
นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (กรศ.) ว่า ที่ประชุมมีมติให้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เป็นเจ้าภาพร่วมกับการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) การท่าเรือแห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันจัดทำแผนแม่บทพัฒนาระบบรถไฟรางคู่เชื่อมเข้ากับ 3 ท่าเรือ แหลมฉบัง- สัตหีบ-มาบตาพุด อย่างไร้รอยต่อเพื่อทำให้ระบบการขนส่งสินค้ามีประสิทธิภาพมากขึ้นในการรองรับการเติบโตการลงทุนในพื้นที่พัฒนาเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) โดยขอให้ศึกษาเสร็จภายใน 1 เดือน เพื่อนำเสนอ กรศ.ในวันที่ 26 พ.ค.นี้ พิจารณารายละเอียดก่อนนำเสนอที่ประชุมคณะกรรมการอีอีซี ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานในวันที่ 16มิ.ย.นี้
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้พิจารณาเรื่องของพลังงาน เพื่อให้มีความเพียงพอในพื้นที่อีอีซีโดยเฉพาะไฟฟ้าเป็นหลักเพื่อรองรับอุตสาหกรรมใหม่ๆ ซึ่งสำนักนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ได้รายงานความคืบหน้าซึ่งเบื้องต้นปริมาณไฟฟ้าที่ต้องการใช้ในพื้นที่จะมีเพิ่มขึ้นอีก 400 เมกะวัตต์ ภายในปี 2579ซึ่งระยะเริ่มต้นโครงการอีอีซี ปริมาณไฟฟ้าในพื้นที่จะมีเพียงพอ แต่ในอีก 5 ปีข้างหน้าอาจไม่พอ จำเป็นต้องศึกษาเชิงลึกเพื่อหาแนวทางรองรับ
ด้านนางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ไปตั้งคณะทำงานศึกษาการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ด้านการท่องเที่ยวในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เพื่อนำข้อมูลการลงทุนด้านการท่องเที่ยวที่น่าสนใจไปเดินสายโปรโมตประชาสัมพันธ์ และสร้างการรับรู้ (โรดโชว์) กระตุ้นให้บริษัทรายใหญ่จากต่างชาติ อาทิ ประเทศเยอรมนี จีน เข้ามาลงทุนในอีอีซีและพื้นที่ท่องเที่ยวอื่นๆในไทย โดยคาดว่าจะเห็นแผนชัดเจนภายในปีนี้
ทั้งนี้ ในเบื้องต้นโครงการขนาดใหญ่ที่กระทรวงมองว่าควรลงทุน ได้แก่ การลงทุนพัฒนาท่าเรือสำราญ และการลงทุนด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (เมดิคัล) ส่วนกรณีของดิสนีย์ซี ที่มีข่าวออกไปนั้นคาดว่าน่าจะเป็นการที่บริษัทเอกชนสนใจลงทุนเองมากกว่า และ ยืนยันว่า ณ ปัจจุบันยังไม่มีเอกชนรายใดมาหารือเรื่องการลงทุนดังกล่าว.