วันอังคารที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เที่ยวแดนไอยคุปต์! บุกไคโรชม 'อเคนาเตน' ฟาโรห์ผู้พลิกฟ้าคว่ำดิน

โดย National Geographic

เช้าวันหนึ่งที่อมาร์นา หมู่บ้านในอียิปต์ตอนบน ห่างจากกรุงไคโรไปทางใต้ราว 300 กิโลเมตร กระดูกชิ้นเล็กๆ และบอบบางชุดหนึ่งถูกจัดเรียงไว้บนโต๊ะไม้ “กระดูกไหปลาร้าอยู่นี่ ต้นแขน ซี่โครง และท่อนขาส่วนล่างก็ด้วย” แอชลี ชิดเนอร์ นักชีวโบราณคดีชาวอเมริกันบอก

“เจ้าของร่างมีอายุราวขวบครึ่งถึงสองขวบค่ะ”

โครงกระดูกนี้เป็นของเด็กคนหนึ่งที่มีชีวิตอยู่ในอมาร์นาเมื่อกว่า 3,300 ปีก่อน ในสมัยที่เมืองนี้เป็นนครหลวง ของอียิปต์ สร้างโดยฟาโรห์อเคนาเตน กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่พร้อมด้วยพระมเหสีเนเฟอร์ตีติ และตุตันคามุน ผู้เป็นพระโอรส ทำให้คนในยุคปัจจุบันหลงใหลได้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าบุคคลสำคัญอื่นๆ จากยุคอียิปต์โบราณ

ทว่าโครงกระดูกนิรนามโครงนี้ ซึ่งขุดได้จากหลุมฝังศพที่ปราศจากเครื่องหมายใดๆ เป็นหลักฐานแสดงถึงภาวะทุพโภชนาการที่ชิดเนอร์และคนอื่นๆ เคยสังเกตเห็นมาแล้วจากโครงกระดูกของเด็กหลายสิบคนในอมาร์นา

“สภาวะโตช้าจะเริ่มเมื่ออายุราวเจ็ดเดือนครึ่งค่ะ” ชิดเนอร์บอก “เป็นช่วงที่เริ่มเปลี่ยนจากการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ มาเป็นการกินอาหารแข็ง” ที่อมาร์นา การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวของเด็กจำนวนมากดูเหมือนจะถูกชะลอออกไป “อาจเป็นเพราะ แม่เห็นว่ามีอาหารไม่พอให้ลูกกินก็เป็นได้ค่ะ”

จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ ราษฎรของอเคนาเตนดูจะเป็นคนกลุ่มเดียวที่ไม่แสดงความคิดเห็นต่อสิ่งที่พระองค์ทรงทิ้งไว้เบื้องหลัง แต่คนอื่นๆ ต่างวิพากษ์วิจารณ์ฟาโรห์ผู้ทรงครองราชย์ตั้งแต่ราวปี 1353 ถึง 1336 ก่อนคริสตกาล และทรงพยายามเปลี่ยนแปลงศาสนา ศิลปะ และการปกครองของอียิปต์

ส่วนฟาโรห์พระองค์ต่อๆ มา ส่วนใหญ่มักจะวิจารณ์รัชสมัยของพระองค์อย่างสาดเสียเทเสีย ไม่เว้นแม้แต่ตุตันคามุนผู้ทรงตำหนิสภาพความเป็นอยู่ในรัชสมัยของพระบิดาว่า “แผ่นดินลำเค็ญ ทวยเทพได้ละทิ้งดินแดนนี้ไปเสียแล้ว” และในราชวงศ์ต่อมา อเคนาเตนไม่เพียงทรงถูกตราหน้าว่าเป็น “อาชญากร” และ “กบฏ” แต่รูปสลักและภาพของพระองค์ยังถูกทำลาย นัยว่าเพื่อต้องการลบพระนามของกษัติรย์พระองค์นี้จากหน้าประวัติศาสตร์อียิปต์อย่างสิ้นเชิง

ทว่าในยุคปัจจุบัน ความคิดเห็นเกี่ยวกับอเคนาเตนพลิกกลับมายังขั้วตรงข้ามอย่างสุดโต่ง เมื่อนักโบราณคดีตีความการค้นพบอเคนาเตนใหม่อีกครั้ง ย้อนหลังไปเมื่อปี 1905 เจมส์ เฮนรี เบรสเตด นักไอยคุปต์วิทยา กล่าวถึงฟาโรห์พระองค์นี้ว่า ทรงเป็น “เอกัตบุคคล [ในความหมายของบุคคลผู้มีความเป็นตัวของตัวเองและแสดงออกซึ่งบุคลิกชัดเจน]

คนแรกในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ” เบรสเตดและคนอื่นๆ อีกหลายคนมองว่า อเคนาเตนทรงเป็นนักปฏิวัติผู้มีความคิดล้ำยุคมาก โดยเฉพาะแนวคิด เรื่องเอกเทวนิยม (monotheism) โดมินีก มงแซรา ผู้เขียนหนังสือ อเคนาเตน : ประวัติศาสตร์ แฟนตาซี และอียิปต์โบราณ (Akhenaten: History, Fantasy and Ancient Egypt) ตั้งข้อสังเกตว่า บ่อยครั้งเรามักนำหลักฐานกระจัดกระจาย จากสมัยโบราณมาร้อยเรียงใหม่เป็นคำอธิบายที่เข้าใจได้ในโลกหรือยุคสมัยของเรา เราทำเช่นนี้ “เพื่อที่อดีตจะส่องให้เห็นปัจจุบันเฉกเช่นกระจกเงา”

กระจกเงาสมัยใหม่ของอเคนาเตนสะท้อนให้เห็นแทบทุกอัตลักษณ์ของพระองค์เท่าที่เราจะคิดจินตนาการได้ พระองค์ถูกวาดภาพว่าเป็นคริสตชนยุคเริ่มแรก นักสิ่งแวดล้อมผู้รักสันติ ชายรักร่วมเพศอย่างเปิดเผย และเผด็จการ ผู้รวบอำนาจเบ็ดเสร็จ 

นักโบราณคดีพยายามคัดค้านการตีความเช่นนี้เสมอมา ทว่ายังขาดหลักฐานหรือชิ้นส่วนสำคัญของปริศนานี้ การศึกษาส่วนใหญ่ที่อมาร์นาเน้นไปที่วัฒนธรรมของชนชั้นสูง ได้แก่ ประติมากรรมและสถาปัตยกรรมของราชวงศ์ และจารึกจากหลุมฝังศพของข้าราชการระดับสูง

นักวิทยาศาสตร์หวังมานานแล้วว่า จะมีโอกาสศึกษาสถานที่ฝังศพของ สามัญชนบ้าง เพราะทราบดีว่าในช่วงเวลาสั้นๆ เพียง 17 ปีที่อมาร์นารุ่งเรืองอยู่นั้น สุสานจะให้ภาพชีวิตประจำวันที่หาได้ยาก แต่กว่าจะมีการสำรวจทะเลทรายที่อยู่รอบๆ อย่างละเอียดและพบหลักฐานของสุสานสี่แห่งตั้งอยู่แยกกัน เวลาก็ล่วงเลยมาถึง ต้นศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดแล้ว

หลังการค้นพบดังกล่าว นักโบราณคดีและนักชีวโบราณคดีใช้เวลาเกือบสิบปีในการขุดค้นและวิเคราะห์สุสาน แห่งใหญ่ที่สุดในจำนวนสี่แห่ง พวกเขาเก็บตัวอย่างโครงกระดูกได้อย่างน้อยจาก 432 ร่าง จากหลุมศพที่สามารถระบุอายุเจ้าของขณะเสียชีวิตได้ ร้อยละ 70 เสียชีวิตก่อนวัย 35 ปี และมีเพียง 9 คนเท่านั้นที่ดูเหมือนมีอายุเกิน 50 ปี

มากกว่าหนึ่งในสามเสียชีวิตก่อนอายุ 15 ปี รูปแบบการเจริญเติบโตของเด็กถูกชะลอออกไปให้ช้ากว่าปกติราวสองปี ผู้ใหญ่หลายคนมีความผิดปกติของกระดูกสันหลัง นักชีวโบราณคดีเชื่อว่านี่เป็นหลักฐานถึงการที่คนเหล่านี้ถูกใช้งานหนักเกินตัว อาจเพื่อสร้างเมืองหลวงใหม่ก็เป็นได้

“นี่ไม่ใช่กราฟเส้นโค้งตามปกติของการตายอย่างแน่นอนค่ะ” แอนนา สตีเวนส์ นักโบราณคดีชาวออสเตรเลียผู้นำ การขุดค้นสุสานเหล่านี้ บอก “และคงไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่แถวนั้นมีเหมืองหินปูนของฟาโรห์อยู่ด้วย หรือว่านี่คือคนงานที่ถูกเกณฑ์มาเพราะอายุยังน้อย และอาจถูกบังคับให้ทำงานจนตาย” ในความเห็นของเธอ สิ่งหนึ่งที่แน่ชัดคือ “น่าจะเลิกคิดไปได้เลยว่า อมาร์นาเคยเป็นเมืองที่น่าอยู่ค่ะ”

สำหรับอเคนาเตน อมาร์นาคือตัวแทนของวิสัยทัศน์อันล้ำลึก “ไม่มีข้าราชบริพารคนใดชี้แนะข้าในเรื่องนี้” พระองค์ทรงบันทึกไว้อย่างภาคภูมิว่าด้วยการสร้างเมืองหลวงใหม่แกะกล่องของพระองค์ ทรงเลือกทะเลทรายกว้างใหญ่ผืนหนึ่งซึ่งยังไม่เคยมีใครรุกล้ำบนฝั่งตะวันออกของแม่น้ำไนล์เป็นที่ตั้ง เพราะยังไม่แปดเปื้อนจากการสักการะเทพองค์ใดมาก่อน

พระองค์ยังอาจได้แรงจูงใจจากตัวอย่างของพระบิดาด้วย นั่นคืออเมนโฮเทปที่สามผู้ทรงเป็นนักสร้างอนุสาวรีย์ วิหาร และพระราชวังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดพระองค์หนึ่งในประวัติศาสตร์อียิปต์ ทั้งสองพระองค์เป็นกษัตริย์ในราชวงศ์ที่สิบแปด ซึ่งครองอำนาจหลังปราบพวกฮิกซอส (Hyksos) ที่เข้ามารุกรานอิยิปต์ตอนเหนือ ในการขับไล่ชาวฮิกซอส บรรพบุรุษของราชวงศ์ที่สิบแปดซึ่งมีฐานที่มั่นอยู่ทางใต้ของอียิปต์ ได้นำนวัตกรรมสำคัญๆ จากศัตรูเหล่านี้มาใช้ด้วย ซึ่งรวมถึงรถม้า และ คันธนู ชาวอียิปต์สร้างทหารอาชีพขึ้นมา และราชวงศ์ที่สิบแปดก็มีกองทัพประจำการตลอดเวลา แตกต่างจากราชวงศ์ส่วนใหญ่ก่อนหน้านี้ 

ในที่สุดจักรวรรดิก็แผ่ขยายจากดินแดนที่ปัจจุบันคือซูดานไปจรดซีเรีย ชาวต่างชาตินำความมั่งคั่งและทักษะมาสู่ราชสำนักอียิปต์ ในรัชสมัยของอเมนโฮเทปที่สาม ผู้ครองราชย์ตั้งแต่ราว 1390 ถึง 1353 ปีก่อนคริสตกาล และตลอดรัชสมัย ของอเคนาเตน ศิลปะของราชวงศ์เปลี่ยนไปในแนวทางที่ปัจจุบันอาจเรียกว่า มีลักษณะเป็นธรรมชาติมากขึ้น

เรื่อง ปีเตอร์ เฮสส์เลอร์

ภาพถ่าย เรนา เอฟเฟนดี

ที่มา - National Geographic 

www.ngthai.com

www.facebook.com/NationalGeographicThailand