บริการข่าวไทยรัฐ

ทนายเผยเหยื่อค้ากามน้ำเพียงดิน อยากให้การต่อหน้า 'รองผบ.ตร.'

หวั่นมีแพะเพิ่ม! 'ทนายเกิดผล' โต้ พนักงานสอบสวนภาค 5 หลังสอบสวนเด็กนานกว่า 7 ชม.ใช้คำถามซ้ำๆ และชี้นำเด็กหลายครั้ง จนเด็กกังวลบอก อยากให้การต่อหน้า พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. ขณะที่มือปราบแม่ฮ่องสอน 'ปลัดบุญญฤทธิ์' เผย ดีเอสไอและ ป.ป.ช.เตรียมลงพื้นที่ และจะช่วยเดินหน้าหาหลักฐานต่อไป

จากกรณีพนักงานสอบสวนตำรวจภูธรภาค 5 เดินทางไปสอบสวนปากคำ เด็กที่เป็นผู้เสียหายคดีกามน้ำเพียงดิน ในคืนวันที่ 22 ก.ย.59 ซึ่งมีการพาดพิงว่า มีงานเลี้ยงต้อนรับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของจังหวัด และมีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ใช้บริการเด็ก

ต่อมาการสอบสวนในคดีค้าประเวณีของพนักงานสอบสวน ตร.ภ. 5 พบว่ามีคณะ อบต.แห่งหนึ่งที่เข้ามาจัดสัมมนา และมาซื้อบริการจากเด็ก ตามข่าวที่เสนอไปแล้วนั้น (อ่านข่าวทั้งหมด คลิกที่นี่)

เมื่อวันที่ 13 พ.ค.60 นายบุญญฤทธิ์ นิปวณิชย์ ปลัดอำเภอแม่สะเรียง ช่วยราชการ กอ.รมน.จ.แม่ฮ่องสอน ประธานสหพันธ์ปลัดอำเภอแห่งประเทศไทย (ส.ปอ.ท.) กล่าวว่า กรณีนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ออกมาให้สัมภาษณ์สื่อออกมาทำนองว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดอาจไม่เกี่ยวข้อง

พร้อมกับยืนยันกับสื่อมวลชนว่าได้ไปสอบสวนเด็กที่อยู่ในความดูแลของกรมคุ้มครองสิทธิ์มาเป็นพยานแล้ว ซึ่งข่าวที่เกิดขึ้นอาจทำให้ประชาชนสับสน เพราะมีการโยนบาปให้ คณะของนายก อบต.ท่าใหม่ จ.นนทบุรี โดยตำรวจภาค 5 ให้สัมภาษณ์สื่อว่าคนที่มาหยอกล้อเล่นกับเด็กที่ไปขายบริการนั้นไม่น่าจะใช่ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน

ล่าสุด ตนได้คุยกับทนายทนายเกิดผล แก้วเกิด ซึ่งเป็นทนายความของผู้เสียหาย และได้รับการยืนยันว่า คนที่มาใช้บริการคือ ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เหมือนที่เคยให้การไว้ตั้งแต่แรก และเด็กผู้เสียหายก็ถูกนำเข้าเครื่องจับเท็จ น่าจะชัดเจนว่าเด็กให้การไปตามความจริง

ทั้งนี้ ทนายเกิดผล ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ว่า ตนไม่ทราบว่า ตอนที่ พนักงานสอบสวนไปสอบสวนเด็ก ไปสอบสวนในฐานะพยานหรือผู้เสียหาย ตอนตำรวจไปสอบสวนที่แรกตนไม่ทราบ เพิ่งมาทราบเมื่อวานนี้

หลังจากที่มีแม่และเด็กได้ของอนุญาตเจ้าหน้าที่คุ้มครองสิทธิ์โทรมาปรึกษาตนบอกว่าไม่สบายใจ เนื่องจากว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนของตำรวจภูธรภาค 5 ไปสอบสวนปากคำแล้วนำรูปถ่ายของคณะบริหาร อบต.บ้านใหม่ไปให้เขาชี้

ทั้งนี้ เด็กที่ถูกเรียกไปสอบปากคำ 2 คนในห้อง แต่ไม่อนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าไปร่วมรับฟังการสอบสวนไม่ว่าจะเป็นนักจิตวิทยานักสังคมสงเคราะห์ ตัวแทนเอ็นจีโอ หรือทนายความ แม้กระทั่งแม่ของเด็กก็ไม่ยอมให้เข้าไปรับฟังด้วย

ซึ่งตนเข้าใจว่าตำรวจเขาน่าจะสอบสวนเด็กในฐานะพยาน แต่ตนมองว่าการสอบสวนพยานครั้งนี้มันผิดปกติ เพราะมีการสอบสวนนานมาก ตั้งแต่ 11.00-19.00 น. ซึ่งใช้เวลาในการสอบเด็กนานมากเกือบ 7 ชั่วโมง

อย่างไรก็ตาม เด็ก เล่าให้ฟังว่า ตำรวจได้นำภาพถ่ายของคนกลุ่มหนึ่งมาให้ชี้ ว่าเป็นกลุ่มชายที่เข้าไปซื้อบริการไหม แต่เด็กพยายามบอกไปว่าไม่ใช่ แต่พนักงานสอบสวนก็ยังยืนยันกับเด็กว่าให้เด็กยืนยันว่าบุคคลในภาพคล้ายก็ยังดี แต่เด็กก็ยังยืนยันว่าบุคคลตามในภาพ ไม่เหมือน แต่พนักงานสอบสวนกลับบอกเด็กว่าชี้ๆ ไปเถอะเอาว่าคล้ายๆ ไม่ต้องเอาว่าใช่ คล้ายๆ ก็พอ หลังจากที่เขาให้การกับพนักงานสอบสวนไปแล้ว

ทนายเกิดผล กล่าวอีกว่า ทั้งแม่และเด็กก็เกิดความไม่สบายใจจึงโทรมาปรึกษาตนว่า เขาไม่ได้เต็มใจว่าจะชี้บุคคลในภาพที่ตำรวจนำไปให้ชี้นั้น ว่าจะคล้ายหรือไม่คล้าย ซึ่งเด็กก็ยังยืนยันว่าบุคคลในภาพไม่คล้ายแต่พนักงานสอบสวนกลับให้เด็กยืนยันว่าคล้าย

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า บุคคลในรูปที่ทางพนักงานสอบสวนนำไปให้เด็กชี้รูปนั้นเป็นคณะของ อบต.บ้านใหม่ใช่หรือไม่ นายเกิดผล กล่าวว่า ใช่ แต่ภาพคนไหนตนไม่รู้นะ เพราะตนไม่เห็นรูป แต่เด็กก็บอกว่ามี นายก อบต.และทีม อบต.ที่ไปวันนั้นด้วยประมาณนี้

ซึ่งตนตั้งข้อสังเกตว่า ทางพนักงานสอบสวนตำรวจภูธรภาค 5 พยายามคาดคะเนเด็กให้ได้ว่า ถ้าไม่ใช่ก็ให้ตอบว่าคล้าย แต่เด็กเขาตอบพนักงานสอบสวนว่า คล้ายแต่เขาไม่ยืนยัน เพราะมีลักษณะคล้ายแต่สีผิวมันไม่น่าจะใช่

ทั้งนี้ พนักงานสอบสวน กลับให้เด็ก เขียนยืนยันว่าคล้าย ซึ่งตนถือว่ามันเป็นคนละเรื่องเลย ที่นี้พอเด็กได้กลับไปอยู่ภายในการดูแลของกรมคุ้มครองสิทธิ์ ก็มาหารือกับแม่พวกเด็กเขาก็ไม่สบายใจจึงขออนุญาตพนักงานคุ้มครองโทรมาปรึกษาผม

“แม่เด็กขอให้ผมช่วยแก้ข่าวหน่อยว่า เด็กเขาไม่ได้เต็มใจให้จี้ หรือเขียนว่ายืนยันว่าคล้าย เขาประสงค์จะบอกว่า คล้ายแต่ไม่ยืนยัน เพราะเขากลัวว่าจะมีการช่วยเหลือผู้กระทำความผิดหรือจับแพะมากกว่า

คือเขาไม่อยากมีส่วนร่วมตรงนี้ คือจะสาวไปถึงผู้ว่าแม่ฮ่องสอนหรือไม่ เขาไม่ซีเรียสเรื่องนั้นแล้วแต่พนักงานสอบสวนแต่การที่จะให้เขาชี้ตัวคนอื่นแล้วให้คนอื่นต้องรับโทษ เขาไม่เห็นด้วยจึงโทรมาหาผมขอให้ชี้แจงต่อสื่อมวลชนให้ทราบข้อเท็จจริงด้วย ซึ่งเด็กทั้งหมด อยากจะให้พนักงานสอบสวนมาสอบต่อหน้า พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร.ด้วยซ้ำ”

ทนายเกิดผล กล่าวยืนยันว่า ณ เวลานี้ เด็กยืนยันกับตนว่าถูกชี้นำไม่ใช่บังคับนะ แบบว่าให้ชี้ไปก่อนชั้นสอบสวนแล้วค่อยปฏิเสธก็ได้ประมาณนี้

ทำให้เด็กทั้ง 2 คนที่ถูกสอบสวนไปแล้วไม่สบายใจเพราะมีความผิดปกติเรื่องการสอบสวนที่มีการเน้นย้ำมากว่าให้ชี้รูปนี้ ว่าคล้ายถ้าเด็กตอบปฏิเสธว่าไม่คล้ายก็พยายามถามอีกว่าไม่เหมือนแต่มันก็คล้ายใช่ไหม พยายามถามเด็กย้ำอยู่หลายครั้ง

นายบุญญฤทธิ์ กล่าวว่า ที่อึมครึมกันมาตลอดก็คือสถานที่เกิดเหตุ ที่ระบุว่ามีการซื้อบริการจากเด็ก เหตุเกิดวันที่ 22 ก.ย. 59 ที่รีสอร์ตแห่งหนึ่ง อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน และก็มีการจัดงานเลี้ยงที่รีสอร์ต ตนยืนยันตามหลักฐานที่มีอยู่ ซึ่งต่อไปมันต้องเช็กให้ได้ว่าใครมางานเลี้ยงในคืนวันนั้นบ้างแล้วเป็นงานเลี้ยงของใคร ต้องเคลีย์ประเด็นนี้ให้ได้ก่อน

จากการสอบถามเด็กก็ยืนยันว่า เขาได้มาบริการในงานเลี้ยง และเด็กก็มีหลักฐานสลิปการโอนเงินให้ น.ส.ฟ้าที่เป็นแม่เล้า ก็เป็นหลักฐานอีกชิ้น ประเด็นต่อมาคือทาง คณะ อบต.ท่าใหม่ เขามาร้องเรียนกับตนว่าเขาไม่ได้มีอะไรกับเด็ก ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องและในคืนวันนี้ก็ทราบว่ามีหลายคณะด้วยกันที่มาพัก ซึ่งเราก็ต้องแสวงหาความจริงกันต่อไป

ทั้งนี้ ตนถึงได้ขอความรู้จาก เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษเข้าไปสอบสวนในเรื่องนี้คือการจัดงานเลี้ยงในวันนั้นมีใครมาบ้าง ประเด็นที่สองคือการที่มีพนักงานสอบสวนไปสอบสวนเด็กที่อยู่ในความดูแลของกรมคุ้มครองเด็กว่ามีการชี้นำเด็ก

แต่ทาง ส.ปอ.ท. ยังยืนยันในเรื่องตัวบุคคลว่าเป็นเรื่องส่วนบุคคลในความผิด เพราะในส่วนที่ผมดำเนินคดีกับปช.ก็มีหลักฐานค่อนข้างชัดที่มีการกล่าวไปถึงผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า ที่ว่าตอนนี้ปัญหามันอยู่ที่ว่า ในคืนวันที่ 22 ก.ย. 59 ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอนคนปัจจุบันท่านมางานนี้หรือไม่ นายบุญญฤทธิ์ กล่าวว่า

“นั่นสิ ขนาดจัดงานที่รีสอร์ตย่างใหญ่โต ทางเจ้าของรีสอร์ตก็ออกมายืนยันว่าไม่มีการจัดงานเลย ผมก็ไม่รู้ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น เราต้องแก้ทีละประเด็น ประเด็นสำคัญคือต้อรู้ว่าวันนั้นใครไปงานบ้างแล้วทุกอย่างมันก็จะคลี่คลายลง ซึ่งเรื่องนี้ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ และ เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.คาดว่าจะลงพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนภายในอาทิตย์หน้านี้ผมว่าความจริงทุกอย่างคงจะกระจ่างขึ้นอย่างแน่นอน”