วันพุธที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ขุดชีวิตทอมโชกุน สู่มหากาพย์คดีโกงประชาชน 50 ล้าน ทำไมถึงมีวันนี้!?

หากใครผ่านเข้าไปกองปราบปราม ย่านรัชโยธิน ก็จะเห็นรถจอดด้านในเรียงรายเป็นจำนวนมาก แต่หากสังเกตให้ดีจะเห็นรถที่จอดเรียงรายด้านหน้าอยู่นั้น ไม่ใช่ตราโล่ของตำรวจแต่อย่างใด เพราะรถที่จอดคือของกลางจากคดี “ทอมโชกุน”

ซินแสโชกุน หรือ น.ส.พสิษฐ์ อริญชย์ลาภิศ กรรมการบริหาร บริษัท เวลท์ เอเวอร์ ผู้ต้องหาคดีร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ถูกเอ่ยนามและกลายเป็นที่รู้จักเมื่อช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา ใครที่ไปเที่ยวจนเพลินและเพิ่งกลับมาอาจจะยังไม่ทราบว่าเธอหรือนายคนนี้ เป็นใคร วันนี้ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ มีคำตอบทุกอย่างที่คุณสงสัย

เธอคือใคร เธอมีที่มาที่ไปอย่างไร เธอมีทรัพย์สินเท่าไร พ่อแม่ของเธอเป็นใคร เธอใช้อุบายอะไรที่ทำให้ร่ำรวยอย่างรวดเร็ว แล้วอนาคตหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร เรามีคำตอบทุกคำถามคาใจ!

เที่ยวญี่ปุ่น ม่วนใจ๋ แค่ 9,730 ก็ไปได้แล้ว หรือแค่เป็นเหยื่อแก๊งต้มตุ๋น

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ มีโอกาสพูดคุยกับคณะทำงานของ พ.ต.อ.จิรภพ ภูริเดช ผกก.1 บก.ป. ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมที่ติดตามคดีนี้อย่างใกล้ชิด และปัจจุบันได้มีการดำเนินคดีแล้ว 2 ข้อหา คือ ข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชนและข้อหากระทำการอันเป็นซ่องโจร ซึ่ง ทอมโชกุน มีวิธีการอย่างไร ทำไมถึงกลายเป็นคดีฉ้อโกงประชาชนได้

เราจะตีแผ่ให้สังคมได้ทราบนับตั้งแต่บรรทัดนี้...

11 เมษายน คือวันที่เกิดเหตุวุ่นวายที่สนามบิน เนื่องจากมีผู้โดยสารลูกค้าบริษัท เวลท์ เอเวอร์ จำกัด (WealthEver) ที่มีชื่อ น.ส.พสิษฐ์ เป็นกรรมการบริหาร และจากแผนผังที่ได้มา ไล่รายชื่อตามผังเครือข่ายประกอบด้วย

1. น.ส.พสิษฐ์ หรือ ซินแสโชกุน
2. นางมณฑญาณ์ นิรันดร
3. น.ส.ทัศน์ดาว สมัครกสิกรรณ์ (แฟน/เลขาฯ น.ส.พสิษฐ์)
4. นางพารินธรณ์ ดีคกอร์ (เลขาฯ ซินแสโชกุน)
5. นางประนอม พลานุสนธิ์ (รองประธานบริษัทฯ)
6. นายก้องศรันย์ แสงประภา (ญาติ ซินแสโชกุน)
7. นางสุดารัตน์ เอนกนวล (ประชาสัมพันธ์)
8. นายโกวิทย์ ช่วยสัตว์ (ขับรถ/ช่วยกดเงินระหว่างหนี)
9. นางณิชมน แสงประภา (ป้าซินแสโชกุน / ทำหน้าที่ส่งสินค้าให้สมาชิก นำทรัพย์สินไปให้ที่ จ.ระนอง)

คืนวันนั้น (11 เม.ย.) จากผังรายชื่อ 1-8 ได้มารวมตัวกันที่ เซฟเฮาส์ ห้อง 381 ที่ซินแสโชกุนซื้อไว้ โดยมีการวางแผนกันหลบหนี และก็ได้ข้อตกลงว่าควรจะหนีไปที่ จ.ระนอง

ทำไมต้องไปจังหวัดนี้ ทางตำรวจก็สันนิษฐานว่า ต้องการหลบหนีออกไปประเทศพม่า เนื่องจากมีชายแดนติดกันและพร้อมที่จะออกได้อย่างทันท่วงทีโดยมีการขนทรัพย์สินเท่าที่ขนได้ไปด้วย

สิ่งที่เจ้าหน้าที่ทำงานคือ 1. ตรวจสอบบริษัท เวลท์ เอเวอร์ เป็นอันดับแรก ได้รายชื่อประธาน รวมถึงคณะทำงานของบริษัท ซึ่งเราก็ได้สืบจนทราบว่ามีซื้อคอนโดฯ ที่เลขที่ 286/381 ดิโฮเทล คอนโดมิเนียม ถ.รัตนาธิเบศร์ ต.บางกระสอ อ.เมือง จ.นนทบุรี 2. เจ้าหน้าที่จึงตามสืบต่อไป โดยส่งมอบข้อมูลให้กับทาง ปปง. (สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน) ตรวจสอบ จากนั้นก็เข้าตรวจสอบก็ไม่เจอตัวแล้ว...

ซึ่งเจ้าหน้าที่ใช้เทคนิคในการสืบสวนอย่างเชี่ยวชาญ กระทั่งรู้ว่าจุดหมายปลายทางคือ จ.ระนอง จึงได้ติดตามไปคืนนั้น กระทั่งพบตัวในเช้าวันถัดไป (12 เมษายน) และได้ตัวเกือบทั้งหมดในเวลาต่อมา

ทีมงานของ พ.ต.อ.จิรภพ บอกกับทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ว่า สิ่งที่กลุ่มนี้ทำนั้นก็ไม่ธรรมดา เขาพยายามสับขาหลอกเจ้าหน้าที่ เพื่อหลอกล่อเจ้าหน้าที่ให้หลงทาง แต่เจ้าหน้าที่ก็ไม่หลงกล สามารถตามควบคุมตัวได้ทั้งหมดรวมถึงแม่ซินแสโชกุนที่ร่วมประชุมในเซฟเฮาส์วันนั้นด้วย

ส่วน นางณิชมน ทำหน้าที่ส่งสินค้าให้กับเหล่าบรรดาสมาชิก ซึ่งใครสมัครสมาชิกเข้ามา จะได้สินค้ามาสเตอร์ มายด์ 2 กระปุก เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือว่าบริษัทนี้มีอยู่จริง มีผลิตภัณฑ์จริงๆ

นางณิชมน มีความสัมพันธ์คือ เป็นป้าของ นายก้องศรันย์ และเป็นพี่สาวของแม่ (ป้า) ของซินแสโชกุน โดยเป็นผู้ที่รับฝากทรัพย์สินหลายรายการ เช่น ทองคำแท่ง

ทั้งนี้ ช่วงที่หลบหนีกันนั้น นางณิชมน ไม่ได้อยู่ที่เซฟเฮาส์ แต่ถูกไหว้วานให้นำทรัพย์สินต่างๆ ขับรถตามมาให้ที่ จ.ระนอง

ด้วยเหตุนี้ พนักงานสอบสวนจึงตั้งข้อหากระทำการอันเป็นซ่องโจร (เป็นคำสั่ง คสช. 13/2559 เป็นอำนาจทหารควบคุมไว้เพื่อสอบถามข้อมูล ไม่เกิน 7 วัน) ไว้ก่อน เพื่อดำเนินการควบคุมตัว

ตรวจสอบเส้นทางเงิน ทรัพย์สินที่อายัด พบเงินหมุนเวียนกว่า 50 ล้านบาท

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ สอบถามถึงทรัพย์สินและเงินหมุนเวียนในเครือข่ายนี้ ทีมงานของ พ.ต.อ.จิรภพ เปิดเผยว่า พบว่ามีหมุนเวียนกว่า 50 ล้านบาท ซึ่งเงินดังกล่าวก็มีการนำออกมาใช้จำนวนมาก โดยเงินในบัญชีของโชกุน ที่คงเหลือ ประมาณ 3 ล้านกว่าบาท นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังอายัดรถ และทรัพย์สินอื่นอีกจำนวนมาก (ตามรายชื่อที่ปรากฏ)

อย่างไรก็ตาม ทรัพย์สินที่มีการอายัดนั้น ยังมีการตรวจสอบทรัพย์สินของกลุ่มแม่ข่ายคนอื่นๆ ที่มีการบอกต่อและชักชวนกันมาซื้อของบริษัทนี้...

“วิธีการที่เขาใช้เหมือนกับธุรกิจขายตรง แต่...คนที่จะสมัครควรจะฉุกใจคิดสักนิดว่าเราจะได้อะไรตอบแทน เช่น บัตรสมาชิก เลขสมาชิก แต่บริษัทนี้ เขาไม่ได้ให้อะไรเลย บัตรสมาชิกก็ไม่มี นี่คือ สิ่งที่ไม่ชอบมาพากล”

กลวิธีที่ใช้ส่อหลอกลวงประชาชน

ที่ผ่านมา ทุกคนมักจะอัดคลิปตัวเองลงสื่อ ว่าได้ไปเที่ยว หรือ ตัวโชกุนเอง ที่เช่าเครื่องบินเจ็ตไปเชียงราย หรือพาไปเที่ยวญี่ปุ่น ฮ่องกง โดยจะล่อลวงให้คนมาสมัครซื้อของ โดยแบ่งเป็นดังนี้

สมัครสมาชิกบริษัท เวลท์ เอเวอร์ ราคา 500 บาท
สมัครสมาชิกอีก 1 บริษัทที่สินค้า 850 บาท
ค่าสินค้ามาสเตอร์ มายด์ 2 กระปุก ราคา 8,380 บาท

รวมเป็นเงิน 9,730 บาท

เสียเงินเพียงเท่านั้น ก็มีสิทธิ์ได้ไปเที่ยวญี่ปุ่น!!?

ถามว่าจ่ายเพียงเท่านี้คุณจะได้ไปญี่ปุ่น 4 คืน 5 วัน เป็นไปได้หรือไม่ ทริปไปเที่ยวญี่ปุ่นราคาถูกที่สุด ณ ตอนนี้ราคาเท่าไร...

ทำไมคนถึงเชื่อ เพราะ... 3-4 ครั้งแรกเขาพาไปเที่ยวจริง โดย 2 เที่ยวแรกพาไปเที่ยวฮ่องกง และครั้งที่ 3 พาไปเที่ยวญี่ปุ่น ซึ่ง 3 ทริปแรกมีคนไปเที่ยวทริปละ 20 กว่าคน แต่อาศัยให้คนเหล่านี้ไปบอกต่อ บอกต่อเรื่อยๆ จนได้สมาชิกจำนวนมาก ทั้งที่บริษัทนี้เพิ่งจะจดทะเบียนตั้งบริษัท เมื่อวันที่ 25 ม.ค.60 ที่ผ่านมา โดยเริ่มไอเดียนี้เมื่อปลายธันวาคม ปี 2559 ที่ผ่านมาเท่านั้น ก็ได้เงินหลายสิบล้านบาท

ตอนนี้ยังไม่ได้สรุปว่ามีผู้ต้องหาทั้งหมดกี่คน เพราะยังเปิดให้คนมาแจ้งความต่อเนื่อง ในกรุงเทพฯ นั้น เรารับแจ้งที่กองปราบ มีคนมาแจ้งแล้ว 400 กว่าคน ยังไม่รวมที่เปิดให้ประชาชนได้แจ้ง สภ. ใกล้บ้านในพื้นที่ต่างจังหวัด 

“คดีไม่ยาก เพราะเป็นคดีที่เขาเพิ่งจะดำเนินการ ทำให้มีการตรวจสอบติดตามได้ แตกต่างจากคดียูฟัน ที่ทำกันมายาวนาน เงินหมุนเวียนที่มี ซึ่งเจ้าตัวยอมรับว่าประมาณ 50 ล้านบาท” ทีมงานของ พ.ต.อ.จิรภพ มั่นใจ

ไฟลต์สุดท้ายที่พาคนไปเที่ยวญี่ปุ่นนั้น ถือว่าฉุกละหุกพอควร สิ่งที่เขาอ้างว่าเช่าเครื่องบินเหมาลำ แต่แท้ที่จริงแล้วเขาไม่ซื้อตั๋วหน้าเคาน์เตอร์ ราคา 3-4 หมื่นบาท แต่คุณเก็บเงินเขา 9,730 บาท เขาต้องจ่ายส่วนต่างเท่าไร จะทำเพื่ออะไร... ซึ่ง 3-4 ครั้งที่ผ่านมา พาคนไปเที่ยวประมาณ 275 คน

อีก 1 คำอ้างคือ...

จากกระแสในโซเชียลเน็ตเวิร์ก ซินแสโชกุน มักอ้างว่าได้เดินทางไปดูดวงให้กับเศรษฐีฮ่องกงคนหนึ่งที่กำลังจะล้มละลาย และได้ปรับฮวงจุ้ยให้ธุรกิจเขา จนเขาประสบความสำเร็จ ร่ำรวยขึ้นมาอีกครั้ง และให้เงินคุณมา 300 ล้าน ซึ่งคำกล่าวเหล่านี้ จะต้องพิสูจน์ทราบอีกครั้งว่าเป็นข้อเท็จจริง หรือสิ่งที่ถูกกุขึ้น ถามว่าเงินมากขนาดนี้คุณนำเข้ามาแบบไหน เรื่องนี้จะต้องมีการตรวจสอบให้กระจ่างชัดต่อไป

เปิดประวัติที่แท้จริงโชกุน

ทีมข่าวฯ ได้สอบถาม ทีมงาน พ.ต.อ.จิรภพ ว่า ประวัติที่แท้จริงของโชกุน นอกจากที่โดนคดีความสำคัญ 6 คดีแล้ว เขามีที่มาที่ไปอย่างไร เติบโตมาแบบไหน ทำไมถึงใช้วิธีนี้ในการทำมาหากิน

ทีมงาน ผู้กำกับ 1 กองปราบปราม กล่าวว่า “ซินแสโชกุน เปลี่ยนชื่อมาแล้วนับสิบครั้ง แต่การเปลี่ยนชื่อนั้นเราไม่ทราบเจตนาที่แท้จริง แต่ในทางสืบสวนนั้นไม่มีผล ไม่ว่าคุณจะเปลี่ยนชื่ออะไร แต่เลขบัตรประชาชน 13 หลัก ก็ยังคงเดิม ดังนั้น เราจึงทำการตรวจสอบได้ไม่ยาก”

ส่วนทรัพย์สินนั้นมีเท่าไรกันแน่...ก็ตามตัวเลขที่ปรากฏ เนื่องจากเงินที่เข้ามาจะถูกนำออกมาใช้อย่างรวดเร็ว จะปล่อยให้เงินนอนแช่ไม่ได้ และเมื่อเร็วๆ นี้ เขาก็จัดกิจกรรมลงเรือ พาคนไปกิน และมีการจับรางวัลแจก เช่น ไอโฟน 7 ทองคำ ซึ่งก็ใช้ไปหลายแสนบาท รถที่ซื้อ 4 คันหลังสุดนี่เป็นการซื้อมือ 2 จากเต็นท์ ด้วยเงินสด ซึ่งคันสุดท้ายที่ซื้อคือรถเบนซ์ สปอร์ต ซื้อมาในราคา 2.3 ล้าน เมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา

ภูมิหลัง...ก่อนจะมาเป็นโชกุน

ทีมงานของ พ.ต.อ.จิรภพ เปิดเผยว่า ทราบว่า พ่อแม่ของโชกุน แยกทางกันตั้งแต่เขายังเด็ก ต่อมาแม่ของโชกุนได้ไปแต่งงานใหม่ แต่โชกุนอยู่กับแม่ไม่ได้ จึงมาอาศัยอยู่กับป้า (นางณิชมน) ส่วนแม่โชกุนนั้น มีอาชีพเป็นครู ปัจจุบันเกษียณราชการไปแล้ว ในวัยเด็กโชกุนเขาเรียนหนังสือและเติบโตแถว จ.นนทบุรี กระทั่งเรียนจบมัธยมปลาย ฐานะทางบ้านก็ไม่ใช่คนร่ำรวย

“ที่ผ่านมา เขาไม่ประสบความสำเร็จ แต่ใครจะคิดว่าครั้งล่าสุด จะมีคนมาเป็นสมาชิกจำนวนมาก มีเหยื่อจำนวนมาก และได้เงินมากอย่างรวดเร็ว แต่...ก็จบเกมอย่างรวดเร็วเช่นกัน”

ส่วนเรื่องแรงจูงใจในการกระทำผิดคืออะไร ทีมงานของ พ.ต.อ.จิรภพ ได้ตั้งคำถามว่า มันอาจจะเป็นเพราะความทะเยอทะยานหรือไม่ ที่ผ่านมา มีการเผยแพร่ภาพการนั่งเครื่องบินเจ็ต เผยภาพการใช้ชีวิตร่ำรวย ใช้ชีวิตวนเวียนอยู่กับธุรกิจขายตรง ส่วนจะเกี่ยวข้องกับธุรกิจ แชร์ลูกโซ่ (ผิดกฎหมาย ไม่มีสินค้าขาย) นี่เป็นส่วนหนึ่ง ที่ต้องหาคำตอบ

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน