วันพุธที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

หลงเสน่ห์ "ฮานอย"

พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์แห่งชาติเวียดนาม

สายการบินนกแอร์ เที่ยวบินที่ DD3202 ออกจากดอนเมืองประมาณ 6 โมงเช้า ใช้เวลาบินเพียงแค่ 2 ชั่วโมง ก็มาถึง “ฮานอย” เมืองหลวงของประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ให้เราได้สูดอากาศดีๆ

ซินจ่าว ชาวเวียดนามอย่างเป็นทางการ.....

คนไทยส่วนใหญ่นิยมไปเที่ยวโฮจิมินห์ ซิตี้ มากกว่าฮานอย แต่เอาเข้าจริงๆแล้ว ถ้าได้มาเที่ยวฮานอยสักครั้ง อาจจะหลงเสน่ห์...เมืองนี้ จนถอนตัวไม่ขึ้นได้

พี่หนู...สุริยาภา บุนนาค บิ๊กบอสใหญ่ด้านพีอาร์และสื่อสารองค์กรของนกแอร์ นำทีมพาสื่อมวลชนสัมผัสมนต์เสน่ห์ฮานอยแบบเจาะลึก ชนิดที่ว่า ต้องคลี่อ๋าวได๋...ทีละชั้น ทีละชั้น กันเลยทีเดียว

เริ่มต้นกันที่ จัตุรัสบาดิงห์ จัตุรัสที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศเวียดนาม เป็นสถานที่ประกาศอิสรภาพของเวียดนามจากฝรั่งเศส โดยประธานาธิบดีโฮจิมินห์ ประธานาธิบดีคนแรกของเวียดนาม ภายหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สองในปี ค.ศ.1945 ว่ากันว่า ในเวลานั้นมีชาวเวียดนามเข้าร่วมการประกาศอิสรภาพที่จัตุรัสแห่งนี้ถึง 500,000 คน

ฉากหลังของจัตุรัสบาดิงห์ คือ สุสานของประธานาธิบดีโฮจิมินห์ (Ho Chi Minh’ s Mausoleum) อนุสรณ์สถานที่บอกได้เลยว่า ถ้าไปเวียดนามไม่ควรพลาดที่นี่เด็ดขาด

อาคารสุสานโฮจิมินห์ ซึ่งสร้างด้วยหินอ่อน หินแกรนิต และไม้มีค่าจากทั่วประเทศ ตั้งตระหง่าน ดูเข้มขลัง อลังการ มีทหารกองเกียรติยศในชุดเครื่องแบบเต็มยศสีขาวถือดาบปลายปืนยืนรักษาการณ์อยู่ตลอดเวลา นักท่องเที่ยวสามารถที่จะเข้าไปเที่ยวชมได้ แต่ห้ามถ่ายรูป

ตามประวัติบอกว่า สุสานแห่งนี้สร้างเมื่อปี ค.ศ. 1973 หลังจากการถึงแก่อสัญกรรมของประธานาธิบดีโฮจิมินห์แล้วถึง 4 ปี

ภายในสุสานมีแท่นหินตั้งโลงแก้วบรรจุร่างของโฮจิมินห์ หรือลุงโฮ อยู่กลางห้องโถงใหญ่ มองเผินๆเหมือนคนนอนหลับ ซึ่งการรักษาสภาพร่างของลุงโฮไว้ได้แบบนี้ ยังคงเป็นความลับทางการแพทย์ของรัสเซีย ที่แพทย์ในโลกตะวันตกเองก็ยังไม่มีความชำนาญเท่า การมาเที่ยวสุสานโฮจิมินห์ต้องดูเวลาให้ดี เพราะที่นี่จะปิดไม่ให้เข้าชมในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ประมาณเดือนตุลาคมและเดือนพฤศจิกายน

ผู้รู้แอบกระซิบให้ฟังว่า การปิดสุสานในช่วงดังกล่าวก็เพื่อนำร่างของลุงโฮไปทำความสะอาดและเปลี่ยนน้ำยาที่รัสเซีย เพื่อให้ศพรัฐบุรุษของพวกเขาไม่เน่าเปื่อย หรือเปลี่ยนสภาพไปชั่วนิรันดร์แม้จะเป็นการขัดต่อเจตนารมณ์ของเจ้าของร่างที่ระบุไว้ก่อนตาย ว่า ให้เผาร่างของเขาไปเสีย และนำเถ้าถ่านกับอังคารไปบรรจุไว้ที่ภาคกลางใต้ ภาคกลาง และภาคเหนือของเวียดนาม ซึ่งน่าจะเป็นสิ่งเดียว ที่คำสั่งของลุงโฮไม่เป็นผล ในเวลาที่เขาไม่สามารถพูดได้แล้ว

ออกจาก สุสานโฮจิมินห์ ไปต่อกันที่ พิพิธภัณฑ์โฮจิมินห์ (Ho Chi Minh Museum) ซึ่งตั้งอยู่หลังสวนสาธารณะใกล้ๆกับจัตุรัสบาดิงห์ พิพิธภัณฑ์โฮจิมินห์สร้างด้วยสถาปัตยกรรมของอาคารสมัยใหม่ขนาดใหญ่ ภายในมีการจัดแสดงนิทรรศการ ภาพถ่ายขาวดำสมัยสงคราม ความเป็นอยู่ของเหล่าทหารกู้ชาติ และเรื่องราวการสู้รบในสมัยสงครามเวียดนาม

ไม่ไกลกันนัก เป็นที่ตั้งของ ทำเนียบประธานาธิบดีและบ้านโฮจิมินห์ ที่เรียกกันว่า ทำเนียบเหลือง เพราะเป็นอาคารทรงโคโลเนียลสีเหลืองที่ฝรั่งเศสสร้างขึ้น เพื่อใช้เป็นที่ทำการของผู้สำเร็จราชการชาวฝรั่งเศสแห่งอินโด-ไชน่า
และเป็นสถานที่ทำงานของประธานาธิบดีโฮจิมินห์เมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ ปัจจุบันใช้เป็นที่รับแขกเมืองของเวียดนาม

ด้านหลังของทำเนียบเหลืองเป็นบ้านพักของลุงโฮซึ่งยังคงสภาพเหมือน เมื่อครั้งคุณลุงยังมีชีวิตอยู่ เป็นบ้านไม้หลังเล็กๆ ทำให้เห็นว่า ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ กลับมีชีวิตความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย

ตามประวัติบอกว่า ลุงโฮอาศัยอยู่ที่บ้านหลังนี้มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1958 จนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต ชั้นสองของบ้าน เป็นห้องหนังสือและห้องนอนของลุงโฮ ส่วนชั้นล่างเป็นห้องโล่งๆ ซึ่งลุงโฮเคยใช้เป็นที่ประชุมคณะกรรมการโปลิตบุโรกับนายทหารคนสำคัญๆ เพื่อวางแผนการรบกับทหารสหรัฐอเมริกาในสงครามเวียดนามด้วย

หลังเรียนรู้เรื่องราวของลุงโฮแล้ว ย้อนเวลากลับไปในอดีต ยุคที่เวียดนามยังมีจักรพรรดิปกครอง ด้วยการไปเยือน ป้อมปราการจักรพรรดิแห่งทังลอง ซึ่งถือว่าเป็นมรดกโลกด้านวัฒนธรรมของเวียดนาม ทั้งยังเป็นที่ตั้งของ พระราชวังทังลอง ซึ่งเป็นพระราชวังเก่าแก่อายุกว่า 1,000 ปี สร้างขึ้นด้วยหินทั้งหมด ในสมัยราชวงศ์หลี เวียต ของเวียดนาม ตั้งอยู่บนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแดงเคยเป็นศูนย์กลางการปกครองและการทหารติดต่อกันนาน 13 ศตวรรษ

ปัจจุบันได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางด้านวัฒนธรรม เป็นพระราชวังหินแห่งเดียวที่เหลืออยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

อีกที่ที่ต้องไปเมื่อไปถึงฮานอย คือ โรงละครโอเปร่า ฮานอย หรือ ฮานอยโอเปร่าเฮาส์ ซึ่งตั้งอยู่ในย่าน French Quarter เป็นโรงละครที่พลเมืองในอาณานิคมชาวฝรั่งเศสได้ร่วมกันสร้างขึ้น ถือเป็นอาคารประวัติศาสตร์สไตล์เรเนซองส์ ที่ได้รับอิทธิพลมาจาก Palais Garnier โรงละครโอเปร่าที่เก่าแก่ที่สุดของปารีส เคยถูกใช้เป็นสถานที่จัดประชุมทางด้านการเมืองครั้งสำคัญ เพื่อหารือเกี่ยวกับการก่อตั้งสาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนาม และเคยเป็นสนามรบมาก่อนในช่วงที่เวียดนามต่อสู้เพื่ออิสรภาพจากฝรั่งเศสและญี่ปุ่นด้วย

ปิดท้ายทริปฮานอยวันแรกกันที่ วัดหง็อกเซิน หรือ วัดเนินหยก ที่มี สะพานเทฮุก (The Huc) หรือสะพานแสงอาทิตย์ สะพานไม้สีแดงสดใส ถือเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของกรุงฮานอย

นี่แค่เริ่มต้นยังหลงเสน่ห์ฮานอยขนาดนี้อีกวันท่ีเหลือในเมืองหลวงเก่า ยังมีเรื่องราวที่ต้อง ติดตามต่อ ด้วยใจระทึกพลัน....!!