บริการข่าวไทยรัฐ

บุ๋ม รัญญา เผยโฉมนักการเมืองสาวคู่ชีวิต เปิดที่มาเปลี่ยนใจรักผู้หญิง

บุ๋ม รัญญา ผู้กำกับละครที่มาแรงอย่าง พริ้งคนเริงเมือง กำลังแฮปปี้หลังเปิดตัวมีแฟนเป็นผู้หญิงดีกรีเป็นนักการเมือง รับชีวิตนี้ไม่คบผู้ชายมาตั้งแต่อายุ 31 ด้วยความที่ตัวเองเป็นคนที่เยอะ ทำอะไรต้องมีวินัยและมีระเบียบ เลยทำให้ผู้ชายอยู่ด้วยไม่ได้ ลั่นหากเลิกกับแฟนสาวคนนี้ไป ต่อไปคงใช้ชีวิตอยู่คนเดียวแล้ว...

ตอนนี้ความรักเป็นยังไงบ้าง? “ก็ดีค่ะ ก็ใช้ชีวิตคู่สบายๆ” ตอนที่เปิดตัวแรกๆ คนฮือฮามาก? “(หัวเราะ) เปิดตัวมีแฟนผู้หญิงแต่จริงๆ มีแฟนผู้หญิงมานานแล้วนะ ไม่ได้เพิ่งมามี (ยิ้ม) แต่คนนี้ฮือฮาเกิน คือเมื่อก่อนมันไม่มีโซเชียลไง ตอนนี้มามีเฟซบุ๊ก มีไอจี เราเห็นเขาลง เราก็ลงมั่ง เลยมากลายเป็นตกใจไปกันใหญ่เลย

ตอนนี้เราก็อยู่ด้วยกันมา 2 ปีแล้ว ใช้ชีวิตคู่ด้วยกัน อยู่บ้านเดียวกัน ใช้ชีวิตด้วยกัน นอนด้วยกัน ตื่นเช้ามาทำกิจกรรมด้วยกัน กินข้าว ไปทำงาน ไปเที่ยวต่างจังหวัด เราไปด้วยกันตลอดค่ะ ไปอยู่อเมริกา 6 อาทิตย์ก็ไปอยู่ด้วยกันค่ะ”

“คือพี่จะบอกว่า ทอมดี้ มันเป็นคำจำกัดความที่คนอื่นเรียกเรานะ แต่สำหรับพี่ พี่มีความรู้สึกว่าเรารักกัน อยากใช้ชีวิตคู่ด้วยกัน คนๆ นี้คือคนที่เรารัก

อย่างพี่ไม่รู้ว่า อย่างพี่เอื้องคู่ชีวิตพี่ คุณชมพูนุท นาครทรรพ เขาก็เป็นผู้หญิงที่เป็นนักการเมือง แล้วเขาก็ยอมเปิดตัวที่โอเค ยอมเปิดตัวใช้ชีวิตคู่กับเรา เขาค่อนข้างตกใจเหมือนกันที่เปิดตัว เราก็มีความรู้สึกว่า วันหนึ่งเราต้องยอมรับความจริง ก็อยู่กับความจริงไป ไม่ว่าพี่เอื้องจะเป็นผู้หญิง ผู้ชาย กะเทย ทอม พี่ก็ว่าพี่รักคนนี้ และพี่ก็รู้สึกว่า

มันเป็นความรักมากกว่าเป็นที่เพศนะ และพี่ก็รู้สึกว่า เราไม่อยากจะไปตั้งคำจำกัดความว่า เป็นเพศนี้ๆ พี่ก็เป็นอย่างนี้ พี่รู้สึกว่า อาจจะเป็นคนสองคนที่มีบุญเก่าต่อกัน กรรมต่อกัน วาสนาต่อกันแล้วต้องมาใช้ชีวิตร่วมกัน แล้วก็มาเกิดอะไรต่อกันก็ตาม เราก็ทำให้ดีที่สุด ไม่ดีก็แยกย้าย จบ”

อยากรับเด็กมาเลี้ยงเป็นลูกไหม? “เมื่อก่อนถ้าเป็นสัก 20 ปีที่แล้วอยากนะ แต่ตอนนี้แก่แล้วไง 50 แล้วเราจะไหวมั้ย ตอนนี้ก็คืออยู่กัน 2 คนตายาย แล้วก็ไปเที่ยว กินข้าวพักผ่อนไปต่างจังหวัด แล้วต่างคนต่างทำงาน ถ้าเขามีงานเราว่างเราก็ตามเขาไป ถ้าเรามีงาน เขาว่างเขาก็ตามเรามากองถ่าย ก็ใช้ชีวิตเป็นปกติมาก”

คนรอบข้างก็มองเราปกติ? “คือพี่อาจจะโชคดีกว่าพี่เอื้องนะ เพราะว่าพี่เอื้องเขาจะไม่ค่อยปกติ ด้วยความที่เขามีตำแหน่งนักการเมือง แต่พี่น่ะจะโชคดี อยู่ในวงการนี้ทุกคนจะเห็นเป็นเรื่องปกติ เพราะพี่อยู่มานาน มันไม่มีอะไรที่ต้องเหลื่อมล้ำต่ำสูง”

แล้วคนข้างๆ พี่เอื้องเขาว่ายังไง? “ก็มีถามนิดๆ หน่อยๆ นะว่าทำไมต้องเปิดตัว จริงๆ แล้วตัวเขาน่าเป็นห่วงมากกว่าเรา เราต้องคอยถามเขาว่าไหวรึเปล่า ไม่ไหวก็ไม่เป็นไรน้า คือเขาก็โอเค แต่เขาก็กดดันกว่าเราแหละ เพราะว่าด้วยตัวเขาเนี่ย คือตัวเขาน่ะลงตัว แต่สังคมเขา พรรคการเมืองของเขา เราก็เห็นใจเขามากนะคะ แต่เราก็ไม่อยากโกหกใคร

คือพี่เป็นคนไม่ปิด เป็นคนแบบว่าเราอยากใช้ชีวิตแบบไหนเราก็ใช้ ไม่ใช่ว่าไม่แคร์สังคมนะ การที่มีคู่แบบนี้เป็นตัวอย่างที่ดีมั้ย มันก็ดีนะ แต่ไม่ใช่ เราเองเราก็อยากมีสามี เขาก็คงอยากจะมีสามี แต่ด้วยวิถีที่มันไม่ใช่สำหรับเรา มีแล้วไม่มีความสุขแล้วเราจะอยู่ยังไง

คือวันนี้พี่อาจจะแก่แล้วพี่เลือกมีความสุขมากกว่าที่จะมีความเหมาะสมในสายตาของสังคม อันนี้สิใช่ที่สังคมตัดสินเรา แล้วข้างในเราล่ะ พี่ก็เลยรู้สึกว่าเราเลือกที่จะมีความสุขดีกว่า แต่เราไม่ได้ไปแบบว่าฉันจะเป็นแบบนี้ เธอต้องให้ที่ยืนฉัน ไม่ใช่ พี่ก็เลือกอยู่ในมุมเงียบๆ ไม่ต้องให้ที่ยืนพี่

แต่ว่าก็อย่าถึงกับว่าอย่าเบียดเราให้ตกลงไปแล้วกัน เราก็ไม่ได้เบียดเบียนใคร ทำงานสุจริตไม่ได้ไปโกงกินใคร และทำประโยชน์ให้สังคมได้ด้วย”

ทุกวันนี้ยังมีผู้ชายมาจีบไหม? “ ไม่มีนะ (หัวเราะ) พี่คิดว่าเขารู้แล้วว่าพี่เป็นแบบอย่างนี้ แต่ว่าโดยรวมตั้งแต่สมัยเด็กๆ พี่ไม่ประสบความสำเร็จเรื่องความรัก” เคยมีแฟนเป็นผู้ชายไหม? “เคยค่ะ มีแฟนเป็นผู้ชายมาก็ไม่น้อย แต่รู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้หญิงที่ผู้ชายอยู่ด้วยแล้วเบื่อ ซึ่งเป็นคนเอาแต่ใจ เป็นคนเยอะ เป็นคนมีเงื่อนไขในการใช้ชีวิตคู่เยอะมาก กับเพื่อนไม่เป็นไร กับการทำงานยังไงก็ได้

แต่พอกับคู่ชีวิต บุ๋มจะเยอะทันที ตั้งกฎเกณฑ์นี่นั่น ใครอยู่กับพี่ได้ยอมรับว่าอึด พี่บอกตรงๆ นะพี่ไม่ได้มาอ่อนน้อมถ่อมตน แต่พี่รู้ว่าตัวเองเป็นคนเยอะ คือบอกกับตัวเองเสมอว่า พี่เหมาะที่จะอยู่คนเดียว

เพราะพี่เป็นคนมากมายกับคู่ชีวิตกับชีวิตคู่ด้วย ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน แก้ไม่ได้ แต่ว่าก็พยายามบอกทุกคนที่เข้ามาในชีวิตว่ารับไหวรึเปล่า ถ้าไม่ไหวก็เข้าใจนะ ไปได้เลย บางคนเขาก็ไป เสียใจมั้ยเสียใจที่ไม่สามารถรักษาสภาพชีวิตคู่ไว้ได้ แต่ก็ไม่โกรธเพราะมีความรู้สึกว่า ถ้าเราเป็นชีวิตคู่ของคนนี้เราก็ไป (หัวเราะ) พี่เยอะอะ พี่ยอมรับจริงๆ”

ก่อนพี่บุ๋มเจอพี่เอื้อง เรามีแฟนมาก่อนไหม? “ตลอดๆ พี่ไม่มีแฟนเป็นผู้ชายมาตั้งแต่อายุ 31 แล้ว (หัวเราะ) เขาก็คงเห็นเราชัดเจนแล้ว เพราะว่าคนก่อนหน้าพี่เอื้อง พี่อยู่กับเขามา 13 ปี เราก็อยู่แบบแก่ๆ แล้วอะ ไม่คิดว่าจะต้องมีใคร แต่งงานหรือมีครอบครัวแล้ว วัยเรามันเป็นวัยทองแล้ว คงไม่มีทายาทหรืออะไร” ก่อนพี่เอื้องก็เป็นผู้หญิงที่คบกันมา 13 ปีเหรอ? “ใช่ค่ะ แล้วก็เลิกแล้วมาเจอพี่เอื้อง”

ตอนนั้นไม่รู้สึกเข็ดเหรอ ที่คบมา 13 ปีแล้วเลิกกันไป? “เราทิ้งเขา มันนานไง อยู่กันนานเกินไป เรารู้สึกเบื่อ เราก็ไปมีคนอื่น เราผิดเอง เราเลวมาก ซึ่งทุกคนจะบอกว่านึกว่าจะลงเอยกับคนนั้นแล้ว อะไรก็เกิดขึ้นได้กับชีวิต วิบากกรรมมนุษย์เรามีตลอดเวลา แต่ว่าคนต่อจากที่คบมา 13 ปีไม่ใช่พี่เอื้องนะคะ เป็นคนอื่นไปก่อน แล้วถึงมาเจอพี่เอื้อง แล้วก็เป็นโสดมา 2 ปี”

หลังจากคบกับพี่เอื้องแล้ว นิสัยเราปรับไหม หรือยังเป็นคนเยอะๆ เหมือนเดิม? “ก็เยอะนะ แต่ว่าในเรื่องของการที่จะมุ่งมั่นการใช้ชีวิตคู่กับเขาเป็นคนสุดท้าย ก็เกิดขึ้นมาทันทีเลย ไม่แวบนะ เรามุ่งมั่นเลยว่าแบบพอละ คนนี้จะเป็นคนสุดท้ายในชีวิต หลังจากเขาก็อาจจะอยู่คนเดียว เพราะเชื่อว่าถ้าคนนี้ไม่รอดก็แสดงว่าอยู่กับใครไม่รอดแล้ว”

มองอนาคตตัวเองว่ายังไง? “ไม่มอง อยู่วันนี้ให้มันดีที่สุด อยู่มั้ย แฮปปี้มั้ย พี่เอื้องแฮปปี้มั้ย แต่เขาแฮปปี้นะ เขารักเรา เรารักเขา แต่ว่ามันเหมือนคนสองคนที่มันอยู่ในระดับที่แบบว่าประสบความสำเร็จทั้งคู่มาเจอกัน มันก็จะมีอะไรที่แบบไม่ค่อยยอมกันไง แต่ว่าความรักมันยังแข็งแรงมาก เขาก็จะยอมมากกว่า เขารู้แล้วว่าเขาต้องยอมเรา ก็จะยอมเราหน่อย

แต่ว่าวันไหนที่เรายอมเขา เราก็จะยอมเขานะคะ คือเราต่างคนต่างแข็ง พี่เอื้องเขาเป็นคนที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่เด็ก เราก็ประสบความสำเร็จตั้งแต่เด็ก เพราะฉะนั้นมันก็เลยแบบเราจะอยู่กันยังไงดีให้ดีที่สุด ก็เลยถอยกันคนละก้าว ก้าวเดียวไม่พอ ถอยอีกก้าวละกัน มันเหมือนกับเราเข้าใจกันมากขึ้น

แล้วแก่กันแล้วด้วยมั้งคะ เอายังไง จะอยู่กันให้รอดต้องปรับ ก็เลยต้องปรับ เขาก็ถามเราว่าเราไหวมั้ย เราจะพยายามนะ แต่แบบรู้เลยว่าตัวเองนิสัยยังไง”

พี่บุ๋มขี้หึงไหม?​ “ที่ผ่านมาเราไม่ใช่คนขี้หึง แต่กับพี่เอื้องเนี่ย พี่จะบังคับเขาเยอะ เพราะเราจะกลัวว่าไม่อยากให้คนมองว่าเรามีความผิดพลาด อาจจะต้องการให้มันเพอร์เฟกต์เกินไป คนก็จะมองว่าเราไปบังคับเขามากเกินไป ห้ามถ่ายรูปห้ามไปไหนกับสาวๆ สองคน ไม่ได้

เดี๋ยวนี้โซเชียลมีเดียมันเร็ว บางทีภาพมันออกมาแต่ไม่มีอะไร แล้วคนจะไปตีความอีกอย่าง ซึ่งหลายๆ เคสมันก็ผ่านมาแล้ว เราก็ไม่อยากให้เกิดเรื่องแบบนั้น กันไว้ก่อน

บางทีเขาก็ไม่เข้าใจ เขาก็บอกว่านี่น้องนะ เราก็บอกเข้าใจว่าเป็นน้อง แต่คนอื่นอาจจะไม่เข้าใจแบบเรารึเปล่า เขาก็โอเค เข้าใจเรามากขึ้น เขาบอกว่าเราคิดข้ามช็อตไปรึเปล่า เราก็บอกไม่ได้ โลกใบนี้ โลกดิจิตอลต้องรู้ทุกอย่าง คิดไปให้ถึงทุกอย่างจนจบ แล้วเรากันไว้ตั้งแต่ต้น”

ใครจีบใครก่อน? “พี่ว่าพี่จีบเขาก่อน ส่งไลน์ไปหาเขา แอดไลน์ไปหา อยู่ดีๆ ก็ส่งภาพนั่นภาพนี้ไปให้เขา เราไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเลย ไปเจอกันที่งานปาร์ตี้ที่หัวหิน ชอบ เขาเก่ง เขาเป็นคนพูดภาษาอังกฤษเพราะ เราเป็นคนชอบคนเก่ง ชอบคนเก่งกว่า”

พี่เอื้องเขาประทับใจในตัวพี่บุ๋มยังไง? “เขาบอกว่าเราเป็นคนสเปกเขา คิ้วเข้ม ตาคม ผมยาว แล้วเขาชอบแบบว่าหยิ่งๆ นิ่งๆ เราไม่พูดกับเขาไง แต่เราแอบมองเขา”

เราจีบเขาไหม? “เราจีบเขา สมัยนี้แล้ว (หัวเราะ) ไม่หรอก คือเรารู้สึกว่าเราอายุเยอะแล้วไง เราก็เป็นผู้หญิงด้วยกัน และเราก็อายุเยอะแล้ว คือมีไรเราก็บอกว่าเราชอบพี่นะ พี่ชอบรึเปล่า ไม่ชอบไม่เป็นไร (หัวเราะ) พี่เป็นคนตรงๆ มากกว่า แต่ถ้าไม่ใช่ก็ไม่เป็นไร ไม่ชอบก็ไม่เป็นไร เหมือนเพื่อนจะคบเราไม่ชอบเราก็ไม่เป็นไร ซึ่งทุกคนจะเข้าใจเรา แต่ส่วนใหญ่พี่จะมีเพื่อนที่เขายอมรับในความเป็นเราจริงๆ”

ตอนนี้ความรักก็โอเค? “โอเคค่ะ วันนี้รู้สึกว่าชีวิตเราสบายๆ มีความสุข” มีเวลาว่างให้กันยังไงบ้าง? “เขาก็มีงาน เขาสอนภาษาอังกฤษด้วย เขาก็เลยสบายๆ จัดการได้ ก็คือจะคุยกัน พี่สอนใช่มั้ยวันนี้ งั้นหนูไปกินข้าวกับเพื่อนนะ แต่ถ้าไม่มี ต่างคนต่างว่างก็จะอยู่ด้วยกัน บางทีขับรถไปทานข้าวชลบุรี ศรีราชา อยุธยาก็มี”

อายุห่างกันเยอะไหม? “ห่างกัน 2 ปีค่ะ พี่เอื้องแก่กว่า 2 ปี ก็เลยเหมือนวัยไล่เลี่ยกันเป็นเพื่อนๆ กัน กวนๆ กันมันก็เลยสนุกมั้งคะ เขาก็ไม่เรียบร้อยเกินไปไง เราก็บ้าบอคอแตก”

แสดงว่าระหว่างทำงานกับเวลาอยู่กับแฟนของพี่บุ๋ม นี้เป็นคนละคนกันรึเปล่า? “ใช่ แต่ว่าเรื่องวินัยในการอยู่ร่วมกันก็จะซีเรียส ทุกคนรู้แล้วนะว่าเราเป็นแฟนกัน ทำอะไรก็ให้เกียรติกัน เรารู้ว่าเขาเป็นแฟนเราเราก็จะให้เกียรติเขา

ไปไหนทำอะไรก็จะถามเขาก่อนว่าไปกับกลุ่มนี้นะ พี่โอเครึเปล่า ไปด้วยกันมั้ย เขาก็จะบอกว่าพี่ไม่ไปดีกว่า เดี๋ยวเขาจะเบื่อพี่เพราะพี่คุยไม่รู้เรื่อง เขาก็จะไม่ได้ แต่ว่าบุ๋มไปได้นะ ซึ่งกับเราบางทีเราก็ไม่ไป เพราะกลัวเขาไปกับเพื่อนแล้วจะไม่สนุก ก็แยกย้ายกันเที่ยว

แล้วก็ห้ามมาแบบว่า แรกๆ มีจิกตามนะ ไหนว่าจะกลับเที่ยงคืน หลังๆ มาเอางี้ถ้าเราจะไปปาร์ตี้กับเพื่อน แยกย้ายกัน ไม่ต้องห่วงเรื่องขับรถนะ มันคือชีวิตคู่เนอะ คือต่างคนต่างอยู่ในที่ที่หนึ่งที่เคยคุ้นมา พอต้องมาอยู่ในที่จากคนที่ไม่เคยรู้จักเลย แล้วต้องมาทำความรู้จักก็ต้องปรับเยอะ ปรับเยอะมาก”

ทุกวันนี้ก็ยังปรับกันอยู่? “ก็ยังปรับกันอยู่ ก็ยังพูดว่าเราแก่แล้วนะ ถ้าจะแยกย้ายกัน ก็ตามสบายเลยนะ คือคุยกันแบบที่ผู้ใหญ่คุยกัน ชีวิตจากนี้อายุ 50 แล้ว หลังจากนี้เราจะอยู่ได้แค่ไม่ถึง 20 ปี เราทำชีวิตทุกวันนี้ให้มีความสุข ถ้ารู้สึกว่าตัวเองเริ่มไม่มีความสุข ให้แยกย้าย ไม่มีการรั้งไว้ คุยกันแบบผู้ใหญ่คุยกัน ไม่ใช่เด็กๆ แล้ว”.