บริการข่าวไทยรัฐ

ประเพณี "บวชนาคช้าง" ชาวกูย หนึ่งเดียวในโลก

ประเทศไทยนับเป็นประเทศหนึ่งที่มีเอกลักษณ์และมีประเพณีพื้นบ้านพื้นถิ่นในแต่ละภูมิภาคที่สวยงามมหัศจรรย์และน่าทึ่งหลายร้อยประเพณีด้วยกัน อันเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งที่ทำให้ชาวต่างชาตินิยมมาท่องเที่ยวเพื่อศึกษาประเพณีและวัฒนธรรมในบางท้องถิ่น ที่ถือว่าเป็นประเพณีหนึ่งเดียวในโลก

เช่นที่ จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีว่า เป็นเมืองที่ได้รับการขนานนามว่า “เมืองช้าง” แต่ละปีจะมีการจัดงาน “เทศกาลช้างสุรินทร์” ที่ดึงดูดความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศให้มาชมเป็นจำนวนไม่น้อย เฉพาะนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศมากถึง 2-3 หมื่นคนต่อปี โดยช่วงที่พีคที่สุดคือช่วงที่มี “เทศกาลช้าง” นั่นเอง

นอกจากงานเทศกาลช้างสุรินทร์ที่คนทั่วโลกรู้จักแล้ว สุรินทร์ยังเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยศิลปวัฒนธรรมอันหลากหลาย เนื่องจากเป็นเมืองที่มีกลุ่มชาติพันธุ์อยู่รวมกันถึง 3 กลุ่มด้วยกันคือ กูยหรือกวย เขมรและลาว แต่ละกลุ่มชาติพันธุ์ก็มีขนบธรรมเนียมประเพณีที่แตกต่างกันออกไป ตามความเชื่อที่มีมาตั้งแต่บรรพบุรุษ

หนึ่งในจำนวนขนบประเพณีของจังหวัดสุรินทร์ ที่น่าสนใจไม่น้อย นั่นคือ “ประเพณีบวชนาคช้าง” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งประเพณีที่มีเอกลักษณ์อันน่าตื่นตาตื่นใจเป็นประเพณีที่มีมายาวนานกว่า 100 ปี และถูกส่งเสริมให้เป็นจุดท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแห่งของจังหวัดสุรินทร์ จัดขึ้นที่ “หมู่บ้านช้าง” คือที่ บ้านตากลาง ตำบลกระโพ อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ ช่วงวันขึ้น 13-15 ค่ำ เดือน 6 (ประมาณเดือนพฤษภาคม) ของทุกปี หรือในช่วงวันวิสาขบูชา ซึ่งในปีนี้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 9 พ.ค.ที่ผ่านมา

ประเพณีบวชนาคช้างเป็นประเพณีพื้นบ้านของชาวกูย ที่มีวิถีชีวิตระหว่างคนกับช้างที่สืบทอดจากบรรพบุรุษมาเป็นเวลาหลายร้อยปี แต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวแวะเข้ามาเที่ยวชมร่วมขบวนแห่กันอย่างคึกคัก ทำให้ ประเพณีบวชนาคช้าง ของ ชาวกูย เริ่มเป็นที่รู้จักกว้างขวางมากขึ้น

แต่อย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่า “ประเพณีบวชนาคช้าง” คือการนำช้างมาบวชนาค ทว่าคือการที่ ชายหนุ่มที่มีอายุครบบวชหรือมีอายุครบ 20 ปี ที่อยู่ในละแวกบ้านเดียวกันและต้องการอุปสมบทเพื่อทดแทนคุณพ่อแม่ ตามวิถีทางพุทธศาสนา

การอุปสมบทเริ่มจากการปลงผมนาค แล้วเข้าสู่ปะรำพิธีบายศรีสู่ขวัญทำขวัญนาค โดยผู้ที่เข้าบวชจะใส่เสื้อเชิ้ตสีขาว ห่มผ้าหลากสีสัน นุ่งโสร่งผ้าไหม ใส่เครื่องประดับเงินหรือทอง สวมกระโจมหรือชฎาบนศีรษะ อันเป็นความปลาบปลื้มใจของพ่อแม่ที่เห็นลูกหลานได้บวชเรียนสืบทอดพระพุทธศาสนา หลังทำขวัญนาคมีการจัดเลี้ยงฉลองเฉกเช่นงานบวชนาคทั่วๆไป โดยการบายศรีสู่ขวัญนั้นนิยมทำเป็นคู่ เพื่อความเป็นสิริมงคล โดยจะจัดกันในวันขึ้น 13 ค่ำ

ในวันรุ่งขึ้นซึ่งเป็นวันขึ้น 14 ค่ำ ก็จะมีการแห่นาค โดยนาคจะนั่งมาบนหลังช้างที่มีการตกแต่งและระบายสีวาดลวดลายต่างๆอย่างสวยงาม แล้ว แห่มารวมกันก่อนเคลื่อนขบวนช้างซึ่งมีจำนวนหลายสิบเชือกที่เจ้าของช้างหรือควาญช้างจะพากันแต่งองค์ทรงเครื่องอย่าง สวยงามอลังการไม่แพ้นาค ไปยัง ศาลเจ้าพ่อวังทะลุ หรือ “หญ่าจู๊” ซึ่งเป็นภาษาที่ชาวกูยเรียกกัน ไปทำพิธีขอขมาลาโทษบอกกล่าวต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แล้วทำพิธีอุปสมบทหมู่ ที่บริเวณ “ดอนบวช” คือเกาะกลางลำน้ำ บริเวณที่ลำน้ำชีและลำน้ำมูลไหลมาบรรจบกัน

ระหว่างที่มีการเคลื่อนขบวนแห่นาคช้าง จะมีการร้องรำทำเพลงเปิดเครื่องเสียง หรือตีกลองยาวกันอย่างครึกครื้นสนุกสนาน ซึ่งชาวกูยมีความเชื่อกันว่า การบวชนาคช้างนี้ ถ้าจะให้ได้ชื่อเสียงหรือได้บุญมากๆ จะต้องขี่ช้างแล้วแห่ไปเป็นระยะไกลๆ

ที่ผ่านมา ประเพณีนี้ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักแพร่หลาย เพราะชาวกูยเห็นว่าเป็นเพียงแค่ประเพณีพื้นบ้านธรรมดาๆ จัดกันมาแต่ดั้งแต่เดิมตามวิถีสงบเรียบง่าย แต่เมื่อมีนักท่องเที่ยวเข้าไปพบเห็นและนำมาบอกกล่าวเล่าขานกันปากต่อปาก จนต่อมา “ประเพณีบวชนาคช้าง” ได้กลายเป็นประเพณีที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยว เพราะมีเอกลักษณ์ที่ไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใคร หาชมได้ที่จังหวัดสุรินทร์แห่งเดียว

ที่สำคัญประเพณีนี้ไม่เพียงแต่จะมีการอนุรักษ์ไว้แค่จังหวัดสุรินทร์หรือแค่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่สมควรที่จะได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของโลกเลยทีเดียว

จากการค้นคว้าข้อมูลพบว่า ในปัจจุบันนี้มีชาวกูยอาศัยอยู่ในจังหวัดสุรินทร์มากกว่า 400 หมู่บ้าน โดยกระจายอยู่ในแทบจะทุกอำเภอ ถือได้ว่าจังหวัดสุรินทร์ มีชาวกูยอาศัยอยู่มากที่สุดในประเทศไทย และถือว่าชาวกูยเป็นชาติพันธุ์เก่าแก่ที่สุดของโลกเผ่าหนึ่ง

สุรินทร์จึงเป็นดินแดนที่มีชาติพันธุ์ “ชาวกูย” อาศัยอยู่มากที่สุดในโลก.

ฐิตาภา ทรงเผ่า / รายงาน
จำลอง บุญสอง / เอื้อเฟื้อภาพ