บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เปิดใจ รปภ. กายพิการ แต่ใจเทวดา ถูกวัยรุ่น 8 คนรุมสกรัม แต่ให้อภัย (ชมคลิป)

“หัวใจแม่แทบสลายเมื่อมีคนโทรมาบอกว่าลูกถูกตี แม่ต้องรีบนั่งรถทัวร์จากเพชรบูรณ์มาทันที ถ้าถูกตีหัวแตกข้างนี้ ลูกแม่คงตายไปแล้ว” นางนกน้อย เก่งนอก เผยความในใจกับทีมข่าวเฉพาะกิจในวันที่ได้ไปเยี่ยมเยียนด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

มือนึงลูบหัวลูกชายที่นั่งอยู่ข้างกายด้วยความทะนุถนอม อีกมือปาดน้ำตาที่ไหลรินอาบสองแก้มด้วยความเสียใจที่ นายชาติชาย ทรงขาว หรือ เอ็ด ลูกชายวัย 35 ปี ต้องมาเจอกับเคราะห์ร้ายถูกวัยรุ่น 8 คนรุมทำร้ายรัวเตะ ต่อย ทุ่มด้วยถังขยะทั้งๆ ที่แขนขวาพิการ ชมคลิปแก๊งโจ๋บางแสน เก่งกับคนพิการ เจ็บสาหัส 

แผลกายมีวันหาย แต่แผลใจต้องใช้เวลา...

เหตุการณ์นี้เป็นข่าวเศร้าสลดและสะเทือนขวัญคนไทยอย่างมาก เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างครึกโครมว่าเหตุใดจึงทำร้ายคนพิการได้ลงคอ....เพราะแค่ชีวิตที่เอ็ดต้องอยู่ด้วยแขนข้างซ้ายที่ใช้การได้ข้างเดียวก็ลำบากมากพอแล้ว กลับต้องมาถูกทำร้ายทั้งๆ ที่ทำตามหน้าที่ รปภ. กล่าวตักเตือนกลุ่มวัยรุ่นที่เดินเข้ามาฉี่ข้างหอพักอย่างสุภาพว่า

“กรุณาไปฉี่ทางด้านหลังนะครับ ไปฉี่ในป่านะครับ หากฉี่ตรงนี้ผมอาจโดนต่อว่า”

เอ็ดต้องเย็บแผลที่ศีรษะ 14 เข็ม ใต้ตาขวา 4 เข็ม นอนรักษาตัวที่ รพ.ม.บูรพา 2 คืน อาการล่าสุดหน้าอกยังช้ำ กดยังเจ็บนิดๆ ซึ่งก่อนหน้านี้กดไม่ได้เลยเพราะเจ็บมาก และเบ้าตายังแดง แม้ร่องรอยแผลกายจะค่อยๆ ทุเลา แต่แผลใจต้องใช้เวลาเยียวยาอีกนานกว่าจะกลับมาเป็นปกติเหมือนเดิม

“ผมจำได้ว่าเขาถือกล่องข้าวมา เปิดฝาแล้วกำข้าวมาขว้างเหวี่ยงใส่หน้าผม ฟาดกล่องข้าว ดึงออกมาทางด้านหน้า จากนั้นก็พากันรุมสกรัม ตบ ต่อย เตะ ตี ผมล้มลงก็ยังซ้ำอีก ตอนนั้นผมมีสติอยู่ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะรู้อยู่แล้วว่าผมสู้พวกเขาไม่ได้ ดูจากคลิปแล้ว ผมยิ่งช็อกและตกใจมาก โอ้โหเขาทำกับผมได้ขนาดนี้เลย

ตอนนี้ผมยังรู้สึกผวาๆ เวลาทำงาน ภาพเหตุการณ์ยังตามหลอกหลอน บางคืนก็นอนฝันร้าย ไม่นานผมคงลืมเรื่องร้ายนี้ได้ แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าต้องใช้เวลานานแค่ไหน” เอ็ดกล่าวกับทีมข่าวฯ อย่างเศร้าสร้อย

ชีวิตสุดเศร้า คำว่า พ่อ ไม่ได้พูด กอดอุ่นๆ จากพ่อไม่เคยรู้จัก

เอ็ดเป็นลูกคนสุดท้องของครอบครัว แม่เป็นชาวนครราชสีมา พ่อเป็นคนเพชรบูรณ์ พี่ชายทั้ง 5 คน ได้รับความรัก ความเอาใจใส่ การเลี้ยงดู รวมไปถึงรอยยิ้ม เสียงหัวเราะและกอดอันแสนอบอุ่นจากพ่อกันทุกคน แต่เขากลับไม่เคยได้รับสิ่งเหล่านั้นสักครั้งในชีวิต เหตุเพราะพ่อตายตั้งแต่เขาอยู่ในท้องได้ 9 เดือน ซึ่งอีกเพียงไม่อึดใจเขาก็จะออกมาสู่โลกภายนอกและได้เห็นหน้าพ่อแล้ว

“เกิดมา ชีวิตผมก็ไม่มีอะไรพร้อมเหมือนคนอื่นแล้ว แม้แต่พ่อตัวเองก็ไม่ได้เห็นหน้า ไม่เคยได้พูดคำว่าพ่อ เพราะพ่อตายก่อนผมเกิด แต่ผมไม่เคยน้อยใจนะ อย่างน้อยผมยังมีแม่” เอ็ดนึกย้อนเล่าเรื่องราวชีวิตในอดีตด้วยแววตาหม่นหมอง

ชีวิตสุดรันทด อนาคตมืดมน กลายเป็นคนพิการตลอดชีวิต

เมื่อรู้ว่าชีวิตขาดพ่อ เอ็ดจึงทำหน้าที่ลูกด้วยการเป็นเด็กดี ไม่มีเรื่องร้ายใดๆ มาทำให้แม่ทุกข์ใจ ชีวิตอิ่มบ้าง อดบ้าง เพราะแม่ต้องดูแลลูกถึง 6 คน กระทั่งเอ็ดอายุ 12 ปี รายได้จากขายขนมจีนน้ำยาต่างๆ ไม่พอเลี้ยงชีพคนในครอบครัว แม่จึงตัดสินใจพาเอ็ดมาทำมาหากินที่บางแสน ชลบุรีโดยเช่าห้องพักเล็กๆ เป็นที่พักพิง

แม่ได้งานทำในรีสอร์ตแห่งหนึ่ง ส่วนเอ็ดนั้นทำงานทุกอย่างไม่เคยเกี่ยงทั้งเก็บขวดขาย รับจ้างทาสี ก่อสร้าง พนักงานเสิร์ฟ เช่าห่วงยาง ตากปลากะตัก ทำงานหนักเกือบ 7 ปี จนเก็บเงินได้ก้อนหนึ่ง ตั้งใจว่าจะสร้างบ้านให้แม่สักหลัง แต่ไปไม่ถึงฝั่งฝัน

เงินออมนั้นถูกนำมาใช้รักษาตัวจนหมดขณะอายุ 19 ปีจากอุบัติเหตุหมาวิ่งตัดหน้ามอเตอร์ไซค์กะทันหันหน้าโรงพัก สภ.แสนสุข รถล้มแล้วหัวด้านขวาฟาดฟุตปาท ทำให้เลือดคั่งในสมอง ต้องผ่าตัดและใส่กะโหลกเทียมครึ่งหัว ส่งผลให้เขาเป็นคนลืมบ่อย ลืมง่าย จำได้ไม่ยืดยาว

เคราะห์ซ้ำกรรมซัด ชีวิตที่ขาดพ่อก็ย่ำแย่อยู่แล้ว อุบัติเหตุครั้งนี้กลับตอกย้ำให้ช้ำใจหนัก เขาต้องกลายเป็นคนพิการแขนขวาไร้ความรู้สึกไปตลอดชีวิต

“แขนขยับไม่ได้ตั้งแต่เกิดเหตุ หมอบอกว่าเส้นประสาทขาดและถามผมว่าจะตัดแขนไหม แต่แม่บอกไม่ต้องตัด ถ้าไม่มีอันตรายอะไรก็ปล่อยให้มีแขนดีกว่า เสียใจมากที่สุดในชีวิตที่แขนขยับไม่ได้ แต่แม่ให้กำลังใจตลอด บอกให้สู้ต่อไป เพราะยังมีแม่คอยดูแลอยู่ ไม่ต้องกลัว” เอ็ดสบตาแม่ที่น้ำตาซึมนั่งฟังเรื่องราวอันขมขื่นของลูกตัวเอง

ชีวิตสุดลำบาก ต้องใช้ปากแทนมืออีกข้าง

กว่าเอ็ดจะทำใจได้และยอมรับกับคำว่า “ผู้พิการ” ก็ต้องใช้เวลานานเกือบครึ่งปี จากหนุ่มที่สดใสร่าเริงกลายเป็นคนเก็บตัว ท้อแท้จนคิดฆ่าตัวตาย แต่สุดท้ายก็คิดได้และฮึดสู้กับชะตาชีวิตอันโชคร้ายต่อไป เพราะ หากเขาเป็นอะไรไป คนที่เสียใจมากที่สุดคือ แม่

จากการมีแขนเพียงข้างเดียว ทำอะไรก็ไม่สะดวกเหมือนเคย ชีวิตลำบากมากขึ้น จะแกะถุงแกงก็ต้องใช้ปากช่วยแทนมือ ใส่เสื้อก็ต้องใส่ที่แขนก่อน จะทำอะไรก็ต้องใช้เวลาเยอะมากกว่าคนปกติทั่วไป เช่น ล้างหน้า แปรงฟัน อาบน้ำ แม้กระทั่งปั่นจักรยานไปทำงานก็ต้องฝึกนานเกือบเดือน กว่าจะบังคับแฮนด์ด้วยแขนข้างเดียวได้

ส่วนแม่ก็พลอยลำบากไปด้วย แต่ก่อนเขาเป็นคนดูแลแม่ แต่ตอนนี้กลับตรงกันข้าม แม่ต้องคอยช่วยทำทุกอย่างให้ทั้งทำกับข้าวให้กิน ช่วยแต่งตัว ซักผ้าให้เพราะเขาซักผ้าด้วยมือข้างเดียวไม่ได้และไม่มีเครื่องซักผ้า

“ทีแรกที่รู้ว่าแขนผมไม่มีความรู้สึก ขยับไม่ได้ ผมท้อมาก ร้องไห้น้ำตาไหล เสียใจว่าทำไมต้องมาเป็นอย่างนี้ นึกน้อยใจในโชคชะตาตัวเองจนแอบหนีไปร้องไห้ในป่า สุดท้ายก็คิดได้ว่ายังมีคนอื่นที่แย่กว่าผมอีก บางคนไม่มีขา ตาบอดสองข้าง หูหนวก เขายังสู้ชีวิต

ไม่มีใครอยากพิการหรอก ไม่เกิดกับใคร ใครก็ไม่เข้าใจว่ามันทุกข์ทรมานกายและใจมากแค่ไหน แต่ฟ้าลิขิตให้ชีวิตผมเป็นแบบนี้ก็ต้องสู้จนถึงที่สุด เพราะผมยังมีแม่ที่ต้องดูแลกันไปทั้งชีวิต” เอ็ดเอื้อมมือไปจับมือแม่ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน

สุดยอดคนดี หัวใจประเสริฐ ไม่คิดแค้นและให้อภัยวัยรุ่นทั้ง 8

16 ปีที่เอ็ดใช้ชีวิตด้วยแขนข้างเดียวจนชินและช่ำชองนั้น นอกจากกำลังใจจากตัวเองแล้ว เขาโชคดีที่มีพระในบ้านอย่างแม่วัย 77 ปี คอยเป็นกำลังใจอยู่เคียงข้าง ชักนำให้เขาใช้หลักธรรมศาสนามาฟื้นฟูจิตใจจนสามารถใช้ชีวิตตามสภาพที่เป็น

กับวัยรุ่นทั้ง 8 ที่รุมทำร้ายจับตัวได้แล้ว เอ็ดกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่ารู้สึกสบายใจ โล่งอกและไม่คิดโกรธแค้นใดๆ

“ผมได้เห็นหน้าค่าตาทุกคนที่ทำร้ายผม พวกเขามากราบขอโทษแนบตักทุกคน ผมไม่ถือสาอะไรเลยยกโทษให้ ผมอยากบอกเตือนวัยรุ่นทั่วๆ ไปว่าถ้าอยากคิดสนุกในเรื่องอะไรก็ตาม ขอให้สนุกแบบมีประโยชน์ดีกว่า หากมีเรื่องมีราวทะเลาะวิวาทกัน ความสนุกจะหายไปทันทีทันใด อย่าทำเลยแบบนี้ ไม่มีผลประโยชน์กับใครทั้งนั้น” เอ็ดปิดท้ายการสนทนาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลยที่คนพิการอย่างเขาจะได้ทำงานเหมือนคนปกติทั่วไป หากบริษัท เจ เจ ฟอร์ซ กรุ๊ป จำกัด บริษัทต้นสังกัด และคุณน้ำ เจ้าของหอพักลูกกวาดไม่หยิบยื่นโอกาสให้มีอาชีพเลี้ยงดูแม่ที่แก่ชราและมีโรคประจำตัว และนับตั้งแต่วันเกิดเหตุต้นสังกัดก็มอบหมายให้นายสุรวิทย์ สุดสกุล สายตรวจของบริษัทมาดูแลและประสานงานในเรื่องคดี ซึ่งจะมีการนัดขึ้นศาลวันที่ 16 มิ.ย. นี้

จากสภาพความเป็นอยู่ การใช้ชีวิตด้วยความยากลำบาก และความมีน้ำใจโอบอ้อมอารีของเอ็ดแล้ว เด็กวัยรุ่นทั้ง 8 คน ประกอบด้วย

1. นายวศิลป์ หรือโฟล์ค จิตรนามกร อายุ 23 ปี
2. นายประกาศิต หรือเจมส์ วงศ์ใหญ่ อายุ 23 ปี
3. นายทิค (นามสมมติ) อายุ 19 ปี
4. นายแทค (นามสมมติ) อายุ 19 ปี
5. นายโท (นามสมมติ) อายุ 19 ปี
6. นายเกรียงไกร หรือต้น จันทราภิรมย์ อายุ 24 ปี
7. นายรัชฎ หรือเอิร์ท มิตราภินันท์ อายุ 22 ปี
8. นายก๋อย (นามสมมติ) อายุ 18 ปี

ที่รุมทำร้ายเขาอย่างบ้าคลั่ง คงตระหนักได้ว่า “ไม่น่าทำร้ายเขาเลย”

และลองคิดดูสิว่า...หาก

ไม่มีขาทั้งสองข้างที่พาก้าวเดินไปในทุกที่ที่ใจต้องการ ...
มีดวงตามืดบอดสนิท มองไม่เห็นหน้าตัวเอง พ่อ แม่ คนที่เรารัก หรือทุกสิ่งอย่างรอบตัว...
มีหูที่ไม่ได้ยินเสียงใดๆ ไม่ว่าจะเสียงพูด เสียงหัวเราะ เสียงร้องไห้ เสียงฝนตก
มีแขนเพียงข้างเดียวไว้ใช้หยิบจับสิ่งของ กอด หรือจับมือของคนที่คุณรัก...

คุณจะใช้ชีวิตลำบากแค่ไหน แล้วคุณจะเข้าใจความรู้สึกของเอ็ด

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน