วันศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

จับถังบรรจุอสุจิ ส่ออุ้มบุญข้ามชาติ ใช้ลาวเป็นฐานแทนไทย

สสจ.หนองคาย ส่งถังบรรจุอสุจิไปให้ รพ.ขอนแก่น ตรวจ ก่อนระบุว่าเป็นสเปิร์มหรือไม่ ตั้งข้อสังเกต อาจเป็นการไปอุ้มบุญในประเทศที่ยังไม่มีกฎหมายห้าม ขณะที่บริษัทที่ถูกพาดพิง ชี้แจง เป็นสเปิร์มชาวเวียดนาม ขอถอนออกไป โดยมีผู้แทนมารับ...

หลังจากที่ศุลกากรหนองคาย จับกุม นายนิธินนทน์ ศรีธานิยานันท์ อายุ 25 ปี ภูมิลำเนาอยู่เขตพญาไท กรุงเทพฯ พร้อมของกลางถังไนโตรเจน 1 ถัง ภายในบรรจุหลอดใส่อสุจิ 6 หลอด ระบุชื่อผู้ให้บริการบริษัทหนึ่ง เป็นอสุจิของชาวจีน และชาวเวียดนาม โดยจับกุมได้ขณะกำลังจะเดินทางออกนอกประเทศ ที่ด่านพรมแดนสะพานมิตรภาพไทย–ลาว จ.หนองคาย ช่วงประมาณ 09.00 น. วันที่ 20 เม.ย.ที่ผ่านมา เป็นการกระทำผิด พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ. 2558 มาตรา 41 ห้ามมิให้ผู้ใดซื้อ เสนอซื้อ ขาย นำเข้า ส่งออก ซึ่งอสุจิ ไข่ หรือตัวอ่อน อัตราโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และ พ.ร.บ.ศุลกากร ในการนำของต้องห้ามออกนอกราชอาณาจักร จำคุก 10 ปี ปรับ 4 เท่าราคาของรวมค่าอากร หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยทางศุลกากรได้เปรียบเทียบปรับ นายนิธินนทน์ 200,000 บาท แล้วปล่อยตัวไป เสร็จสิ้นคดีของศุลกากร แต่ยังเหลือคดีความผิดทางสาธารณสุข (อ่านข่าว รวบหนุ่มหิ้วถังหล่อเย็นใส่อสุจิ จากกทม. ข้ามฝั่งลาวส่งคลินิกรับอุ้มบุญ (คลิป)

ความคืบหน้า เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 21 เม.ย. 60 นายแพทย์ชัชวาลย์ ฤทธิ์ฐิติ รองนายแพทย์สาธารณสุข จ.หนองคาย กล่าวว่า ทางเจ้าหน้าที่หนองคายจะส่งถังไนโตรเจนไปตรวจที่โรงพยาบาลขอนแก่น เนื่องจากโรงพยาบาลหนองคายไม่มีเครื่องละลายไนโตรเจนจึงไม่สามารถตรวจสอบได้ ซึ่งสาธารณสุขหนองคายจะส่งไปภายในวันนี้ คาดว่าจะสามารถทราบผลการตรวจว่าภายในนั้นเป็นอสุจิ ไข่ หรือ ตัวอ่อน หลังจากนั้นจะแจ้งเรื่องให้กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุขทราบ เพื่อพิจารณาว่าจะให้ทางสาธารณสุขจังหวัดหนองคายเป็นผู้แจ้งความดำเนินคดีกับนายนิธินนทน์

"ในส่วนของทางการลาวน่าจะไม่มีกฎหมายในการควบคุมการทำอุ้มบุญ แต่ความผิดที่ชัดเจนคือ ด้านศุลกากร ในการลักลอบนำเข้าส่งออกสิ่งของเข้าประเทศ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ตั้งข้อสังเกตว่าน่าจะเป็นการเก็บอสุจิตั้งแต่เดือนมกราคมเพื่อนำไปทำอะไรบางอย่างสำหรับผู้ที่มีบุตรยาก หรือจะเป็นการทำเชิงธุรกิจก็เป็นไปได้ ต้องตรวจสอบอีกครั้ง ส่วนสถานประกอบการก็ต้องดูว่าได้รับอนุญาตถูกต้องหรือไม่ ผู้ประกอบการมีใบประกอบโรคถูกต้องหรือไม่ ในลักษณะนี้เชื่อว่าน่าจะเป็นการทำเพื่อการค้า เพราะผู้ต้องหารับสารภาพกับทางศุลกากรว่าเป็นการรับจ้าง เรื่องนี้เป็นที่สนใจเพราะประเทศไทยมีกฎหมาย พ.ร.บ. อุ้มบุญ ควบคุม จึงเป็นเรื่องยากในการทำในประเทศไทย อาจมีความพยายามไปทำในประเทศเพื่อนบ้านแทน และหลังจากนี้จะมีการพูดคุยกับสาธารณสุขนครหลวงเวียงจันทน์ถึงมาตรการป้องกันร่วมกันระหว่างสองประเทศด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังทราบข้อมูล ทางการลาวเองก็ตกใจว่ามีขบวนการเหล่านี้ และจะนำเสนอเรื่องเข้าที่ประชุมเพื่อพิจารณาแก้กฎหมาย เพราะขณะนี้ลาวไม่มีกฎหมายควบคุมการกระทำเช่นนี้ แต่เป็นความผิดศุลกากรทั้งของไทยและลาว โดยฝ่ายไทยยินดีให้ข้อมูล

วันเดียวกัน ที่กระทรวงสาธารณสุข นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา นายกแพทยสภา กล่าวถึงกรณีมีการจับกุมขบวนการขนอสุจิข้ามชายแดน ว่า ขณะนี้ยังไม่ได้พิสูจน์ว่าในถังเก็บความเย็นนั้นเป็นตัวอ่อนอสุจิจริงหรือ ไม่ ทั้งนี้ หากตรวจแล้วว่าเป็นเรื่องจริงถือว่าผิดกฎหมาย แพทย์ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้โดนแน่นอน ซึ่งนอกจากผิดกฎหมายแล้วก็จะผิดจริยธรรมแห่งวิชาชีพด้วย อาจจะต้องเพิกถอนใบประกอบวิชาชีพเวชกรรมด้วย

เมื่อถามว่ามีข้อมูลปรากฏว่าเคยมีคลินิกที่เคยทำผิดเกี่ยวกับการทำอุ้มบุญมา ก่อนด้วยถือว่าโทษต้องรุนแรงขึ้นหรือไม่ นพ.ประสิทธิ์ กล่าวว่า ถ้าทำผิดแม้ครั้งเดียวก็ผิด เป็นการเจตนา จงใจกระทำผิด ถือว่าเป็นโทษร้ายแรง และต้องนำเรื่องนี้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการจริยธรรมของแพทยสภา อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ยังต้องมีการตรวจสอบก่อน

ส่วนที่ศูนย์ซูพีเรีย เอ.อาร์.ที. ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก และวินิจฉัยพันธุกรรมตัวอ่อน นายศรายุธ อัสสมกร กรรมการผู้จัดการศูนย์ซูพีเรีย เอ.อาร์.ที. ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยากฯ แถลงข่าวชี้แจงถึงกรณีการลักลอบขนอสุจิข้ามประเทศ ว่า ศูนย์ฯ ได้มีการให้คำปรึกษากับคู่สามีภรรยาชาวจีนและคู่สามีภรรยาชาวเวียดนาม ที่มีการจดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมาย แต่ค่อนข้างมีอายุมาก ที่เข้ามาปรึกษาเรื่องการมีบุตรยาก ทั้งนี้ คนไข้มีความประสงค์ทำการเก็บสเปิร์ม โดยติดต่อเข้ามาด้วยตัวเอง ไม่ได้ติดต่อผ่านใคร แต่ล่าสุดได้มีการประสานเข้ามาเพื่อขอถอนสเปิร์มออก โดยมอบอำนาจให้ผู้แทนชาวไทยเป็นผู้เดินทางมารับมอบสเปิร์มแทน

ทั้งนี้ พบว่าผู้แทนที่เข้ามารับสเปิร์มออกไปนั้นเป็นคนเดียวกัน แต่มารับออกไปคนละวัน คือ วันที่ 17 เม.ย. และวันที่ 19 เม.ย.ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าของสเปิร์มไม่ได้แจ้งว่าจะนำสเปิร์มไปให้กับคลินิกใดเป็นผู้ดำเนินการช่วยเหลือเรื่องการมีบุตรยาก แต่ศูนย์ฯ ได้แจ้งให้ทราบแล้วว่าจะนำไปที่ใดก็ได้ แต่ไม่สามารถนำออกนอกประเทศได้ เพราะผิดกฎหมาย ขอยืนยันว่าที่เบิกออกไปจากศูนย์ฯ คือ สเปิร์ม ไม่ใช่ตัวอ่อน และเป็นสเปิร์มของเจ้าของเองไม่ได้มีการซื้อขาย
  

นายศรายุธ กล่าวต่อว่า ปกติศูนย์มีบริการรับฝากสเปิร์ม ฝากไข่อยู่แล้ว แต่ละวันมีทั้งคนที่มาฝาก และมาถอนออกไป ซึ่งการถอนออกไปนั้นเป็นสิทธิตามกฎหมายของเจ้าของสเปิร์ม ที่จะเอาออกไป ถ้าศูนย์ฯ ไม่ให้ก็จะมีความผิดฐานลักทรัพย์ แต่ก่อนจะเอาออกไปได้ต้องมีการตรวจสอบเอกสารหลายอย่างเพื่อยืนยันตัวตนอยู่แล้ว ที่ผ่านมาในการถอนสเปิร์มออกไปนั้น ก็มีการใช้ผู้แทนมาถอนออกไปบ่อย ทั้งนี้ ยืนยันว่าศูนย์ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับผู้ที่ถูกจับกุมตามที่ปรากฏในข่าว เนื่องจากศูนย์มีนโยบายชัดเจนว่าจะไม่มีการขนส่งสเปิร์ม และไม่มีการแนะนำบริษัทรับขนส่งให้ รวมถึงถังสีเงินที่บรรจุหลอดสเปิร์มนั้นไม่ใช่ของศูนย์ฯ แต่เป็นของผู้ขนส่งเอง แต่ที่เห็นปรากฏชื่อของศูนย์ฯ ในหลอดบรรจุสเปิร์มที่จับได้นั้นเป็นของศูนย์ฯ จริง ซึ่งต้องทำเช่นนั้นเพื่อให้ทราบที่มาที่ไปของสเปิร์ม นี่คือความบริสุทธิ์ใจ เนื่องจากศูนย์ฯ ถูกพาดพิง จึงจะทำการแจ้งความผู้เคลื่อนย้ายอีกครั้งหนึ่ง.