลล์ว่าพวกนี้ไม่ได้อยู่ในแอฟริกา แต่อยู่บนเกาะใหญ่ Dundeya (หมู่เกาะอันดามัน) ระหว่างอินเดียและพม่าในเอเชียแทน แถมยังว่าในส่วนอื่นๆของเกาะก็มีมนุษย์ไร้หัวที่มีดวงตาและปากอยู่ที่หลังด้วย

ตกมาถึงศตวรรษที่ 16-17 นักสำรวจ เซอร์วอลเตอร์ ราเลย์ (Sir Walter Raleigh) อาจกลัวน้อยหน้า เลยเล่าถึง เอไวพาโนมา (Ewaipanoma) สิ่งมีชีวิตไร้หัว มีตาอยู่บนไหล่ ปากอยู่ตรงอก ผมยาวงอกย้อนหลังบนไหล่ ราเลย์บอกว่าพวกนี้อยู่ในกิอานา-ทวีปอเมริกาใต้ (หมายเหตุ : แม้ว่าราเลย์บอกไว้ว่าไม่ได้เห็นเอไวพาโนมาด้วยตัวเอง แต่เขายืนยันความเชื่อว่าพวกนี้มีจริง)

ปัจจุบันไม่มีใครเชื่ออีกแล้วว่า เบลมไมส์มีจริงหรือเคยมีจริง กระนั้นนักวิชาการหลายสาขาก็มักสงสัยว่า เหตุใดจึงมีเสียงเล่าลือถึงคนประเภทนี้จนไปถึงหูนักเขียนได้ หรือว่าเบลมไมส์จะเป็นเอเลี่ยน หรือว่าพวกเบลมไมส์น่าจะเป็นมนุษย์ที่มีไหล่สูงมากจากการปรับเปลี่ยนกายวิภาคที่ทำตั้งแต่ยังเป็นทารก (เหมือนปะหล่องคอยาวนั่นไงครับ) หรืออีกทฤษฎีก็ว่า เครื่องแต่งตัวและเครื่องตกแต่งศีรษะตามประเพณีของชนเผ่าทะเลทราย อาจทำให้นักเขียนรุ่นโบราณเกิดความประทับใจผิดๆ จนคิดว่าคนพวกนี้ไม่มีหัวก็เป็นได้

สิ่งที่ผมแปลกใจมากกว่าก็คือ เรื่องความเชื่อเกี่ยวกับมนุษย์ไร้หัวเบลมไมส์ แพร่ไปยังอินเดียและจีนด้วย (ไม่แน่ใจว่า มันสวนทางกลับเป็นจีน อินเดีย แล้วมาถึงกรีกหรือเปล่านะ อาจเป็นอย่างหลังนี่ก็ได้) ในอินเดียและจีนก็มีมนุษย์ไร้หัวเหมือนกันเด๊ะทีเดียว โดยที่เขาเรียกว่า กบัณฑา (Kabandha) และ ซิงเทียน (Xingtian) ตามลำดับ

เล่าเรื่องที่อินเดียก่อนก็แล้วกัน... มนุษย์ไร้หัวของอินเดีย คือ กบัณฑา เป็นอสูรอยู่ในรามเกียรติ์ฉบับอินเดีย และอีกหลายที่ เช่น มหาภารตะ (ชื่ออสูรตนนี้บางที่คือ กพันธะ รามเกียรติ์ของคนไทยเรียกว่า อสูรกุมพล)

ในมหาภารตะอธิบายลักษณะของกบัณฑาว่า “ตัวใหญ่ราวกับภูเขา มืดราวกับเมฆดำ มีขนแหลมขึ้นทั่วตัว แลดูดุร้ายและเสียงดังราวกับฟ้าร้อง เขามีดวงตาอยู่ที่ท้อง เป็นดวงตากลมโต เหลือง เปล่งแสงจ้าราวกับไฟ ในยามที่เขาแลบลิ้นใหญ่ออกมานอกปากเพื่อเลียข้างลำตัว ช่างน่ากลัวยิ่งนัก” ส่วนในรามเกียรติ์บอกว่า กบัณฑามีหน้าอกกว้าง ไม่มีหัวหรือลำคอมีตาดวงเดียวบนหน้าอกและปากที่หน้าท้อง เขาใช้แขนยาวดึงตัวเหยื่อเข้าปาก

ตามเหตุการณ์ในรามายณะ เดิมกบัณฑาเกิดเป็นคนธรรพ์ (นักดนตรีสวรรค์) ชื่อวิศวะวาษุ บำเพ็ญเพียรจนได้รับพรเป็นอมตะจากพระพรหม-พระผู้สร้าง ตั้งแต่นั้นก็เริ่มฮึกเหิมถึงขั้นท้าพระอินทร์รบ พระอินทร์ก็รับคำท้า ต่อสู้กันเป็นพัลวัน เมื่อพระอินทร์ได้ทีก็ใช้วัชระ (สายฟ้า) ฟาดไปที่ตัววิศวะวาษุ พลังไฟมหาศาลฆ่าเขาไม่ได้เพราะเป็นอมตะ แต่ก็ดันหัวและต้นขาของวิศวะวาษุกลับเข้าไปในร่าง กลายเป็นตัวประหลาด กลมเหมือนถัง กินไม่ได้ หากินก็ไม่ได้ วิศวะวาษุอ้อนวอนขอโทษ แต่ตามแบบฉบับของอินเดีย เทวดาจัดการอะไรไปแล้ว คืนคำไม่ได้ ช่วยได้แค่สาปซ้ำ พระอินทร์ยอมให้มีแขนยาวๆ สองข้าง มีดวงตาอยู่ที่อกและมีปากอยู่ที่ท้อง และประกาศิตว่ากบัณฑาจะกลับคืนรูปเดิมก็ต่อเมื่อโดนพระรามสับแขนทิ้ง (หมายเหตุ : เรื่องกำเนิดกบัณฑา ยังมีอีกหลายสำนวน อาจแตกต่างกันที่สาเหตุ แต่ผลไม่ค่อยแตกต่าง คือวิศวะวาษุกลายเป็นมนุษย์ไร้หัว)

วิศวะวาษุ-คนธรรพ์ กลายร่างเป็นกบัณฑา-รากษส ไปอาศัยอยู่ในป่ากรุนชา (Krauncha) รอคอยการปลดปล่อย ระหว่างนั้นก็เที่ยวหลอกล่อหาเหยื่อกินเหมือนรากษสตนหนึ่ง

จวบจนพระรามและพระลักษมณ์ติดตามหานางสีดาที่ถูกลักพาไป จนมาถึงป่ากรุนชา อสูรกบัณฑาใช้แขนอันยาวยืดของมัน คว้าตัวพี่น้องไว้ได้ทั้งสองคน พระรามอยู่ในมือขวาและพระลักษมณ์ในมือซ้าย กบัณฑาตัดสินใจจะกินพร้อมกันเสียทีเดียวทั้งสองคน แต่พระรามและพระลักษมณ์ใช้ดาบฟันฉับเข้าที่แขนของอสูรทีเดียวขาดสะบั้น มันล้มลงส่งเสียงคำรามราวกับฟ้าผ่า อสูรเจ็บปวด ร้องถามนามของผู้พิชิตตน

“เราคือรามและลักษมัณ”

กบัณฑาได้สติ เวลาปลดปล่อยมาถึงแล้ว มันจึงเล่าเรื่องราวให้สองพี่น้องฟังว่าตนคือใคร และแล้วอสูรก็ขอให้พระรามช่วยทำพิธีเผาศพ เมื่อพระรามรับปาก กบัณฑาก็สิ้นชีวิต

พระรามและพระลักษมณ์จัดการเผาศพกบัณฑา เมื่อกองฟอนลุกโชติช่วง ร่างปีศาจของ กบัณฑาก็ละลายด้วยเปลวไฟ ศพลอยขึ้นในอากาศเปลี่ยนร่างกลายเป็นวิศวะวาษุ สวมเสื้อผ้าที่งดงาม ทั้งยังมีราชรถจากสวรรค์ปรากฏขึ้นเพื่อรับตัวคนธรรพ์ผู้คืนร่าง

วิศวะวาษุสรรเสริญพระราม และกล่าวแนะนำแก่สองพี่น้องในการตามตัวสีดาว่า การต่อสู้กับภัยร้ายมีอยู่ 6 ทางเลือก และทางเลือกหนึ่งที่สมควรทำ คือผูกมิตรกับใครสักคนที่กำลังตกอยู่ในห้วงปัญหาและคนคนนั้นคือสุครีพ ซึ่งจะเป็นผู้ช่วยตามหานางสีดาได้ดีที่สุด

เรื่องมนุษย์ไร้หัวที่อยู่ในตำนานรามายณะอินเดียก็มีอยู่เท่านี้ครับ แต่ตำนานมนุษย์ไร้หัวยังมีซิงเทียนอีกหนึ่งชื่อครับ มนุษย์ไร้หัวซิงเทียน คือเทพเจ้านักรบจากตะวันออก เป็นตำนานของคนที่ไม่ยอมเลิกทำหน้าที่ แม้พ่ายแพ้หรือเสียชีวิต ไม่ใช่เรื่องราวของสัตว์ประหลาดร้ายกาจแต่ประการใด

ซิงเทียนปรากฏในตำนานชานไห่จิง (เรื่องคลาสสิกของภูเขาและทะเล) เล่าว่า เมื่อนานมาแล้ว จักรพรรดิสวรรค์หย่านตี้ (Yandi) ทำสงครามกับจักรพรรดิเหลืองหวงตี้ (Huangdi) เพื่อชิงความเป็นใหญ่ ฝ่ายจักรพรรดิหย่านตี้มอบการศึกให้กับนักรบผู้เก่งกาจของพระองค์...ซิงเทียนนั่นเอง

ซิงเทียนทำการรบไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย แต่จำนวนทหารของฝ่ายตรงข้ามมากเกินไป อาวุธของพวกนั้นก็คมเกินไป ทำให้ซิงเทียนพ่ายแพ้ ต้องกลับไปหาพระจักรพรรดิ กระนั้นเขาก็ยังขอออกรบพบกับศัตรูอีกสักครั้ง แต่จักรพรรดิหย่านตี้ปฏิเสธ รัชสมัยของพระองค์จบลง และต้องถวายพระชนม์ชีพแก่จักรพรรดิเหลือง

ซิงเทียนไม่ยอมใจให้แก่ความพ่ายแพ้ เขานำกองทัพไฟออกไปล้อมพระราชวังในฟากฟ้าของจักรพรรดิเหลืองเป็นครั้งสุดท้าย ท่ามกลางทหารสวรรค์ที่กรูกันเข้าล้อมรอบข้างนั้นเอง ซิงเทียนเข้าสู้กับจักรพรรดิเหลืองตัวต่อตัว สองเทวาขนาดยักษ์ลอยขึ้นไปถึงยอดเขาสูงที่ปกคลุมด้วยหิมะ พลางร่ายเพลงดาบกันชนิดไม่มีใครออมมือ และแล้วจักรพรรดิเหลืองก็ได้ที ฟาดใบดาบฟันเข้าตัดคอซิงเทียนกระเด็น

จักรพรรดิเหลืองนำหัวของซิงเทียนไปฝังไว้ในภูเขาชางหยางจิตอาฆาตทำให้เขาไม่ตาย เขาเที่ยวตามหาหัวของตนเป็นเวลานาน แสนนาน แล้วสิ่งประหลาดกว่านั้นก็เกิดร่างของซิงเทียนงอกใบหน้าขึ้นใหม่บนลำตัวของตนเอง โดยที่หัวนมโตขึ้นกลายเป็นดวงตาสะดือโตขึ้นกลายเป็นปาก ซิงเทียนกลายเป็นคนไร้หัว (เทพไร้หัว) และโลดเข้าสู่การต่อสู้อีกครั้ง โดยจับขวานและโล่เริงระบำศึก

คนจีนเลยได้ตัวอย่างจากเทพซิงเทียนอย่างหนึ่งครับว่าพวก เขาจะไม่ยอมแพ้ และไม่ยอมตาย ตราบใดที่มีการสู้รบ!

โดย :คอสมอส
ทีมงานนิตยสาร ต่วย'ตูน