บริการข่าวไทยรัฐ

สปสช. ทับซ้อน กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) อย่างไร

โดย หมอดื้อ

นพ.อุสาห์ พฤฒิจิระวงศ์ FB Usah Pruttijirawong บรรยายเรื่องนี้ได้ชัดเจนดังต่อไปนี้ หากต่างคนต่างทำหน้าที่ตามภารกิจที่ได้รับมอบจากรัฐจะไม่มีการทับซ้อนกัน

กระทรวงสาธารณสุขมีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบในการดูแลสุขภาพของประชาชน สำนักงานหลักประกันสุขภาพมีอำนาจหน้าที่ในการเป็นหลักประกันค่าใช้จ่ายในการใช้บริการสุขภาพ ที่กระทรวงสาธารณสุขจัดให้ประชาชน กระทรวงสาธารณสุขมีหน้าที่ดูแลสุขภาพประชาชน โดยการจัดบริการสุขภาพ (ส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันควบคุมโรค รักษาโรค และฟื้นฟูสมรรถนะสุขภาพ) ให้แก่ประชาชน

สำนักงานหลักประกันสุขภาพมีหน้าที่รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการใช้บริการสุขภาพที่ประชาชนได้ใช้บริการซึ่งแต่เดิมประชาชนต้องจ่าย แต่มีการช่วยเหลือ สงเคราะห์แก่ผู้ที่ประกอบอาชีพไม่ได้ ได้แก่ผู้สูงอายุ ผู้พิการ เด็ก พระภิกษุสงฆ์ รวมถึงผู้ยากไร้อนาถา ต่อมามีการออกบัตรสุขภาพด้วยการให้ซื้อเพื่อได้สิทธิรักษาฟรี สิทธิต่างๆที่มีอยู่นี้ได้ถูกยกเลิกไปโดยมีหลักประกันสุขภาพรักษาฟรีทุกคนมาแทน ทำให้ผู้ที่ประกอบอาชีพได้ ผู้มีรายได้มากก็ได้รับการบริการฟรีไปด้วยเช่นเดียวกัน โดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพเป็นผู้รับเงินงบประมาณแผ่นดินมาจ่ายแทนประชาชนที่อยู่ในสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติทุกคน

โดยหลักการไม่มีอะไรทับซ้อนกัน เกิดเรื่องเวลาต่อมาพบปัญหาการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาลที่ใช้ไปในการดูแลรักษาโรคและบริการสุขภาพอื่นๆ โรงพยาบาลเรียกเก็บได้น้อยกว่าค่าใช้จ่ายจริง ปัญหาโรงพยาบาลถูก สปสช.กำหนดชนิดของยา กำหนดวิธีการรักษา

ปัญหา สปสช.จัดซื้อยาและ เวชภัณฑ์ให้แก่คนไข้โดยไม่ผ่านการพิจารณาของแพทย์ ปัญหา สปสช.กำหนดชนิดและประเภทของยาและเวชภัณฑ์/วัสดุการแพทย์ก้าวล่วงดุลยพินิจของแพทย์ผู้ให้การรักษา ปัญหา สปสช.กำหนดกิจกรรมรักษาผู้ป่วยด้วยโครงการที่ สปสช.จัดทำขึ้นเอง ที่เรียกว่า vertical program เช่น โครงการผ่าตัดต้อกระจก และอื่นๆ อีกมาก การกำหนดโครงการ กระบวนวิธีรักษา กำหนดยาและวัสดุการแพทย์ และอื่นๆอีกมากมายนั้น สปสช.ทำโดยใช้เงินเป็นตัวควบคุมการทำงานของแพทย์ในโรงพยาบาล

สภาวิชาชีพก็ถูกก้าวก่ายภารกิจเช่นกัน สภาวิชาชีพเป็นผู้ควบคุมมาตรฐานวิชาการและมาตรฐานจริยธรรม สปสช.กำหนดวิธีการรักษา สปสช.กำหนดชนิดของยา เป็นเครื่องควบคุมการทำงานของแพทย์พยาบาล ใช้เงินเป็นเครื่องควบคุมโรงพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข จึงกล่าวได้ว่า...“สปสช.ทำงานซ้ำซ้อนกับภารกิจกระทรวงสาธารณสุข” มิได้อยู่ในกรอบอำนาจหน้าที่ที่ได้รับเป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังพบว่า สปสช.ใช้เงินในการสนับสนุนเอ็นจีโอและแพทย์บางกลุ่มไปทัศนศึกษาต่างประเทศแทนที่จะเป็นค่าใช้จ่ายในการบริการสุขภาพแก่ประชาชน นอกจาก สปสช. แล้ว ยังมี สสส. สพฉ. สช. สวรส. ที่มีภารกิจซ้ำซ้อนกระทรวงสาธารณสุขในทำนองเดียวกัน วิธีการแก้ไขปัญหาที่ได้ผลดีและเร็ว

1.ยุบ สปสช. สสส. สวรส. สช. และ สพฉ.แต่คงงบประมาณและหลักประกันสุขภาพไว้สำหรับประชาชน 2.ปฏิรูปกระทรวงสาธารณสุข พัฒนาประสิทธิภาพระบบการเงินการคลังเพื่อรองรับงบประมาณที่มีในกองทุนต่างๆ ให้เขตสุขภาพมีฐานะเป็นกรม รับผิดชอบดูแลประชาชน 5 ล้านคน ให้จัดสรรเงินกองทุนลงไปให้บริหารจัดการระดับเขตสุขภาพ 3.พัฒนาการจัดทำแผนบริการสุขภาพให้ตอบสนองต่อปัญหาของประชาชนในพื้นที่โดยตรง ไม่ใช้จ่ายหรือจัดบริการที่ไม่เป็นความต้องการที่จำเป็นหรือ Health Needs

4.ห้ามการนำงบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพไปอุดหนุนกิจการของมูลนิธิองค์กรเอกชนบทบาทหน้าที่กรมวิชาการและแพทยสภากรมวิชาการควรมีการร่วมมือกับราชวิทยาลัยต่างๆในการพัฒนามาตรฐานการบริการสุขภาพประชาชนกรมอนามัย พัฒนามาตรฐานการส่งเสริมสุขภาพสำหรับประชาชนกลุ่มปกติและกลุ่มเสี่ยงให้ลดความเสี่ยงต่อโรคที่ปรากฏในรายงานทางระบาดวิทยาและสถิติสาธารณสุข ซึ่งวิเคราะห์แล้วว่าเป็น Health Needs ของประชาชนในพื้นที่เขตสุขภาพต่างๆ กรมควบคุมโรค พัฒนามาตรฐานการควบคุมโรคระบาด โรคติดต่อ โรคติดต่ออุบัติใหม่ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคที่ปรากฏในรายงานระบาดวิทยาและสถิติสาธารณสุขของพื้นที่เขตสุขภาพต่างๆที่วิเคราะห์แล้วว่าเป็น Health Needs ของประชาชนในพื้นที่เขตสุขภาพนั้นๆ เพื่อลดจำนวนผู้ป่วยและควบคุมจำกัดพื้นที่การแพร่ระบาดกรมการแพทย์ พัฒนามาตรฐานการดูแลรักษาและฟื้นฟูสมรรถนะสุขภาพผู้ป่วย แพทยสภาและสภาวิชาชีพต่างๆ ควบคุมมาตรฐานวิชาการและจริยธรรมของผู้ประกอบวิชาชีพให้สอดคล้องกับมาตรฐานที่กรมวิชาการและราชวิทยาลัยร่วมกันพัฒนาขึ้น

สำนักงานปลัดกระทรวงฯ นำมาตรฐานที่กรมวิชาการและราชวิทยาลัยร่วมกันพัฒนามาประกาศใช้ในเขตสุขภาพต่างๆและพัฒนาบริการสุขภาพที่จัดให้ประชาชนตาม Health Needs ในพื้นที่เขตสุขภาพ ลดการตาย ลดความพิการ/โรคแทรกซ้อน...เพิ่มเติมจาก Yongyuth Chaiyapong จากการที่ได้มีโอกาสได้เข้าไปทำงานสำคัญระดับประเทศงานหนึ่ง ในการประชุมในทำเนียบรัฐบาลนั้น ได้มีโอกาสเข้านั่งในที่ประชุมในฐานะอนุกรรมการนั้นเป็นประสบการณ์ของชีวิตที่ได้เห็นการรวมกลุ่มของผู้อาวุโสในกระทรวงสาธารณสุขที่มีปลัดกระทรวงสาธารณสุขในขณะนั้นและอดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุขอีกสองท่านก็ทำให้เข้าใจชัดไปอีกว่าอะไรเป็นอะไร จากการได้มีโอกาสพบปะกับท่านปลัดกระทรวงสาธารณสุขอีกท่านในขณะที่ดำรงตำแหน่งนั้น ก็ทำให้ได้เข้าใจชัดว่าจะไม่มีการไปคัดง้างหรือแข็งข้อกับกลุ่มของศาสดาเอกโดยเด็ดขาด เพราะนั่นหมายถึงภัยอันตรายต่อชีวิตราชการอย่างใหญ่หลวง ความพยายามในการกุมอำนาจมีมาโดยตลอด ไม่ว่าในส่วนของการบริหารจัดการที่ใช้เงินในมือเป็นปัจจัยหลักในการบีบ ความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่ราชการเป็นตัวบีบด้วยกระบวนการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารในระดับสูงของกระทรวงสาธารณสุข การให้ทุนสนับสนุนการทำงานวิจัยไม่ว่าจะเป็นในส่วนของระบาดวิทยาคลินิก ระบาดวิทยาชุมชน และการสาธารณสุข ตลอดจนการจัดทำระบบสถิติสุขภาพ ที่เมื่อตรวจสอบพฤติกรรมก็พบว่าเป็นการรวบอำนาจในทางวิชาการจนมาถึงจุดหนึ่งก็นำมาซึ่งรูปแบบการใช้ประโยชน์ในการหลอกลวงสาธารณชนและรัฐบาลเพื่อให้ได้มาซึ่งความชอบธรรม การสนับสนุนจากมวลชน และการได้มาซึ่งงบประมาณจากรัฐบาลและพรรคการเมือง จนถึงขนาดที่ว่าสามารถกุมอำนาจไว้จนไม่มีรัฐบาลไหนกล้าแตกหักกับคนกลุ่มนี้ แม้กระทั่งรัฐบาลทหารในยุคปัจจุบันที่เก่งกล้าสามารถและได้รับการสนับสนุนจากประชาชนและหลายภาคส่วนอย่างหนักทั้งทางตรงและทางอ้อมที่อธิบายมายาวขนาดนี้ก็เพียงเพื่ออยากจะเรียนให้ได้รับทราบกันไว้ถึงข้อเท็จจริงที่ต้องยอมรับว่ารูปแบบที่ดีในการแก้ไขปัญหาที่หลายท่านหลายฝ่ายได้นำเสนอนั้นถึงแม้รัฐบาลจะรับทราบ จะเข้าใจ

แต่...ก็เป็นที่น่าเศร้าสลดว่าประเทศไทยคงต้องทนทุกข์จากการกระทำของคนกลุ่มนี้ไปอีกนาน เพราะรากฐานของปัญหาที่แท้จริงนั้นคือการแย่งชิงอำนาจที่กระทบไปจนถึงความมั่นคงของประเทศ.

หมอดื้อ