บริการข่าวไทยรัฐ

'ทอมโชกุน' จุดประกาย จับตา 4 ธุรกิจเสี่ยง หลังประชาชนแห่ร้องเรียน

13 หน่วยงานผนึกกำลังร่วมจับตา 4 ธุรกิจเสี่ยง ทั้งขายตรง/การตลาดแบบตรง-ท่องเที่ยว-อีคอมเมิร์ซ-อาหารเสริม หลังพบได้รับการร้องเรียนจากประชาชนจำนวนมาก เตรียมแชร์ข้อมูลกันอย่างใกล้ชิด...

เมื่อวันที่ 19 เม.ย.น.ส.บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยถึงผลการประชุมร่วม 13 หน่วยงานรัฐ เมื่อวันที่ 18 เม.ย. 2560 เพื่อหามาตรการดูแลและป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับประชาชน จากการดำเนินธุรกิจของบริษัทต่างๆ หลังจากบริษัท เวลท์ เอเวอร์ จำกัด หลอกลวงประชาชนจำนวนมาก จนได้รับความเดือดร้อนว่า ที่ประชุมเห็นพ้องร่วมกันว่า ควรเชื่อมโยงข้อมูลนิติบุคคลและบุคคลที่ต้องติดตามเฝ้าระวังเป็นพิเศษ (Watch List) โดยจะเน้นในธุรกิจ 4 กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ธุรกิจขายตรง/การตลาดแบบตรง ธุรกิจท่องเที่ยว ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ และธุรกิจจำหน่ายอาหารเสริม เพราะพบข้อร้องเรียนจากประชาชนเพิ่มมากขึ้น เช่น หลอกขายสินค้า ไม่ได้รับผลประโยชน์อย่างที่ตกลงกันไว้ เป็นต้น รวมทั้งเป็นการนำร่องในการเริ่มต้นบูรณาการการทำงานร่วมกัน โดยดูจากข้อร้องเรียนของประชาชนเป็นหลัก

ทั้งนี้ ขณะนี้แต่ละหน่วยงานมีข้อมูลของ 4 ธุรกิจ ที่ต้องเฝ้าระวังอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นกรมพัฒนาธุรกิจการค้า สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) กรมการท่องเที่ยว สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรมการปกครอง ทำให้สามารถเชื่อมโยงและใช้ข้อมูลร่วมกันได้ทันทีก่อนออกใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยง ป้องกันความเสียหายของประชาชนได้ในระดับหนึ่ง รวมไปถึงสามารถใช้ตรวจสอบนิติบุคคล หรือบุคคลต้องสงสัยที่จะกระทำความผิดในธุรกิจอื่นๆ ได้อีกด้วย

น.ส.บรรจงจิตต์ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันมีธุรกิจขายตรง/การตลาดแบบตรง ที่จดทะเบียนนิติบุคคลกับกรมแล้ว 1,150 ราย แต่ขออนุญาตจาก สคบ. เพียง 789 ราย ธุรกิจท่องเที่ยว จดทะเบียนกับกรม 7,114 ราย ขออนุญาตกับกรมการท่องเที่ยว 12,400 ราย ธุรกิจอาหารเสริม ทั้งผู้ผลิตและผู้ค้าปลีก จดทะเบียนกับกรม 4,900 ราย และธุรกิจอี-คอมเมิร์ซจดทะเบียนกับกรม 3,564 ราย ไม่รวมบุคคลที่ค้าขายออนไลน์ผ่านเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และเว็บไซต์อื่นๆ

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบให้จัดตั้งคณะทำงานร่วมเฉพาะกิจในการตรวจสอบเชิงลึกธุรกิจดังกล่าว เพื่อเป็นการป้องกันการหลอกลวงประชาชนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต โดยคาดว่าจะแต่งตั้งคณะทำงานดังกล่าวได้ภายในสิ้นเดือน เม.ย.นี้ ขณะเดียวกันแต่ละหน่วยงานจะเร่งประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความรับรู้ให้กับประชาชน ตรวจสอบข้อมูลของบริษัทที่จะซื้อสินค้าและบริการ หรือร่วมทำธุรกิจด้วย เช่น ธุรกิจท่องเที่ยว ต้องตรวจสอบการได้รับอนุญาตทำธุรกิจจากกรมการท่องเที่ยว และ ธุรกิจขายตรง ต้องตรวจสอบกับ สคบ. เป็นต้น รวมถึงจะจัดตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนที่เป็นหน่วยงานกลาง กรณีที่ประชาชนถูกฉ้อโกงหรือหลอกลวง แต่เบื้องต้นเห็นว่าจะให้ประชาชนร้องเรียนไปที่ศูนย์ดำรงธรรม โทร.สายด่วน 1111 ไปก่อน

อย่างไรก็ตาม กรมฯ จะขยายความร่วมมือในการเชื่อมโยงข้อมูลไปยังหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องต่อไป เช่น กรมสรรพากร และสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) เป็นต้น.