บริการข่าวไทยรัฐ

อคส.เตรียมย้ายข้าวในสต๊อก รบ. หลัง นบข.อนุมัติขาย 1.17ล้านตัน

อคส. ถกทำแผนคุมขนย้ายข้าวสารในสต๊อกรัฐบาลเข้าสู่อุตสาหกรรม หลัง นบข. อนุมัติขาย 1.17 ล้านตัน หวั่นรั่วไหลเข้าสู่ตลาดข้าวปกติ...

เมื่อวันที่ 21 เม.ย. 60 พล.ต.ท.ไกรบุญ ทรวดทรง ประธานกรรมการองค์การคลังสินค้า (บอร์ด อคส.) เปิดเผยว่า อคส.ได้เชิญผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) กรมการค้าต่างประเทศ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองบังคับการตำรวจทางหลวง และกรมทางหลวง เข้าร่วมประชุมเพื่อชี้แจงขั้นตอนการขนย้ายข้าวสารในสต๊อกรัฐบาลเข้าสู่อุตสาหกรรม และวางมาตรการควบคุมการขนย้ายข้าวออกจากคลังสินค้าต้นทางไปยังคลังสินค้าปลายทางของผู้ชนะการประมูล เพื่อป้องกันข้าวดังกล่าวรั่วไหลกลับเข้ามาสู่ตลาดข้าวเพื่อการบริโภค หลังจากที่คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ได้อนุมัติจำหน่ายข้าวสารในสต๊อกเข้าสู่อุตสาหกรรมที่ไม่ใช่การบริโภคของคนให้กับผู้ซื้อ 12 ราย ปริมาณ 1.17 ล้านตัน มูลค่า 5,796 ล้านบาท

สำหรับแนวทางการควบคุมการขนย้ายนั้น จะมีการจัดเจ้าหน้าที่สายตรวจ สุ่มตรวจตลอดเส้นทางการขนย้ายข้าว คลังสินค้าต้นทาง และคลังสินค้าปลายทาง โดยไม่แจ้งล่วงหน้า อย่างไรก็ตาม การขนย้ายครั้งนี้ ได้อำนวยความสะดวกให้ผู้ขนย้ายมากขึ้น โดยไม่ต้องขออนุญาตการขนย้ายจากสำนักงานพาณิชย์จังหวัด จากก่อนหน้านี้ต้องขออนุญาตก่อน ซึ่งจะทำให้การขนย้ายรวดเร็วขึ้น โดยจะมีเจ้าหน้าที่ของ อคส. และหัวหน้าคลังประจำอยู่ตามโกดังต่างๆ รับทราบขั้นตอนการปฏิบัติ และตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

โดยการขนย้ายข้าว จากเดิมกำหนดให้ขนข้าวได้ในช่วงตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นจนถึงพระอาทิตย์ตก แต่ครั้งนี้ กำหนดให้รถบรรทุกคันสุดท้ายออกจากโกดังได้ไม่เกินเวลา 18.00 น. และจะต้องซีลรถบรรทุกที่ขนข้าวทุกคันตลอดการขนย้าย โดยระยะเวลาต้องสอดคล้องกันกับระยะเวลาการเดินทาง หากตรวจพบว่าใช้เวลามาก ไม่สัมพันธ์ หรือผิดปกติ เจ้าหน้าที่ตำรวจในจุดตรวจสามารถเรียกให้หยุดเพื่อตรวจสอบได้

นอกจากนี้ คลังสินค้าที่ปลายทาง จะต้องติดตั้งกล้อง CCTV และต้องรายงานข้อมูลสินค้าผ่านเว็บไซต์ www.pwo.co.th เพื่อรายงานให้เจ้าหน้าที่ อคส. รับทราบ และเมื่อขนย้ายข้าวถึงสถานที่ปลายทางแล้ว อคส. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะสุ่มตรวจปริมาณข้าวอีกครั้งว่าตรงตามปริมาณการขนย้ายหรือไม่ หากตรวจพบว่าผู้ซื้อไม่นำข้าวสารเข้าสู่กระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรม ตามที่ได้แจ้งไว้ในวัตถุประสงค์ที่ขอซื้อจะต้องชำระค่าปรับ 25% ของมูลค่าข้าวสารที่ไม่ได้นำเข้าสู่กระบวนการอุตสาหกรรม และหาก อคส. เลิกสัญญา ผู้ซื้อจะต้องเสียค่าปรับ 25% ของมูลค่าปริมาณข้าวสารที่ยังไม่ได้รับมอบและขนย้าย รวมทั้งจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ทั้งแพ่งและอาญาด้วย

อย่างไรก็ตาม ภายในสัปดาห์หน้า อคส. จะลงพื้นที่สุ่มตรวจคลังสินค้าใน 5 จังหวัดที่เป็นคลังสินค้าปลาย ประกอบด้วย 1. จังหวัดเชียงใหม่ และเชียงราย 2. จังหวัดกำแพงเพชร 3. จังหวัดนครปฐม และจังหวัดราชบุรี 4. จังหวัดปทุมธานี และ 5. จังหวัดระยอง.